
ประธานคู่แห่งสภาอุตสาหกรรม
สัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดความขัดแย้งภายในสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
โดย...สมผล ตระกูลรุ่ง
สัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดความขัดแย้งภายในสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ถึงขั้นใช้กุญแจปิดล็อกห้องประชุมและต้องเปลืองกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจให้มาเฝ้าหน้าห้องประชุมด้วย ความขัดแย้งที่รุนแรงนี้ ไม่ควรจะเกิดขึ้นกับองค์กรระดับผู้บริหารของเอกชน
สภาอุตสาหกรรมซึ่งอุดมไปด้วยกูรูไม่ว่าจะด้านบริหารหรือกฎหมาย แต่ในวันนี้ต่างฝ่ายต่างอ้างกฎหมาย จนทำให้คนที่ไม่รู้กฎหมายเกิดความฉงนว่า กฎหมายตีความได้ขัดแย้งแบบตรงกันข้ามอย่างนี้เลยหรือ
การตีความกฎหมายนั้น หากยึดหลักความสุจริตแล้ว ไม่น่าจะตีความแตกต่างกันอย่างนี้ การพิจารณาว่า หลักเกณฑ์ การปลด การแต่งตั้งกรรมการ จะต้องพิจารณาจากตัวบทกฎหมายและข้อบังคับของสภาอุตสาหกรรมเอง
สภาอุตสาหกรรมตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ. 2530 เพื่อเป็นตัวแทนภาคเอกชนที่ประกอบอุตสาหกรรม ในการประสานงานกับรัฐ โดยการแต่งตั้งกรรมการ ประธานกรรมการ มีบัญญัติไว้ตามมาตรา 15 และข้อบังคับฉบับที่ 3 ข้อ 6 มีหลักเกณฑ์ดังนี้
สมาชิกจากที่ประชุมใหญ่เลือกกรรมการชุดหนึ่ง แล้วให้กรรมการชุดนี้แต่งตั้งกรรมการอีก 1 ใน 3 เป็นกรรมการของสภาอุตสาหกรรม เมื่อได้กรรมการทั้งสองประเภทแล้ว ให้กรรมการทั้งหมดเลือกกรรมการด้วยกันเป็นประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย รองประธาน เลขาธิการ และตำแหน่งอื่นตามข้อบังคับ
การพ้นจากตำแหน่งกรรมการ มีกำหนดไว้ในมาตรา 18 นอกจากพ้นจากตำแหน่งโดยสภาพ คือ ตาย ลาออก แล้ว การพ้นจากตำแหน่งที่น่าสนใจและเกี่ยวกับประเด็นความขัดแย้งในขณะนี้มี 2 กรณี คือ ที่ประชุมใหญ่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย มีมติให้ออกด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกสามัญที่มาประชุม และรัฐมนตรีโดยอนุมัติของคณะรัฐมนตรีสั่งให้พ้นจากตำแหน่ง
จากข้อกฎหมายดังกล่าว จะเห็นได้ว่าตำแหน่งกรรมการกับตำแหน่งประธานนั้น มีที่มาแตกต่างกัน กรรมการจะต้องมาจากการเลือกตั้งของสมาชิกจากการประชุมใหญ่ ส่วนผู้ที่จะเป็นประธาน จะต้องได้รับเลือกจากสมาชิกให้เป็นกรรมการก่อน แล้วคณะกรรมการจึงจะเลือกกันเองว่า ใครเหมาะสมที่จะเป็นประธาน
การประชุมที่บันไดหน้าห้องประชุม ตามที่ปรากฏเป็นข่าวนั้น เป็นการปลดคุณพยุงศักดิ์จากตำแหน่งประธาน แต่คุณพยุงศักดิ์ยังคงเป็นกรรมการอยู่ จึงไม่ใช่กรณีที่จะต้องให้ประชุมใหญ่ของสมาชิกเป็นผู้ปลด และไม่ใช่กรณีที่รัฐมนตรีเป็นผู้ปลด เพราะไม่ได้ปลดจากตำแหน่งกรรมการ
จากตัวบทกฎหมาย ตำแหน่งประธานเป็นการแต่งตั้งกันเองจากคณะกรรมการ คณะกรรมการจึงน่าจะมีอำนาจในการปลดจากประธานให้ลงมาเป็นกรรมการธรรมดา
ประเด็นที่จะต้องพิจารณาต่อไป คือ การประชุมของคณะกรรมการสภาอุตสาหกรรม ที่ใช้บันไดหน้าห้องประชุมเป็นที่ประชุมกันนั้น เป็นการประชุมที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
แต่ก่อนจะพิจารณาในประเด็นนั้นจะต้องมาพิจารณากันก่อนว่า มีการนัดประชุมคณะกรรมการโดยชอบหรือไม่ และประธานมีอำนาจสั่งเลื่อนการประชุมหรือยกเลิกการประชุมที่นัดไว้แล้วได้หรือไม่
ข้อบังคับของสภาอุตสาหกรรมฯเท่าที่หาได้เป็นฉบับที่ 3 ว่าด้วยการประชุมและดำเนินกิจการของคณะกรรมการและการประชุมใหญ่ เมื่อปี พ.ศ. 2531 ข้อ 7 กำหนดให้มีการประชุมกรรมการเดือนละครั้ง และตามข่าวคณะกรรมการชุดนี้กำหนดให้ประชุมทุกวันจันทร์ที่ 4 ของทุกเดือน ซึ่งเดือน พ.ย. ตรงกับวันที่ 26
เท่ากับมีการนัดประชุมคณะกรรมการโดยชอบแล้ว ประเด็นที่ต้องพิจารณาต่อไป คือ ประธานมีสิทธิเลื่อนการประชุมหรือยกเลิกการประชุมหรือไม่
การเลื่อนการประชุมกับยกเลิกการประชุม มีความหมายแตกต่างกัน การยกเลิกการประชุม คือ ไม่ให้มีการประชุมเลย ส่วนการเลื่อนประชุมน่าจะต้องเริ่มการประชุมแล้ว แต่มีเหตุที่ทำให้ต้องเลื่อนการประชุม ประธานจึงจะใช้อำนาจสั่งเลื่อนการประชุม
กรณีที่เกิดขึ้น จึงน่าจะเป็นการยกเลิกการประชุม ไม่ใช่เลื่อนการประชุม
ฉะนั้น ที่คุณพยุงศักดิ์แถลงข่าวอ้างว่าประธานมีอำนาจที่จะสั่งให้เลื่อนการประชุม เพราะเกิดความขัดแย้งภายในองค์กร จึงจำเป็นต้องเลื่อนการประชุมไปก่อนน่าจะไม่ใช่การเลื่อนประชุม แต่เป็นการยกเลิกการประชุม ซึ่งไม่มีระบุไว้ในกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม หากมีเหตุความขัดแย้งภายในองค์กรตามที่คุณพยุงศักดิ์อ้างจริง ย่อมไม่มีเหตุผลที่ยกเลิกหรือเลื่อนการประชุม ยิ่งจำเป็นต้องประชุมเพื่อแก้ปัญหาภายในที่เกิดขึ้น
แต่ถ้าสั่งยกเลิกหรือเลื่อนการประชุมเพราะประธานกลัวตัวเองถูกปลด น่าจะไม่ใช่เหตุอันควร และไม่น่าจะเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต
การตีความโดยวิธีเอาสีข้างเข้าถู เป็นวิธีที่นักการเมืองถนัด ไม่นึกว่าเชื้อร้ายนี้จะแพร่กระจายติดต่อถึงองค์กรเอกชนที่อยู่ภายใต้กำกับของนักการเมืองด้วย
กรรมการสภาอุตสาหกรรมต่างคนต่างมีหน้ามีตา เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ ควรจะหาทางปรองดองกันให้ได้ มิฉะนั้นอาจมีโทษทางกฎหมาย
และท่านจะกลายเป็นกรรมการที่ อุตสา (เข้ามา) หากรรม







