
คำเตือนที่ควรฟัง
บริษัทจัดอันดับเครดิตยักษ์ใหญ่ของโลกอย่างบริษัท สแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ส (เอสแอนด์พี)
บริษัทจัดอันดับเครดิตยักษ์ใหญ่ของโลกอย่างบริษัท สแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ส (เอสแอนด์พี)
คงอันดับเครดิตประเทศไทยไว้ในระดับเดิม แถมยังมีความเห็นต่อท้ายระบุว่ามีแนวโน้มที่จะมีการปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยลง หากฐานะการคลังและตัวเลขชี้วัดทางเศรษฐกิจปรับลดลงจากนโยบายประชานิยมของรัฐบาล
เอสแอนด์พีไม่ใช่หน่วยงานแรกที่ได้เตือนรัฐบาลในเรื่องของนโยบายประชานิยม ก่อนหน้านี้ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ก็ได้เคยเตือนรัฐบาลมาแล้ว โดยเฉพาะโครงการรับจำนำราคาข้าว ที่จะสร้างภาระให้กับนโยบายการคลังของรัฐบาลในอนาคตอย่างรุนแรง เพราะรัฐบาลใช้เงินอย่างไร้ประสิทธิภาพ ในขณะที่การจัดเก็บภาษีได้ต่ำกว่ารายจ่าย ทำให้งบประมาณแผ่นดินขาดดุลต่อเนื่อง หากยังเป็นเช่นนี้เป็นเวลานาน จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มองเข้ามายังประเทศไทย
คำเตือนนี้นักวิชาการในประเทศ อย่างสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ก็นายอัมมาร สยามวาลา และนายนิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณและอดีตประธานทีดีอาร์ไอ ประสานเสียงคัดค้านโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลอย่างแข็งขัน จนถึงขั้นแช่งให้รัฐบาลนี้อยู่นานๆ เพื่อจะได้แก้ไขปัญหาที่ตัวเองเป็นคนก่อขึ้นเอง
เสียงทักท้วงจากต่างประเทศที่มองเข้ามาในประเทศไทย เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม แม้หลายฝ่ายในรัฐบาลจะดาหน้าออกมายืนยันว่าการไม่ขยับอันดับเครดิต จะไม่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย แต่การพูดเช่นนี้เป็นการพูดเพื่อปลอบใจตัวเอง เพราะในข้อเท็จจริงแม้รัฐบาลจะไม่สนใจ แต่นักลงทุนต่างชาติสนใจ การจะเข้ามาลงทุนหรือไม่ ก็จะดูความมั่นคงทางเศรษฐกิจด้วย การเมือง และกฏหมายต่างๆประกอบด้วย
นอกจากนี้ การกู้เงินของรัฐบาลไทย และเอกชน ทั้งในรูปแบบตราสารการเงินหรือเงินกู้ ก็จะถูกบวกค่าความเสี่ยงเข้าไปด้วย ซึ่งอันดับเครดิตจะมีผลต่อดอกเบี้ยที่ประเทศไทยจะถูกบวกเข้าไปจากเจ้าหนี้ด้วยเช่นกัน
รัฐบาลอาจจะไม่สนใจเรื่องดอกเบี้ย แต่ในเรื่องของภาระต่องบประมาณที่จะสร้างความอ่อนแอให้กับประเทศในระยะยาว จากนโยบายประชานิยมบางเรื่องที่ละลายเงินและไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ อย่างโครงการจำนำข้าว เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องสนใจ
ขณะนี้ประเทศไทยขาดดุลงบประมาณเพียงอย่างเดียว แต่ในอนาคตหากสถานการณ์เศรษฐกิจกลับด้าน การส่งออกหดตัว แต่นำเข้าสินค้าทุนมาก ก็จะขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้ แค่ขาดดุลแฝดนักลงทุนก็จะกลัวที่จะลงทุนในไทยแล้ว
ดังนั้น การทบทวนนโยบายประชานิยม ของรัฐบาล โดยเฉพาะโครงการรับจำนำราคาข้าว เป็นเรื่องที่รัฐบาลควรจะต้องทำ เป็นการป้องกันความเสี่ยงถ้าสถานการณ์เลวร้าย หากยังคงตะแบงทำโครงการที่ไม่เข้าท่า เกิดความเสียหายขึ้นแล้ว ในระบบเศรษฐกิจ ถึงเวลานั้นคิดจะกลับตัวคงจะสายเกินไป







