posttoday
'เสื้อแดง'ใกล้สิ้นหวัง รัฐบาลลังเลรับ'ไอซีซี'

'เสื้อแดง'ใกล้สิ้นหวัง รัฐบาลลังเลรับ'ไอซีซี'

03 ธันวาคม 2555

กลายเป็นความคืบหน้าที่ไม่มีความคืบหน้า หลังจากการหารือครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 29 พ.ย. ของกระทรวงการต่างประเทศร่วมกับกระทรวงยุติธรรม

โดย...ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

กลายเป็นความคืบหน้าที่ไม่มีความคืบหน้า หลังจากการหารือครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 29 พ.ย. ของกระทรวงการต่างประเทศร่วมกับกระทรวงยุติธรรม กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ อัยการสูงสุด และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ยังไร้ข้อสรุปว่าจะยอมรับเขตอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศ (ไอซีซี) ให้เข้ามาไต่สวนกรณีการสลายการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงช่วงเดือน เม.ย.พ.ค. 2553 หรือไม่

เล่นเอากลุ่มคนเสื้อแดงผิดหวังไปตามๆ กัน เพราะตั้งความหวังว่าหากกระทรวงการต่างประเทศติดเครื่องเดินหน้าก็ย่อมเป็นโอกาสให้ฝ่ายค้านเสียรังวัดทางการเมืองได้พอสมควร

เหตุผลหลักที่รัฐบาลยังไม่สามารถทำอะไรได้ในตอนนี้ “สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล” ระบุว่า อาจต้องแก้ไขและออกกฎหมายให้ครอบคลุมตาม 4 ฐานความผิดของไอซีซีในอนาคต อาทิ พ.ร.บ.ความร่วมมือทางอาญา พ.ร.บ.โอนตัวนักโทษ และพ.ร.บ.เอกสิทธิ์และความคุ้มกัน รวมทั้งต้องพิจารณาว่ากระทรวงการต่างประเทศ หรือกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รับผิดชอบเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ด้วย

สุดท้ายต้องซื้อเวลาต่อด้วยการส่งให้คณะกรรมการพิจารณาธรรมนูญศาลอาญาระหว่างประเทศของไทย ซึ่ง ครม.เคยแต่งตั้งไว้เมื่อปี 2542 ทำการศึกษาหาข้อสรุป

'เสื้อแดง'ใกล้สิ้นหวัง รัฐบาลลังเลรับ'ไอซีซี'

 

การซื้อเวลาครั้งนี้ ด้านหนึ่งก็เพื่อลดแรงเสียดทานจากหลายฝ่ายที่เข้ามา ไม่ว่าจะเป็น “พิกุลแก้ว ไกรฤกษ์” สว.พิษณุโลก ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ซึ่งได้เตือนให้รัฐบาลระวังเกิดความผิดพลาด คือ จะต้องผ่านการลงมติจากรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190 และการยอมรับอำนาจดังกล่าว อาจแสดงให้เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมไทยไม่เป็นที่ยอมรับโดยรัฐบาลไทย ย่อมมีผลการได้รับการยอมรับของศาลไทยในสายตาต่างประเทศ

เช่นเดียวกับ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ที่ออกยืนกรานเสียงดังฟังชัด แสดงถึงการต่อต้านการยอมรับอำนาจไอซีซีในทางอ้อม

“ประเทศไทยอยู่ได้ด้วยฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ หาก 3 ระบบยุ่งก็ไม่ใช่ประเทศ อย่าไปหาอำนาจอื่นภายนอกเข้ามายุ่งให้วุ่นวายมากนัก แค่นี้ก็ยุ่งพอแล้ว ซึ่งก็แล้วแต่ท่าน ใครทำก็รับผิดชอบไป” ท่าทีขึงขังจากบิ๊กตู่

นอกเหนือไปจากแรงเสียดทางการเมืองที่เป็นปัจจัยหนึ่งให้กระทรวงการต่างประเทศไม่กล้ารับลูกเสื้อแดงมากนักแล้ว ยังมีสาเหตุจากเงื่อนไขใน “ธรรมนูญกรุงโรม” ด้วย

ในข้อที่ 27 ของธรรมนูญกรุงโรม กำหนดว่า “ธรรมนูญนี้ให้ใช้บังคับแก่บุคคลทั้งปวงอย่างเท่าเทียมกัน โดยปราศจากข้อแตกต่างใดๆ เพราะเหตุแห่งอำนาจหน้าที่ทางราชการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอำนาจหน้าที่ทางราชการในฐานะประมุขแห่งรัฐหรือรัฐบาล สมาชิกรัฐบาลหรือรัฐสภา ผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากการเลือกตั้ง หรือข้าราชการนั้น ย่อมไม่เป็นเครื่องคุ้มบุคคลให้พ้นจากความรับผิดชอบทางอาญาตามธรรมนูญนี้ กับทั้งไม่เป็นเหตุสำหรับลดโทษอยู่ในตัว ไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม”

ถ้าตีความกันตามตัวอักษรดังกล่าว ย่อมเกิดความเสี่ยงกับรัฐไทยพอสมควร เนื่องจากอาจขัดกับรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 8 ที่กำหนดให้องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้

หากเร่งดำเนินการไปโดยไม่พิจารณาให้รอบคอบย่อมก่อให้เกิดกระแสความไม่พอใจรัฐบาลจำนวนมหาศาลได้

โดยในประเด็นนี้ “กษิต ภิรมย์” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และอดีต รมว.ต่างประเทศ ได้อธิบายกับ “โพสต์ทูเดย์” ถึงสาเหตุที่ไทยไม่กล้าลงสัตยาบันเอาไว้อย่างน่าสนใจ

“ที่ผ่านมาหน่วยงานของไทยกังขาบทบัญญัติของธรรมนูญกรุงโรม ว่าจะหมายรวมถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยหรือไม่ โดยสมัยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ได้ติดตามเรื่องดังกล่าวจากฝ่ายกฎหมายของกระทรวง ซึ่งได้ข้อสรุปว่ายังไม่ควรเข้าไปข้องแวะแม้ว่าประเทศอังกฤษและญี่ปุ่น ซึ่งมีสถาบันพระมหากษัตริย์เหมือนกับไทยจะได้ร่วมลงสัตยาบันไปแล้วก็ตาม” กษิต ให้ความเห็น

อย่างไรก็ตาม อดีต รมว.ต่างประเทศ ระบุว่า ในระหว่างที่ไทยยังไม่ได้เป็นภาคีในเรื่องดังกล่าว แต่กระบวนการจะให้ศาลโลกเข้ามาสอบสวนก็สามารถกระทำได้ เพียงแต่มีเงื่อนไขพอสมควร

“การให้ศาลโลกเข้ามาดำเนินการมี 2 แนวทาง คือ 1.ประเทศไทยประกาศยอมรับอำนาจฝ่ายเดียว และ 2.มีคำสั่งจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ 5 ประเทศ ได้แก่ จีน รัสเซีย อังกฤษ ฝรั่งเศส และสหรัฐ ส่งเรื่องให้ไอซีซีภายใต้เงื่อนไข 2 ประการ ประกอบด้วยกระบวนการยุติธรรมไทยไม่สามารถจะทำงานได้และขบวนการยุติธรรมไม่ประสงค์จะทำงาน” กษิต ขยายความ

ขณะเดียวกัน กษิต แสดงความห่วงใยต่อกรณีที่รัฐบาลกำลังพยายามจะยอมรับเขตอำนาจไอซีซีว่า อาจเป็นการประกาศว่ากระบวนการยุติธรรมของไทยได้ล้มเหลว ซึ่งจะส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของประเทศในอนาคต จึงอยากให้พิจารณาทบทวนให้รอบคอบ

“อยากให้กลับมาดูกระบวนการในการพิจารณาหลายคดีก่อนหน้านี้ ว่ากระบวนการยุติธรรมยังสามารถทำงานได้หรือไม่ เช่น คดีความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ เหตุการณ์สลายการชุมนุมวันที่ 7 ต.ค. 2551 และที่สำคัญ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็ยังใช้สิทธิในการฟ้องร้องคดีหมิ่นประมาทอยู่ ย่อมแสดงให้เห็นกระบวนการยุติธรรมของไทยทำงานได้อยู่”

จากเงื่อนไขและเหตุผลทั้งหมดนี้ มีแนวโน้มค่อนข้างสูงที่จะเป็นหนังยาวและจบลงด้วยความผิดหวังของเสื้อแดง เพราะรัฐบาลเองไม่ต้องการสร้างเงื่อนไขให้สั่นคลอนเสถียรภาพทางการเมืองตัวเอง

 

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน