
คิวอีป่วนส่งออก
สหรัฐอัดฉีดเงินรอบใหม่ดันบาทแข็ง/ค้านอกระส่ำรัฐ-เอกชนปรับแผนหนีตาย
สหรัฐอัดฉีดเงินรอบใหม่ดันบาทแข็ง/ค้านอกระส่ำรัฐ-เอกชนปรับแผนหนีตาย
ตื่นรับมือคิวอี 3 พลัสของสหรัฐ “โต้ง” หวั่นกระทบส่งออก เร่งลงทุนโครงการยักษ์พยุงจีดีพี ผู้ว่าการ ธปท.เชื่อเงินไหลเข้าเอเชียเพิ่ม
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลังเชื่อว่าการที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศขยายมาตรการผ่อนปรนเชิงปริมาณ (คิวอี) รอบที่ 3 หรือคิวอี 3 พลัส อาจส่งผลกระทบต่อประเทศที่ยังพึ่งพาการส่งออกเป็นสำคัญ ซึ่งรวมถึงไทยที่อาจจะได้รับผลกระทบจากมาตรการดังกล่าว
นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า ไทยจะต้องหันมาดูแลเศรษฐกิจในประเทศให้มากขึ้นเพื่อทดแทนการพึ่งพาการส่งออก โดยผ่านโครงการลงทุนต่างๆ อาทิ โครงการบริหารจัดการน้ำ และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างมีเสถียรภาพ ช่วยสนับสนุนให้เศรษฐกิจปี 2556 ขยายตัวได้มากกว่า 5%
ทั้งนี้ รัฐบาลให้ความสำคัญกับ3 ปัจจัยที่เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ คือ การจัดสรรงบประมาณที่มีประสิทธิภาพ การลงทุนของภาคเอกชน และการบริโภคในประเทศ
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุลผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. กล่าวว่า ต้องติดตามประเมินมาตรการคิวอี 3 พลัสอย่างใกล้ชิด เพราะเป็นการอัดฉีดสภาพคล่องเพิ่มขึ้นรวม8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐโดย ธปท.ประเมินว่าจะส่งผลให้เงินทุนไหลเข้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมากขึ้น
“ยืนยันว่า ธปท.จะไม่เข้าไปแทรกแซง หรือฝืนตลาดหากไม่จำเป็น เพราะจะทำให้ตลาดมีต้นทุนสูง” นายประสาร กล่าว
ด้านนายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า ผู้ส่งออกของไทยควรจะติดตามผลจากมาตรการคิวอี 3 พลัส อย่างใกล้ชิด เพราะอาจส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นทำให้การส่งออกลดลงแต่กลับกันเมื่อเงินบาทแข็งค่าการนำเข้าสินค้าจะถูกลง ต้นทุนในประเทศจะถูกลงตาม ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศได้เช่นกัน ผู้ประกอบการจึงต้องสร้างความสมดุลระหว่างการส่งออก หรือจำหน่ายในประเทศในช่วงที่เศรษฐกิจผันผวน
นอกจากนี้ หากเงินอัดฉีดส่วนใหญ่หมุนเวียนในสหรัฐ ก็จะกระตุ้นการบริโภคในสหรัฐได้ หรือทำให้เกิดการจ้างงานมากขึ้น ส่งผลดีต่อการส่งออกไปสหรัฐ







