
เอเชียจะคับ
เป็นที่ตื่นอกตื่นใจไม่น้อยเมื่อสภาข่าวกรองแห่งชาติสหรัฐ (เอ็นไอซี) ออกรายงาน 4 ปีครั้ง ระบุชัดว่าภายในปี 20-30 หรืออีก 18 ปี
เป็นที่ตื่นอกตื่นใจไม่น้อยเมื่อสภาข่าวกรองแห่งชาติสหรัฐ (เอ็นไอซี) ออกรายงาน 4 ปีครั้ง ระบุชัดว่าภายในปี 20-30 หรืออีก 18 ปี
โดย...ธนพล ไชยภาษี
เป็นที่ตื่นอกตื่นใจไม่น้อยเมื่อสภาข่าวกรองแห่งชาติสหรัฐ (เอ็นไอซี) ออกรายงาน 4 ปีครั้ง ระบุชัดว่าภายในปี 20-30 หรืออีก 18 ปี
เอเชียจะมีพลังในภาพรวมทั้งหมดเหนือกว่าสหรัฐและยุโรปรวมกัน โดยเฉพาะจีนที่คาดว่าขนาดเศรษฐกิจจะแซงหน้าสหรัฐ เป็นเขตเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกได้ก่อนหน้านั้นราว 2-3 ปีเสียด้วย
การประเมินครั้งนี้เป็นการพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐานและสภาพการณ์ในปัจจุบัน นั่นก็คือ ขณะที่เอเชียมีประชากรมาก นั่นหมายถึงแรงงานและพลังซื้อมหาศาล แต่ในสหรัฐและยุโรป รวมไปถึงญี่ปุ่นเศรษฐกิจตกต่ำลงอย่างช้าๆ เพราะเข้าสู่ยุคของคนวัยเกษียณที่รัฐต้องมีรายจ่ายดูแลประชากรเหล่านี้มหาศาล ขณะที่อัตราการเกิดใหม่ของประชากรในประเทศพัฒนาแล้วก็น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งในปัจจุบัน
นั่นคือสิ่งที่เอ็นไอซีวิเคราะห์เอาไว้ ฟังดูแล้วต้องบอกว่าน่าตื่นเต้น แต่ถ้ามองกันจริงๆ ก็ต้องบอกว่า เป็นสภาพการณ์ปกติ การมีขึ้นมีลงของเศรษฐกิจที่มักจะเป็นเหตุเป็นผลกันเสมอ เพราะเอเชียมีคนเยอะ แรงงานราคาถูก และยังหมายถึงพลังซื้อของผู้บริโภคมหาศาล แต่สำหรับในประเทศพัฒนาแล้ว ค่าครองชีพแพง คนไม่อยากมีทายาทกัน เพราะค่าใช้จ่ายเยอะ ก็ยิ่งทำให้แรงงานลดน้อยลงไปทุกปี ประกอบกับการที่รัฐต้องมีค่าใช้จ่ายเพื่อดูแลคนวัยเกษียณอีกจำนวนมาก
แต่นั่นก็เป็นเพียงการคาดการณ์ ซึ่งในความเป็นจริงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนั้น อาจจะไม่เป็นจริงเสมอไป เพราะมีข้อโต้แย้งอยู่มากว่าเอเชียจะรุ่งจริงหรือเปล่า
ประการแรก โมเดลเศรษฐกิจเอเชียส่วนใหญ่ยกเว้นญี่ปุ่น และอินเดีย และบางประเทศเท่านั้นยังพึ่งการส่งออกเป็นหลัก เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่งแน่นอนว่าตลาดใหญ่ยังอยู่ในยุโรปและสหรัฐ ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีตลาดไหนมาแทนได้อย่างเต็มที่ และยังต้องพึ่งการลงทุนจากต่างชาติเป็นส่วนใหญ่เช่นกัน
ประการต่อมา เอเชียส่วนใหญ่ขาดการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เป็นของตัวเองอย่างจริงจัง ที่ผ่านมาการพัฒนาในหลายๆ ประเทศดูทันสมัย นั่นเป็นเพียงการซื้อเทคโนโลยีเท่านั้น เอเชียยังไม่สามารถยืนด้วยลำแข้งในเรื่องนี้ ซึ่งจะเป็นจุดอ่อน เอเชียยังจะต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจากตะวันตกและญี่ปุ่นต่อไป
ประการต่อมา เอเชียเองยังขาดอิสระทางการเงินอยู่อย่างชัดเจน และมีความเปราะบางต่อการเคลื่อนย้ายของทุนจากโลกตะวันตก ที่ยังคงเป็นตัวควบคุมทิศทางของการเงินโลกอยู่
ประการสุดท้าย ต้องยอมรับว่าเอเชียมีความเปราะบางด้านพลังงานสูงมาก หลายประเทศเป็นผู้นำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ ไร้ซึ่งความมั่นคงทางพลังงาน โดยเฉพาะบ้านเรานี่แหละที่อ่อนไหวต่อราคาพลังงานในตลาดโลกที่ตะวันตกเข้าไปเก็งกำไรกันจนป่วนไปหมด
อีก 18 ปี ผมยังมองไม่เห็นว่าเอเชียจะก้าวขึ้นมามีอำนาจเหนือตะวันตกมากแค่ไหน เพราะต้องยอมรับว่าเราขาดการพัฒนาโดยตัวเราเองจริงๆ
หรือว่าที่ว่ามาข้างต้นจะเป็นเฉพาะประเทศไทย?







