posttoday
พรรคการเมือง

พรรคการเมือง

30 พฤศจิกายน 2555

สังคมการเมืองไทยเข้าใจว่า เมื่อมาถึงบัดนี้น่าจะมีความคุ้นเคยกับ “ระบอบประชาธิปไตย” ที่อยู่ภายใต้การนำโดยคนหลายกลุ่ม หลายพรรคหลายพวก มาแล้ว

สังคมการเมืองไทยเข้าใจว่า เมื่อมาถึงบัดนี้น่าจะมีความคุ้นเคยกับ “ระบอบประชาธิปไตย” ที่อยู่ภายใต้การนำโดยคนหลายกลุ่ม หลายพรรคหลายพวก มาแล้ว

พวกหนึ่งซึ่งชี้นำ “ระบอบประชาธิปไตย” มาตั้งแต่เริ่มแรกของการสถาปนาระบอบประชาธิปไตยนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา คือ คณะราษฎรที่มีแบบของการนำทางการเมือง ที่เป็นของตัวเองอย่างโดดเด่น บ้างกล่าวชมเชยว่า เป็นสมัยเริ่มแรกของประชาธิปไตย บ้างกล่าวโจมตีว่าเป็นยุคมืด เป็นสมัยที่ผู้นำมีความขัดแย้งกันเองอย่างหนักหน่วง

อีกพวกหนึ่ง คือ พวกอำมาตยาธิปไตย ได้แก่ บรรดากลุ่มผู้นำของข้าราชการและทหาร ซึ่งทำการชี้นำ “ระบอบประชาธิปไตย” และบริหารประเทศแบบไทยๆ โดยสร้างคำใหม่ขึ้น คือคำว่าประชาธิปไตยแบบไทยที่แปลว่าการปกครองแบบพ่อขุน เน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยไม่ให้ความสำคัญกับบทบาทของพรรคการเมืองและการเลือกตั้ง

พวกที่ 3 คือ พรรคการเมือง ซึ่งก้าวขึ้นมามีอำนาจพร้อมกับการขยายตัวของการเลือกตั้ง รวมทั้งการที่ประเทศมีการเลือกตั้งอย่างต่อเนื่อง โดยทำการชี้นำทางการเมือง ในแบบของตนเอง กล่าวคือบริหารประเทศไปพร้อมๆ กับการบริหารการเลือกตั้ง

นักวิชาการบางท่านกล่าวประเมินว่า การเมืองของประเทศไทยเคยอยู่ภายใต้การนำของพวกเทคโนแครต หรือผู้เชี่ยวชาญแขนงต่างๆ มาก่อน แต่กระนั้นก็ตามอำนาจการนำของพวกนี้ได้เสื่อมทรามลงนับสิบปีเศษแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นอำนาจที่ไม่สามารถประชันขันแข่งกับการชี้นำของฝ่ายนักเลือกตั้งมืออาชีพ ซึ่งเข้าใจสภาพจิตวิทยาของผู้ออกเสียงเลือกตั้งได้ดีกว่า

อย่างไรก็ดี บางท่านมีความเห็นแตกต่างออกไปบ้างว่าสังคมการเมืองไทยนั้น อยู่ภายใต้การนำของกลุ่มผู้นำแบบจารีตประเพณี ซึ่งฟูมฟักตนเองมากับสังคมการเกษตร กับโลกของพิธีกรรม ฯลฯ ซึ่งมีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับกลุ่มผู้นำรุ่นใหม่ที่เติบโตมากับธุรกิจโลกาภิวัตน์ ระบบการตลาดของมวลชน การสื่อสารแบบดิจิตอล ฯลฯ

ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์ในแนวทางใดก็ตาม ซึ่งมีรายละเอียดและจุดเน้นที่แตกต่างกันอยู่บ้างนั้น เราก็น่ามีข้อสรุปร่วมกันได้ว่า เราได้ก้าวมาอยู่ภายใต้การนำทางการเมือง โดยพรรคการเมืองเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว

พรรคการเมืองที่สามารถนำทางการเมือง และชี้นำการบริหารประเทศได้ เป็นพรรคการเมืองที่มีระบบการบริหาร มีสไตล์การทำงาน มีระบบค่านิยม มีเป้าหมาย การกำกับดูแล ระบบ ประเมินผล จัดคนเข้าสู่ตำแหน่ง ฯลฯ ที่ประสานงานการเมือง และการเลือกตั้งเข้ากับระบบการบริหารประเทศ

ในอดีตพรรคการเมืองที่มีความสามารถเช่นว่า คือ พรรคของชนชั้นนำ โดยที่ความสามารถนั้นได้มาจากสมาชิกพรรคที่มีการศึกษาเป็นอย่างดี หรือมาจากสถานภาพทางสังคม ครอบครัว

อย่างไรก็ดี พรรคการเมืองในระยะ 1020 ปีมานี้ เปลี่ยนสภาพของตนเองไปเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะจากสภาพของสังคมที่มีพลวัตอย่างสูง ความคาดหวังของผู้ออกเสียงต่อรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง การระดมคนอย่างเต็มกำลังมาสนับสนุนฝ่ายของตน การเรียกร้องให้คนเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง ฯลฯ ทำให้พรรคการเมืองมีแนวโน้มจับเอาทุกเรื่องทุกประเด็นที่ได้คะแนนเสียงเข้ามาเป็นนโยบายของพรรคของตน

ฉะนั้น พรรคการเมืองที่มีความสามารถในการนำทางการเมือง จึงเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่เป็นพรรคของชนชั้นนำ กลายมาเป็นพรรคที่เสนอทุกนโยบายที่ได้คะแนนเสียง สิ่งที่น่าสนใจ คือ พรรคการเมืองที่มีความสามารถเช่นว่านั้น คงจะต้องมีขนาดของพรรคใหญ่โตพอสมควร มิฉะนั้นสิ่งที่จะนำเสนอเป็นนโยบายออกมาจะเป็นการขายความฝัน ซึ่งปฏิบัติให้เป็นจริงเป็นจังไม่ได้

ฉะนั้น พรรคการเมืองที่จะขายความฝันที่ปฏิบัติให้เป็นจริงได้ จึงมีแนวโน้มที่จะเป็นพรรคเดี่ยวครอบงำ หรือเป็นสองพรรคใหญ่ในระบบการเมือง โดยที่นโยบายขายฝันจะมีความรับผิดชอบหรือไม่ คงจะต้องขึ้นกับชะตากรรมของประเทศ เช่น ประเทศจะเติบโตต่อเนื่องไปได้โดยไม่หยุดชะงัก หนี้สาธารณะจะเป็นอย่างไรขึ้นกับนิสัยการออมของพลเมืองในชาติ ฯลฯ

กล่าวได้ว่าเป็นการนำทางการเมือง และเป็นการชี้นำการบริหารประเทศของเราในระบอบ “ประชาธิปไตย (ตัวแทน)” ที่ภาคส่วนอื่นๆ เช่น เอกชน พ่อค้า ชาวนา คงต้องเรียนรู้และปรับตัวตามไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI