
นายกฯห่วงงบปลูกป่า940ล้านบาท
มอบนิวัฒน์ธำรงเข้าไปตรวจสอบว่าดำเนินการจริงหรือไม่/วงในเผยร้องเรียนกินหัวคิวเพียบ
มอบนิวัฒน์ธำรงเข้าไปตรวจสอบว่าดำเนินการจริงหรือไม่/วงในเผยร้องเรียนกินหัวคิวเพียบ
นายกฯ ยิ่งลักษณ์ กังขาปลูกป่า 20 ล้านต้นกล้าอยู่ที่ไหนบ้าง สั่งนิวัฒน์ธำรงลงไปตรวจสอบด่วน
นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) เปิดเผยว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ตนเองลงไปตรวจสอบว่า กล้าไม้ 20 ล้านต้นกล้าที่ปลูกในโครงการ 800 ล้านกล้า 80 พรรษา มหาราชินี เมื่อวันที่ 8 ส.ค.ที่ผ่านมา ว่าปลูกอยู่ในพื้นที่และมีการดำเนินการอยู่จริงหรือไม่
“นายกรัฐมนตรีขอให้ผมไปดูว่ากล้าไม้ 20 ล้านต้นกล้าอยู่ที่ไหน จำนวนเท่าไหร่ อยู่ครบหรือไม่ และถ้ากล้าไม้ตายก็ต้องปลูกซ่อม โดยได้ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่ละแห่งส่งแผนงานมาให้ตรวจสอบ รวมทั้งแผนและพื้นที่ปลูกป่าในปีหน้าด้วย” นายนิวัฒน์ธำรง กล่าว
นายนิวัฒน์ธำรง ระบุอีกว่า นอกจากนี้นายกรัฐมนตรียังมอบหมายให้ตนเองเป็นผู้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการปลูกป่าและประชาชนที่จะเข้าร่วมโครงการประชาอาสาปลูกป่าที่รัฐบาลจะดำเนินการปลูกป่า 800 ล้านต้นกล้า ในพื้นที่ต้นน้ำทั่วประเทศภายใน 5 ปี โดยในปี 2556 ได้ตั้งเป้าหมายปลูกป่า 200 ล้านต้นกล้า โดยจะเริ่มต้นปลูกช่วงฤดูฝนปีหน้า
ก่อนหน้านี้ กบอ.ได้มีมติอนุมัติงบประมาณทั้งสิ้น 940 ล้านบาท เพื่อใช้สร้างฝาย ปลูกต้นแฝก และเพาะกล้าไม้ โดยเฉพาะการเพาะต้นกล้าไม้นั้นได้อนุมัติงบให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ใช้ถึง 223 ล้านบาท เพาะชำกล้าไม้ 80 ล้านต้นกล้า อนุมัติงบประมาณให้กรมป่าไม้เป็นผู้ดำเนินการ 230.45 ล้านบาท เพาะชำกล้าไม้จำนวน 82.5 ล้านต้นกล้า และอนุมัติงบประมาณให้กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รวม 28 ล้านบาท เพื่อเพาะต้นกล้าไม้ 10 ล้านต้นกล้า
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า สาเหตุที่นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้นายนิวัฒน์ธำรงเข้าไปดูแลเรื่องการปลูกต้นกล้า เพราะได้รับรายงานว่ากล้าไม้จำนวน 20 ล้านต้นกล้าที่ปลูกในพื้นที่ป่าต้นน้ำ 10 จังหวัดต้นน้ำภาคเหนือ 15 ล้านต้นกล้า และ 5 ล้านต้นกล้าที่ปลูกในพื้นที่ 67 จังหวัดที่เหลือ มีกล้าไม้ตายเป็นจำนวนมาก เพราะไม่มีการดูแลรักษาหรือไม่ก็ยืนต้นตาย เพราะปัญหาภัยแล้งเกิดขึ้นในหลายพื้นที่
ขณะที่ก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการในที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (กนอช.) ให้พิจารณาเรื่องปลูกป่า เนื่องจากยังมีปัญหาเรื่องกล้าพันธุ์ โดยนายกรัฐมนตรีให้นโยบายว่า การปลูกป่าจะใช้พืชชนิดเดียวกันไม่ได้ จะต้องมีไม้เนื้ออ่อนและไม้เนื้อแข็งคละเคล้ากันไป ส่วนการปลูกป่านั้นจะมีการหารือร่วมกันหลายครั้ง เพราะการปลูกป่านั้นไปเกี่ยวข้องกับที่ดินป่าไม้ และอยากให้ภาคสังคมได้มีส่วนรับรู้ในการดำเนินการด้วย
แหล่งข่าวเปิดเผยอีกว่า ก่อนหน้านี้มีการร้องเรียนว่า มีความไม่ชอบมาพากลในการเรียกหักเงินราคาค่าเพาะกล้าไม้ในราคาต้นละ 1.65 สตางค์ จากราคาค่าเพาะกล้า 2.79 บาท ส่วนกล้าแฝกราคากล้าละ 45 สตางค์ต่อหน่วย จากราคาค่าดำเนินการ 1.65 หรือราว 40% ต่อต้น
ทั้งนี้ โครงการปลูกป่าจะต้องเตรียมกล้าไม้จำนวนมาก ตามหลักวิชาการแล้วต้องเตรียมการเก็บเมล็ดไม้ 3-4 เดือน เมื่อได้เมล็ดไม้แล้วจึงนำไปเพาะต้นกล้า ซึ่งใช้เวลาอย่างน้อย 5-10 เดือน แต่หากจะให้ได้ต้นกล้าที่แข็งแรงที่สุดจะต้องใช้เวลา 1 ปี







