posttoday
การผลิตโลกถดถอย-พุ่งพารัฐเกินไป ภัยร้ายสั่นคลอนเอเชีย

การผลิตโลกถดถอย-พุ่งพารัฐเกินไป ภัยร้ายสั่นคลอนเอเชีย

05 ธันวาคม 2555

เป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความหวังอันแสนสดใสต่อแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนและทวีปเอเชีย ในไตรมาส 4 นี้เป็นอย่างมาก

เป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความหวังอันแสนสดใสต่อแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนและทวีปเอเชีย ในไตรมาส 4 นี้เป็นอย่างมาก

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

เป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความหวังอันแสนสดใสต่อแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนและทวีปเอเชีย ในไตรมาส 4 นี้เป็นอย่างมาก

เมื่อพบว่าดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (พีเอ็มไอ) ซึ่งใช้เป็นมาตรวัดการเติบโตทางอุตสาหกรรมของหลายๆ ประเทศ แสดงผลออกมาดีเกินคาด ไล่เรียงไปตั้งแต่จีนที่ธนาคารเอชเอสบีซี ระบุว่าเมื่อเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา จีนสามารถก้าวพ้นภาวะการถดถอย และหวนกลับมาเข้าสู่การขยายตัวได้เป็นครั้งแรกในรอบ 13 เดือนที่ 50.5 จุด ขณะที่เดือนก่อนหน้านั้นอยู่ที่ 49.5 จุด

การขยายตัวของดัชนีภาคการผลิตของประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของเอเชีย และใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากสหรัฐยังเกิดขึ้นพร้อมๆ กับการขยายตัวของดัชนีพีเอ็มไอภาคบริการเดือน พ.ย.ของทางการจีนที่ระบุออกมาในทิศทางเดียวกันว่ามีการขยายตัวเพิ่มขึ้นมาที่ 50.6 จุด ขณะที่เดือน ต.ค.อยู่ที่ 50.2 จุด

สอดคล้องกับดัชนีภาคการผลิตในประเทศอื่นๆ ของเอเชีย อย่างเช่นอินเดียที่สามารถขยายตัวได้สูงสุดในรอบ 7 เดือนที่ 53.7 จุด โดยเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้านั้นที่ 52.9 จุด ส่วนเกาหลีใต้แม้ว่าจะยังอยู่ในภาวะหดตัวอยู่ แต่ก็มีแนวโน้มการหดตัวที่ลดลงโดยอยู่ที่ 48.7 จุดฟื้นขึ้นจากเดือนก่อนหน้านั้นที่ 47.4 จุด และยังถือเป็นการเพิ่มขึ้นของตัวเลขอุตสาหกรรมพีเอ็มไอที่สูงที่สุดในรอบ 5 เดือนที่ผ่านมาอีกด้วย

ตัวเลขที่ระบุออกมาถึงกับทำให้หนังสือพิมพ์ชื่อดังด้านเศรษฐกิจและการเงินของโลกอย่างวอลสตรีต เจอร์นัล ระบุว่า ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ดีต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของเอเชียและต่อระดับโลก

อย่างไรก็ตาม หากหันมองดูดัชนีภาคการผลิตโลกในภาพรวมของเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา ที่ประเทศเศรษฐกิจหลักของโลกในหลายๆ ประเทศ ที่ยังคงย่ำแย่อยู่ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐที่ก้าวเข้าสู่ภาวะถดถอยต่ำที่สุดในรอบเกือบ 3 ปีที่ 49.5 จุด ขณะที่ยูโรโซนคงดำดิ่งอยู่กับภาวะถดถอยเป็นเดือนที่ 16 ติดต่อกันที่ 46.2 จุด ส่วนออสเตรเลีย ไต้หวัน และญี่ปุ่น ก็คงจมอยู่กับภาวะหดตัวต่อเนื่องจากเดือนก่อน จะเห็นได้ชัดว่าความคาดหวังต่อเศรษฐกิจโลกและเอเชียในไตรมาส 4 และในปีหน้าจะออกมาดีดั่งที่คาดคิดไว้ ดูเหมือนว่าจะกลายเป็นแค่ฝันกลางวันเสียแล้ว

เนื่องจากการเติบโตภาคการผลิตของจีน และประเทศอื่นๆ ในเอเชียบางประเทศที่เริ่มดีขึ้น เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจโลกที่ย่ำแย่เท่านั้น ซึ่งนั่นยังไม่เพียงพอต่อการช่วยกระตุ้น รวมถึงดึงให้เอเชียดีขึ้นอย่างที่คิดไว้

“มองจากภาพรวมแน่นอนว่า นี่คือภาพสะท้อนว่าเศรษฐกิจโลกยังคงอ่อนแอ เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมในสหรัฐยังคงได้รับผลกระทบจากแรงซื้อและการบริโภคจากตลาดภายในที่อ่อนแอ และการส่งออกที่ลดลง ขณะที่ทางฝั่งของยูโรโซนก็ยังคงอ่อนแออย่างเห็นได้ชัด และญี่ปุ่นก็ยังไม่มีความแน่นอน” โจชัว ชาร์พริโอ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์สหรัฐ ของบริษัทที่ปรึกษา เอ็มเอฟอาร์ กล่าว

สอดคล้องกับความเห็นของ ฮิโรคาสุ ยูอิฮามะ นักยุทธศาสตร์ระดับอาวุโส ของบริษัทหลักทรัพย์ ไดวะ ที่ระบุว่าความสำคัญของการฟื้นตัวจากภาคการผลิตจีนต่อเศรษฐกิจโลกนั้นยังไม่มีความชัดเจน อีกทั้งการฟื้นตัวของจีนก็ไม่ใช่เครื่องบ่งชี้เสมอไปว่าเศรษฐกิจของทั้งโลกได้ฟื้นตัวขึ้นแล้ว

ขณะที่การฟื้นตัวของภาคการผลิตจีนและเอเชีย ก็ยังถูกมองจากนักวิเคราะห์อีกว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเพียงชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น ปราศจากความยั่งยืนในระยะยาว เนื่องจากยอดการผลิตเกิดจากยอดสั่งซื้อสินค้าก่อนหน้าเทศกาลปลายปีอย่างคริสต์มาส ปีใหม่ ไปจนถึงตรุษจีนในช่วงต้นปีหน้าเท่านั้น ดังนั้นเมื่อเลยจากช่วงเวลาดังกล่าวนี้ไป การขยายตัวของภาคการผลิตในเอเชียก็จะกลับมาย่ำแย่เหมือนเดิม

“การขยายตัวดังกล่าวจะลดลง ถ้ายอดซื้อลดลงช่วงหลังเทศกาล” ซงเซิงวูน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์เอเชียของธนาคารซีไอเอ็มบีของมาเลเซีย กล่าว

นอกจากนั้น การขยายตัวของภาคการผลิตในเอเชียโดยเฉพาะจีน ก็ยังเป็นผลพวงมาจากการลงทุนของรัฐวิสาหกิจในประเทศเท่านั้น ไม่ได้เกิดขึ้นมาจากภาคเอกชน ซึ่งนักวิเคราะห์จากบริษัทวิจัยทางเศรษฐกิจ ไอเอชเอส โกบอลอินไซต์ ได้ออกมาเตือนว่า วิธีการดังกล่าวไม่ใช่แนวทางในการสร้างการเติบโตที่ดีและยั่งยืนในระยะยาว เพราะจะนำไปสู่ภาวะการพึ่งพาการลงทุนที่มาจากภาครัฐมากเกินไป โดยเฉพาะในภาคการก่อสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน

ในขณะเดียวกันภาคการผลิตของเอเชียในหลายๆ ประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่ต้องพึ่งพาการส่งออกเป็นหลักอย่างเกาหลีใต้ ไต้หวัน ไทย และฮ่องกง ก็ยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่มาจากความไม่แน่นอนจากการแข็งค่าขึ้นค่าของเงินในประเทศ จนส่งผลต่อความสามารถในการส่งออก เนื่องจากประเทศยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ยังคงใช้นโยบายผ่อนปรนทางการเงิน และการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ซบเซาออกมาอย่างต่อเนื่อง

ประการสุดท้าย ประเทศต่างๆ ที่พึ่งพาการส่งออกในเอเชียเหล่านี้ก็ยังจะต้องเผชิญกับความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอีกจากภาวะหน้าผาการคลังของสหรัฐ ที่จะมีการขึ้นภาษีและการตัดลดงบประมาณอย่างรวดเร็วและจะส่งผลให้มีการดึงเงินออกไปจากระบบเศรษฐกิจกว่า 5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 15 ล้านล้านบาท) และจะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐหดตัวลงไปที่ 0.5% ในปีหน้า ถ้าหากสภาคองเกรสและฝ่ายบริหารสหรัฐไม่สามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้ในการตัดลดงบประมาณ และแผนการขึ้นภาษีต่อคนรวยได้ทันในสิ้นปีนี้ ซึ่งนั่นย่อมส่งผลต่อกำลังซื้อและการบริโภคของประชาชนสหรัฐ และประเทศผู้ส่งออกสินค้าอย่างแน่นอน

เมื่อมองดูภาวะภาคการผลิตรอบโลกที่ยังอึมครึมเช่นนี้ รวมไปถึงความท้าทายต่างๆ ที่กำลังถาโถมเข้ามาแล้ว คงต้องยอมรับว่าภาคการผลิตเอเชียที่ดีขึ้น คงไม่ใช่สิ่งที่สามารถวางใจได้ว่าภาวะเศรษฐกิจภูมิภาคและของโลกในอนาคตจะกลับมาดีขึ้นได้

ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของประเทศต่างๆ ที่ต้องเตรียมแผนการรับมือกับภาวะความไม่แน่นอนอีกครั้งโดยเฉพาะในปีหน้าให้ดี ซึ่งจะเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายอย่างยิ่งสำหรับบรรดาประเทศที่พึ่งพาการส่งออกในเอเชีย โดยเฉพาะไทยที่จะต้องโดนหางเลขไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ข่าวล่าสุด

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน