posttoday
ผวาการเมืองอิตาลีป่วน จุดชนวนวิกฤตยุโรปรอบใหม่

ผวาการเมืองอิตาลีป่วน จุดชนวนวิกฤตยุโรปรอบใหม่

12 ธันวาคม 2555

หลังจากที่บรรดารัฐมนตรีคลังยูโรโซนสามารถบรรลุการเจรจาแนวทางการลดระดับหนี้และแผนการให้ความช่วยเหลือกรีซ

หลังจากที่บรรดารัฐมนตรีคลังยูโรโซนสามารถบรรลุการเจรจาแนวทางการลดระดับหนี้และแผนการให้ความช่วยเหลือกรีซ

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

หลังจากที่บรรดารัฐมนตรีคลังยูโรโซนสามารถบรรลุการเจรจาแนวทางการลดระดับหนี้และแผนการให้ความช่วยเหลือกรีซ ซึ่งได้นำไปสู่การอนุมัติเงินช่วยเหลือ 4 หมื่นล้านยูโร (ราว 1.56 ล้านล้านบาท) ได้สำเร็จเมื่อปลายเดือนก่อน สถานการณ์วิกฤตหนี้สาธารณะในยุโรปก็ดูเหมือนจะผ่อนคลายความกังวลไปได้ในระดับหนึ่ง

ทว่า ข่าวดีและบรรยากาศที่ผ่อนคลายในยุโรป ทำท่าว่าจะอยู่ได้ไม่ยั่งยืนเสียแล้ว

เพราะทันทีที่นายกรัฐมนตรี “มาริโอ มอนติ” ของอิตาลี ประกาศสายฟ้าแลบเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า จะลาออกในปลายเดือนนี้ หรือในทันทีที่ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณปี 2556 ผ่านการเห็นชอบจากรัฐสภาไปได้ ตลาดทุนอิตาลีก็ประสบภาวะดิ่งเหวลงอย่างหนัก

ตลาดหุ้นมิลานปรับตัวลงถึง 3.24% ระหว่างการซื้อขาย ก่อนจะปิดตลาดลบลงไป 2.2% เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. เช่นเดียวกับอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรอายุ 10 ปี ที่พุ่งทะยานขึ้นไปอยู่ที่ 4.75% จาก 4.5% ยังไม่นับรวมปฏิกิริยาของเหล่าผู้นำประเทศเพื่อนบ้านในยุโรปที่ส่งสัญญาณชัดเจนว่ากำลัง “เป็นห่วง” ชะตากรรมของเขตเศรษฐกิจใหญ่สุดอันดับ 3 ในกลุ่มยูโรโซนแห่งนี้

เพราะการลาออกเพื่อเปิดทางไปสู่การเลือกตั้งทั่วไปเร็วกว่ากำหนด ในเดือน ก.พ.ปีหน้า อาจทำให้การเมืองอิตาลีเข้าสู่ความวุ่นวายอีกครั้ง ท่ามกลางความกังวลว่ารัฐบาลชุดใหม่อาจเลือกที่จะไม่เดินตามแนวนโยบายการรัดเข็มขัดและการปฏิรูปเศรษฐกิจอันแสนสาหัสของรัฐบาลมอนติ เช่น การลดสวัสดิการ การขึ้นภาษีหลายชนิดที่ได้วางไว้ให้ก่อนแล้ว เพื่อแก้ปัญหาหนี้สาธารณะมหาศาล

เพราะต้องไม่ลืมว่าอิตาลีเองก็อยู่ในกลุ่ม 5 ประเทศ PIIGS หรือคนป่วยแห่งยุโรป ที่ประกอบไปด้วย โปรตุเกส ไอร์แลนด์ อิตาลี กรีซ และสเปน ซึ่งเผชิญปัญหาหนี้สาธารณะและงบประมาณขาดดุลมหาศาล โดยอิตาลีนั้นมีระดับหนี้สาธารณะในปีนี้สูงถึง 1.97 ล้านล้านยูโร หรือคิดเป็น 123% ของจีดีพีประเทศเลยทีเดียว

ทว่า ขณะนี้เริ่มมีชาวอิตาลีจำนวนไม่น้อยที่เริ่มรู้สึกทนรับกับแผนรัดเข็มขัดอันสุดเขี้ยวของมอนติ ที่ส่งผลให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะย่ำแย่อย่างหนักไม่ไหวแล้ว ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขจีดีพีในไตรมาส 3 ปีนี้ที่หดตัวลงไปถึง 2.4% ขณะที่อัตราการว่างงานเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ก็พุ่งสูงสุดในรอบ 13 ปี ที่ 11.10% ดังนั้นบรรดานักการเมืองที่อยากจะเข้ามาเป็นรัฐบาลชุดใหม่ จึงไม่มีใครอยากทำในสิ่งที่ประชาชนไม่ชอบใจกันนัก

ทั้งนี้ หากทุกอย่างเป็นไปตามที่หวาดกลัวกัน เช่นว่าจะมีการล้มเลิกแผนรัดเข็มขัดขึ้นมาจริงๆ แม้ว่าในแง่หนึ่งจะช่วยลดความกดดันและแบ่งเบาความยากลำบากแก่ชาวอิตาลี แต่ในอีกด้านหนึ่งนั้นก็จะยิ่งส่งผลเลวร้ายต่อเศรษฐกิจของประเทศมากขึ้น และทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อการแก้ไขปัญหาหนี้ในอิตาลีดิ่งเหวลงในทันที

ผลลัพธ์ที่ตามมาอาจผลักดันให้ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลผ่านการระดมทุนในตลาดพันธบัตรสูงขึ้นมากอย่างรวดเร็วจนอิตาลีอาจไม่สามารถแบกรับดอกเบี้ยได้ และนำไปสู่การยื่นขอความช่วยเหลือจากสหภาพยุโรป (อียู) หรืออาจต้องขอให้ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) เข้ามาซื้อพันธบัตรในท้ายที่สุด

ขณะเดียวกัน หากรัฐบาลชุดใหม่ของอิตาลีนำไปสู่ความไม่มั่นใจว่าแผนปฏิรูปเศรษฐกิจและรัดเข็มขัดอาจไม่คืบหน้าก็จะสร้างความเสี่ยงให้กับประเทศในกลุ่มยูโรโซนอื่นๆ ไปด้วย โดยเฉพาะสเปนที่จะได้รับผลกระทบไปเต็มๆ จนอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่สเปนต้องหันไปขอเงินช่วยเหลือจากอียูเลยทีเดียว

ยืนยันได้จากคำกล่าวของ หลุยส์ เดอ กวินดอส รัฐมนตรีเศรษฐกิจสเปน ที่ออกมายอมรับผ่านทางสถานีวิทยุว่า ปัญหาความไม่แน่นอนทางการเมืองในอิตาลี ย่อมส่งผลกระทบต่อสเปนโดยตรง ขณะที่การประกาศลาออกของ มอนติ ในช่วงสุดสัปดาห์ ก็ได้ทำให้อัตราระดับความเสี่ยงในพันธบัตร 10 ปีรัฐบาลสเปน เพิ่มสูงขึ้นไปอยู่ที่ 5.52% หรือห่างกันกว่าเท่าตัวจากดอกเบี้ยพันธบัตร 10 ปีของเยอรมนี ซึ่งอยู่ที่ 1.33%

“มองในภาพกว้าง หากตลาดไม่เชื่อมั่นในอิตาลี เราอาจได้เห็นวิกฤตหนี้ยูโรโซนลุกลามไปยังเศรษฐกิจประเทศอื่นๆ ในกลุ่ม โดยเฉพาะสเปน ซึ่งมีปัญหามาพร้อมๆ กับอิตาลี ในช่วงเดือน ส.ค.ปีที่แล้ว” อลาสเทียร์ นิวตัน นักวิเคราะห์อาวุโสด้านการเมืองของบริษัทหลักทรัพย์โนมูระ ให้สัมภาษณ์กับซีเอ็นบีซี

ทั้งนี้ ความกังวลต่ออนาคตทางเศรษฐกิจของอิตาลี ยังถูกเพิ่มดีกรีความน่าสะพรึงกลัวมากขึ้นไปจากเดิม เมื่อ “ซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี” อดีตนายกรัฐมนตรี 3 สมัย ประกาศว่าจะกลับมาลงชิงชัยในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งเจ้าตัวได้ย้ำแนวทางชัดว่าต้องการต่อต้านแผนรัดเข็มขัดและชูธงนโยบายประชานิยมแจกแหลกเข้าสู้ในปีหน้าด้วย ขณะที่ตัวของ มอนติ กลับยังไม่ตัดสินใจว่าจะลงเลือกตั้งด้วยหรือไม่

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าผลสำรวจคะแนนนิยมของ แบร์ลุสโคนี จะพบว่ามีคะแนนไม่มากนัก ในขณะที่ “ปิแอร์ ลุยจิ เบอซานนี” จากพรรคประชาธิปไตย ที่มีแนวคิดกลางซ้าย และประกาศว่าจะเดินตามแนวนโยบายรัดเข็มขัดของมอนติ จะมีคะแนนนิยมนำโด่งมาเป็นลำดับที่ 1 แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพรรคที่มีแนวคิดต้องการสานต่อแนวทางการรัดเข็มขัด ที่จะฟื้นความเชื่อมั่นของตลาดจะได้รับชัยชนะเลือกตั้งในครั้งนี้ และสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เองเสมอไป

เพราะต้องยอมรับว่าความไม่พอใจและอัดอั้นตันใจของประชาชนที่มีต่อแผนรัดเข็มขัด ทำให้หลายคนเริ่มมีแนวคิดเอนเอียง และเอาใจไปให้กับพรรคที่มีแนวคิดต่อต้านแผนรัดเข็มขัดมากขึ้น

เห็นได้จากผลสำรวจคะแนนนิยมเมื่อกลางเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ที่ระบุว่า พรรคไฟว์สตาร์มูฟเมนต์ ซึ่งมีแนวคิดเอียงขวาต่อต้านแผนรัดเข็มขัดและชูแนวคิดให้อิตาลีออกจากกลุ่มยูโรโซน มีคะแนนสูงกว่า 20% เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์นับตั้งแต่ตั้งพรรคมา

ดังนั้น หากผลการเลือกตั้งออกมาในลักษณะที่ไม่มีพรรคใดสามารถฟอร์มทีมรัฐบาลได้เพียงพรรคเดียวได้ แน่นอนว่าความเสี่ยงที่บรรดาพรรคเล็กพรรคน้อยที่มีแนวคิดต่อต้านแผนรัดเข็มขัดร่วมกัน อาจรวมตัวขึ้นจัดตั้งรัฐบาล และล้มเลิกแผนการปฏิรูปของรัฐบาลปัจจุบันที่ดำเนินไปแล้ว

ด้วยความกังวลที่มีมากขึ้น และเกรงว่าพรรคที่ต่อต้านแผนรัดเข็มขัดจะฉวยจังหวะเอาความไม่พอใจของประชาชนมาใช้ในการหาคะแนนเสียงนี้เอง จึงไม่แปลกที่จะกลายเป็นปัจจัยเข้ามาบีบคั้นให้ มอนติ ต้องออกมากล่าวผ่านทางสถานีโทรทัศน์เมื่อวานนี้ เพื่อทำความเข้าใจกับประชาชน และปกป้องแผนรัดเข็มขัดที่ดำเนินอยู่ว่า เป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องมีเพื่อฟื้นความเชื่อมั่นทางการเงินและเศรษฐกิจของประเทศ

พร้อมกันนี้ยังได้เตือนให้บรรดาพรรคการเมืองที่ลงแข่งขัน อย่ามอมเมาประชาชนไปกับสโลแกนหาเสียงโฆษณาชวนฝันของพรรคต่างๆ ที่ไม่สามารถทำได้จริงอีกด้วย

เพราะมิเช่นนั้นแล้ว หากมัวแต่เร่ขายฝันกันอยู่ และไม่ก้มหน้ายอมรับกับสภาพปัญหาที่เป็นอยู่จริงเสียที อิตาลีก็อาจกลายเป็นฝันร้ายสะท้านยุโรปรับปี 2556 ก็เป็นไปได้้

 

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน