
ธกส.อ่วมหนี้ประชานิยม
รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน เน้นเรื่องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจรากหญ้าที่เป็นฐานเสียงสำคัญของรัฐบาลนี้
รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน เน้นเรื่องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจรากหญ้าที่เป็นฐานเสียงสำคัญของรัฐบาลนี้
โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ
รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน เน้นเรื่องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจรากหญ้าที่เป็นฐานเสียงสำคัญของรัฐบาลนี้ ผ่านการใช้เครื่องมือธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ คือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. อย่างเข้มข้น
เพราะ ธ.ก.ส. เปรียบเหมือนเป็น “กระเป๋าสตางค์” ของเกษตรกร ชาวไร่ ชาวนากว่า 5-6 ล้านครัวเรือน คิดเป็นจำนวนเกษตรกรที่เกี่ยวข้องกับวงจรนี้ไม่น่าจะน้อยกว่า 10-20 ล้านคน
ที่ผ่านมารัฐบาลเดินหน้าตามโครงการที่ให้สัญญากับเกษตรกรไว้ตอนหาเสียงผ่าน ธ.ก.ส. ได้แก่ โครงการพักหนี้เกษตรกรรายย่อย และประชาชนผู้มีรายได้น้อยที่มีหนี้คงค้างต่ำกว่า 5 แสนบาท ปรากฏว่ามีเกษตรกรเข้าโครงการนี้อย่างทะลักทลายกว่า 2.76 ล้านราย คิดเป็นวงเงินกว่า 3.13 แสนล้านบาท
นี่ยังไม่รวมโครงการพักหนี้ก่อนหน้านี้ในปี 2554 ที่มีเกษตรกรใช้สิทธิเข้าโครงการแล้ว 4.03 แสนราย คิดเป็นเงิน 4.65 หมื่นล้านบาท ซึ่งในภาพรวมเท่ากับมีเกษตรกรมากกว่า 60% หรือกว่า 3 ล้านราย ที่เข้าโครงการพักหนี้และลดภาระหนี้ ผลคือรายได้จากดอกเบี้ยรับของ ธ.ก.ส. มีแนวโน้มลดลง
ตามมาด้วยโครงการบัตรสินเชื่อเกษตรกร ใช้ในการจัดซื้อปัจจัยการผลิต ได้แก่ ปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ ยาปราบศัตรูพืช และน้ำมัน โดยมีเกษตรกรส่งคำขอเข้าร่วมโครงการ 1.5 ล้านราย ได้รับบัตรสินเชื่อแล้ว 6.2 แสนราย และมีเกษตรกรจำนวน 2.5 แสนราย เปิดรูดปรื๊ดๆ ผ่านบัตรนี้แล้วเป็นเงินราว 3,000 ล้านบาท
ล่าสุด พบว่าโครงการนี้มีการทุจริตในหลายรูปแบบระหว่างร้านค้าและเกษตรกรในการรูดซื้อสินค้าในราคาสูงกว่าที่กำหนด ขณะที่เกษตรกรบางรายก็นำสินค้าที่รูดซื้อผ่านบัตรไปขายต่อในราคาสูงหากำไรกินต่อ
และที่หนักหนาสาหัสกว่าโครงการอื่น คือ โครงการรักษาเสถียรภาพราคาผลผลิต ได้แก่ โครงการรับจำนำข้าวเปลือกทั้งนาปี นาปรัง ปี 2554/2555 ได้ปริมาณข้าวเปลือกกว่า 20 ล้านตัน ใช้เงินกว่า 3.98 แสนล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้เป็นเงินทุนที่ยืม ธ.ก.ส. ไปรับซื้อข้าว 9 หมื่นล้านบาท ซึ่งสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ คาดว่าโครงการนี้น่าจะขาดทุนไม่น้อยกว่า 1.72 แสนล้านบาท
ทำให้เกิดคำถามต่อมาว่า แล้วโครงการจำนำข้าวที่รัฐบาลนี้จะเดินหน้าต่อในปี 2555/2556 ซึ่งคาดว่าต้องใช้เงินอีกไม่น้อยกว่า 2.4 แสนล้านบาท จะเอาเงินมาจากไหน
หากกระทรวงพาณิชย์ไม่สามารถระบายข้าวได้อย่างที่คาดไว้ เนื่องจากมีการประเมินว่าศักยภาพของรัฐบาลในการระบายข้าว ทำได้ปีหนึ่งไม่น่าเกิน 5 ล้านตัน
ดังนั้น การระบายข้าวเปลือก 20 ล้านตัน เพื่อเอาเงินมาใช้หนี้ ธ.ก.ส. จึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ
แม้ว่าล่าสุดทางกระทรวงพาณิชย์ได้โอนเงินจากการระบายข้าวให้ ธ.ก.ส.แล้ว ประมาณ 5 หมื่นล้านบาท และตกลงว่าภายในสิ้นปีนี้จะคืนให้ทั้งหมดเป็นเงิน 8.5 หมื่นล้านบาท และมีแผนโอนเงินคืนให้อีก 1.2 แสนล้านบาท หรือไตรมาสละ 3 หมื่นล้านบาท
แต่ที่ผ่านมากลับพบว่ารัฐบาลชักหน้าไม่ถึงหลัง จึงให้ ธ.ก.ส. ใช้เงินที่คืนมาส่วนหนึ่งรับจำนำข้าวในปีนี้เป็นการแก้ผ้าเอาหน้ารอดไปก่อน เพื่อรอเงินจากการขายข้าวไปพลางๆ
ประกอบกับข้อจำกัดของการทำงบประมาณ ทำให้กระทรวงการคลังสามารถค้ำหนี้จำนำข้าวปีนี้ได้อีกไม่เกิน 1.5 แสนล้านบาท หรือไม่เกิน 20% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งเท่ากับปีนี้จะค้ำได้ไม่เกิน 4.8 แสนล้านบาท จึงต้องเหลือวงเงินไว้ให้รัฐวิสาหกิจแห่งอื่นด้วย ยิ่งเป็นภาระและมีโอกาสสูงที่ ธ.ก.ส. จะต้องแบกหน้าเข้าไปขอกู้เงินในตลาดเอง โดยที่คลังไม่ค้ำให้ จึงทำให้เงินกู้ก้อนนี้มีต้นทุนดอกเบี้ยแพงกว่าที่คลังค้ำให้
แม้ ธ.ก.ส. จะอ้างว่าเงินกู้ดังกล่าวถูกแยกเป็นบัญชีพิเศษ ซึ่งปัจจุบันยอดหนี้ที่เกิดขึ้นในบัญชีพิเศษของ ธ.ก.ส. ที่ไม่เคยมีการเปิดเผยต่อสาธารณะน่าจะมีวงเงินสูงถึงหลายแสนล้านบาท คิดแค่จากโครงการรับจำนำผลผลิตทางการเกษตรรวม 15 โครงการ ตั้งแต่ปี 2547/2548 ถึงปี 2552/2553 รวม 13 โครงการ มีต้นทุนในการดำเนินงาน เช่น มูลค่าผลิตผลที่รับจำนำ ค่าแปรสภาพ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอื่นๆ และต้นทุนในการจัดหาแหล่งเงินกู้ (ดอกเบี้ย) เป็นต้น มียอดรวมถึงกว่า 4.12 แสนล้านบาท และคาดว่าจะมีผลขาดทุนสุทธิ 2.06 แสนล้านบาทแล้ว ซึ่งยังไม่นับรวมโครงการจำนำข้าวและพืชผลเกษตรอื่นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา รวมแล้วน่าจะมีหนี้ที่แยกไว้ในบัญชีพิเศษรวมเป็นหลักล้านล้านบาท
ถ้าวิเคราะห์ในทางบัญชีปกติจะพบว่าสถานะของ ธ.ก.ส.เข้าขั้นวิกฤต เพราะถูกใช้เป็นเครื่องมือในการดำเนินนโยบายของทุกรัฐบาลมากไป มีหนี้ที่ถูกซุกอยู่ใต้พรมในรูปแบบของบัญชีพิเศษมากมาย แม้ ธ.ก.ส. จะพยายามชี้แจงเรื่องการโหมใช้เงินในโครงการรับจำนำข้าว จะไม่เกี่ยวกับผลดำเนินงานปกติ แต่ในทางปฏิบัติ ธ.ก.ส. ควรเปิดเผยบัญชีพิเศษให้สาธารณชนรับทราบอย่างต่อเนื่องทุกปี เพราะประชาชนในฐานะผู้เสียภาษีเป็นผู้รับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น
ผลดำเนินงาน 7 เดือน ในปีบัญชี 2555 ของ ธ.ก.ส. (เม.ย.-ต.ค. 2555) พบว่าปล่อยกู้ได้กว่า 7.49 หมื่นล้านบาท ทำให้มียอดสินเชื่อรวมกว่า 8.5 แสนล้านบาท มีเงินฝากคงค้าง 9.44 แสนล้านบาท มีสินทรัพย์กว่า 1.12 ล้านล้านบาท หนี้สินรวม 1.03 ล้านล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้น 8.58 หมื่นล้านบาท มีกำไรสุทธิ 5,015 ล้านบาท ขณะที่หนี้ด้อยคุณภาพอยู่ที่ 5.37% เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าหากมีการดึงหนี้ในบัญชีโครงการพิเศษเข้ามารวมในบัญชีปกติ ส่วนของเงินสินเชื่อจะปูดโปนเฉียดๆ 2 ล้านล้านบาท
และส่วนของหนี้ด้อยคุณภาพจะไม่เรี่ยติดดินที่ 5.37% เช่นนี้ ที่สำคัญ ธ.ก.ส. ควรต้องมีภาระในการตั้งสำรองอีกมากมายมหาศาล ซึ่งจะทำให้ผลดำเนินงานของธนาคารนี้ขาดทุนแบบย่อยยับเพราะการสนองประชานิยมอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตาม ภาระที่ว่านี้ได้เริ่มส่งสัญญาณแล้วจากการที่ ธ.ก.ส. เสนอเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ทำเรื่องเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ขอขยายทุนเรือนหุ้นจาก 5 หมื่นล้านบาท เป็น 6 หมื่นล้านบาท เพราะปัจจุบันทุนที่ชำระแล้วเกือบเต็มเพดานแล้ว
แต่ปรากฏว่า ธ.ก.ส. ไม่ได้รับการตอบสนองจาก ครม. เพราะรัฐบาลเองก็ถังแตก ใช้จ่ายในโครงการต่างๆ มากมาย ขณะที่แนวโน้มจัดเก็บรายได้ลดลง ทำให้ไม่มีเงินจะมาใส่เพิ่มทุนให้มากมายถึง 1 หมื่นล้านบาท กระทบต่อแผนปล่อยกู้ของ ธ.ก.ส. ที่ปล่อยสินเชื่อได้ไม่เกิน 12 เท่าของทุนเรือนหุ้น ทำให้ ธ.ก.ส. ติดล็อก ไม่สามารถขยายสินเชื่อได้ถึงหลัก 1 ล้านล้านบาทตามที่วางแผนไว้ จากปัจจุบันยอดสินเชื่อคงค้างอยู่ระดับใกล้ 9 แสนล้านบาทเข้าไปแล้ว
นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณทีดีอาร์ไอ คาดว่าผลกระทบจากการทำโครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ดของรัฐบาล อาจทำให้ ธ.ก.ส. ขาดสภาพคล่อง เนื่องจากสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) มีเพดานค้ำประกันการกู้เงินได้เพียง 1.5 แสนล้านบาท ขณะที่เป้าหมายการรับจำนำข้าวปีนี้อยู่ที่ 2.4 แสนล้านบาท จึงคาดการณ์ว่าในการรับจำนำข้าวนาปีที่กำลังรับจำนำอยู่ขณะนี้จะไม่มีปัญหา แต่ในการรับจำนำข้าวนาปรังปีหน้า อาจจะมีปัญหาสภาพคล่องเพราะเงินหมดได้
ทั้งนี้ หากให้ ธ.ก.ส. เดินหน้าโครงการนี้ต่อ ธ.ก.ส. จะต้องเป็นผู้ออกไปกู้เงินในตลาดเอง แม้จะแยกไว้ในบัญชีผลดำเนินงานพิเศษ แต่ก็จะกระทบกับผลดำเนินงานและต้องเพิ่มทุน
ซึ่งสุดท้ายภาระทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นเงินเพิ่มทุน ภาระเงินต้นและดอกเบี้ย จะตกอยู่ที่เงินภาษีของประชาชน รวมถึงยอดหนี้สาธารณะที่จะปรับตัวสูงขึ้น
เหล่านี้คงไม่ใช่เป็นการคาดการณ์เกินจริง เพราะเพียงแค่รับจำนำข้าวเพียงโครงการเดียวในช่วง 2 ปีนี้ รัฐบาลน่าจะใช้เงินมากถึง 6.4 แสนล้านบาท และหากรัฐบาลยังคงเดินหน้าโครงการนี้ต่อ รวมถึงประชานิยมอื่นที่กำลังจะตามมา เช่น การปูพรมแก้หนี้นอกระบบอีกในช่วงสิ้นปีนี้ เชื่อว่า ธ.ก.ส. ที่ดูเหมือนว่าจะเติบโต แต่แท้จริงแล้วกลับมีกองหนี้ประชานิยมซุกอยู่มากมาย
และหนี้ที่มีอยู่จำเป็นที่จะต้องถูกล้างโดยรัฐบาล ไม่เช่นนั้นอาจกระเทือนถึงการปล่อยกู้ให้เกษตรกรทั้งประเทศในอนาคตได้







