posttoday
นโยบายแรงงานกับสังคมผู้สูงอายุ

นโยบายแรงงานกับสังคมผู้สูงอายุ

23 พฤศจิกายน 2555

ผมได้มีโอกาสพานักศึกษาของโครงการเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไปดูงานที่ประเทศญี่ปุ่นในช่วงปลายเดือนที่ผ่านมา โดยได้ดูงานที่สำคัญ ได้แก่ ตลาดหลักทรัพย์ Tokyo Stock Exchange (TSE) และโรงงานกำจัดขยะของกรุงโตเกียว

ผมได้มีโอกาสพานักศึกษาของโครงการเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไปดูงานที่ประเทศญี่ปุ่นในช่วงปลายเดือนที่ผ่านมา โดยได้ดูงานที่สำคัญ ได้แก่ ตลาดหลักทรัพย์ Tokyo Stock Exchange (TSE) และโรงงานกำจัดขยะของกรุงโตเกียว

แต่ประเด็นที่อยากนำมาเสนออาจไม่ได้เกี่ยวกับทั้งสองสถานที่แต่เป็นสิ่งที่พบเห็นในระหว่างการเดินทางตามสถานที่ต่างๆ นั่นคือ การทำงานของแรงงานผู้สูงวัยในญี่ปุ่น กล่าวคือเมื่อเดินทางไปในที่ใด ก็จะพบว่าพนักงานที่ทำงานต่างๆ เช่น การเก็บค่าผ่านทาง การดูแลการจราจรในที่จอดรถ หรือการทำความสะอาด จะเป็นแรงงานผู้สูงอายุ และบุคคลเหล่านี้ทำงานด้วยความรักในการทำงาน

สังเกตได้จากความตั้งใจและเอาใจใส่กับงานอย่างเต็มที่ และรู้สึกว่างานที่ตนเองได้ทำเป็นงานที่มีเกียรติ ทั้งนี้ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่อยู่ในลำดับต้นๆ ของประเทศที่มีประชากรที่มีอายุเฉลี่ยอยู่ในระดับสูง จึงต้องมีแนวทางในการบริหารจัดการสังคมผู้สูงอายุอย่างมีประสิทธิภาพทั้งในมุมมองเชิงเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งแนวทางการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุได้ทำงานตามอัตภาพเป็นหนึ่งในนโยบายด้านสังคมและเศรษฐกิจ ที่ญี่ปุ่นให้ความสนใจและเป็นที่ยอมรับของประชาชน

สำหรับประเทศไทย แนวคิดของสังคมผู้สูงอายุได้เริ่มมีการกล่าวถึง เนื่องจากสังคมไทยจะก้าวสู่การเป็นสังคมของผู้สูงอายุ คือ โครงสร้างอายุของประชากรจะมีลักษณะเป็นพีระมิดหัวกลับ คือ ประชากรสูงอายุจะเริ่มมีสัดส่วนที่มากขึ้นและประชากรในวัยเด็กและวัยทำงานจะมีสัดส่วนที่ลดลง

จากโครงสร้างนี้จะส่งผลกระทบที่สำคัญ คือ อัตราส่วนของการพึ่งพิงจะอยู่ในระดับที่สูงขึ้น นอกจากนี้ประเทศไทยมีการจำกัดอายุการทำงานของผู้สูงอายุ เช่น การเกษียณของข้าราชการที่อายุ 60 ปี หรือการเกษียณในแรงงานภาคอุตสาหกรรมที่อายุน้อยกว่า 55 ปี เป็นต้น ผลที่เกิดขึ้นนี้ทำให้ระดับของรายได้ของผู้สูงอายุลดลงในทันทีเมื่อเกษียณ ทั้งนี้ยังไม่นับรวมผู้สูงวัยที่อยู่นอกระบบ ในรายที่เป็นข้าราชการก็จะได้รับบำเหน็จหรือบำนาญ และความคุ้มครองในด้านการรักษาพยาบาลจากภาครัฐที่อาจเพียงพอต่อการดำรงชีวิต ซึ่งอยู่ที่ระดับ 6070% ของเงินเดือนเดิมที่ได้รับ และเงินก้อนจากกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ

ในขณะที่กลุ่มของแรงงานจากโรงงานอุตสาหกรรมก็จะได้รับเงินจากประกันสังคม ซึ่งจากสูตรการคำนวณนั้นโดยส่วนใหญ่จะอยู่ที่ประมาณไม่เกิน 50% ของเงินเดือนเดิม ซึ่งในกลุ่มนี้อาจส่งผลระดับความเป็นอยู่ของแรงงานภายหลังการเกษียณ และแรงงานในกลุ่มนี้เองก็ไม่มีความสามารถในการประกอบอาชีพอื่นๆ เนื่องจากอยู่ในภาคอุตสาหกรรมมาเป็นเวลานาน ทักษะความชำนาญจะมีเฉพาะในการทำงานที่จำเพาะเจาะจงมากและอาจมีปัญหาด้านสุขภาพ

ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในเชิงเศรษฐกิจ ได้แก่ การที่ประเทศก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุส่งผลต่อภาคการผลิตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น การจ้างงาน การทดแทนแรงงาน การถ่ายทอดประสบการณ์ หรือการจัดการความรู้ระหว่างรุ่น

ในขณะที่ภาระทางเศรษฐกิจที่เป็นภาคการเงินการคลังของรัฐจะมีมากขึ้น เช่น ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลของประเทศที่จะสูงขึ้น รายได้ของรัฐบาลที่จะลดลงจากการที่เก็บภาษีได้ลดลง ส่งผลให้ภาระทางการคลังของประเทศจะเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงระดับความมั่นคงของกองทุนประกันสังคมอาจลดลง และส่งผลต่อระดับการออมและการลงทุนของประเทศในอนาคต

ดังนั้น รัฐบาลจึงควรมีมาตรการดำเนินการที่เป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อการรองรับ โดยปัจจุบันรัฐบาลมีความมุ่งเน้นที่จะยกระดับความเป็นอยู่ผ่านนโยบายการให้ความช่วยเหลือผู้สูงอายุ เช่น การให้เบี้ยยังชีพแก่ผู้สูงอายุรายเดือน ซึ่งนโยบายเหล่านี้อาจเป็นลักษณะของการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น

แนวทางที่รัฐพึงต้องให้การสนับสนุนอาจคล้ายคลึงกับประเทศญี่ปุ่น คือ การสร้างกระบวนการทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคมเพื่อการยกระดับความเป็นอยู่ของผู้สูงอายุ ในขณะเดียวกันก็เป็นการรักษาระดับผลได้ทางเศรษฐกิจที่เหมาะสม ตัวอย่างเช่น การขยายอายุการทำงานของแรงงานที่ยังมีความรู้ความสามารถ ยังมีกำลังเพียงพอที่จะทำงาน ซึ่งปัจจุบันอาจมีการดำเนินการในบางอาชีพ เช่น การขยายอายุงานของอาจารย์ในมหาวิทยาลัย หรือการต่ออายุการทำงานให้กับผู้พิพากษาหรืออัยการ เป็นต้น แต่การดำเนินการนี้เป็นการดำเนินการภายใต้การขาดแคลนบุคลากรในสาขาอาชีพ แต่ไม่ได้เป็นการคำนึงถึงการรองรับสังคมผู้สูงอายุเป็นสำคัญ

อย่างไรก็ดี การดำเนินการนี้อาจมีอุปสรรคประการสำคัญอย่างหนึ่ง คือ ค่านิยมและวัฒนธรรมของการดูแลผู้สูงอายุด้วยระบบครอบครัว ซึ่งอาจทำให้มองว่าผู้สูงอายุที่มาทำงานเกิดจากการขัดสน บุตรหลานไม่ได้ดูแล

ขณะเดียวกันบุตรหลานเองก็อาจเป็นห่วงในสุขภาพ ซึ่งในทางปฏิบัติของนโยบายนี้จึงควรเริ่มจากความสมัครใจ การส่งเสริมให้เกิดอาชีพที่มีความหลากหลายและอยู่ในวิสัยที่ผู้สูงอายุจะทำได้ หรือการให้ผู้สูงอายุถ่ายทอดประสบการณ์ให้กับบุคคลรุ่นหลังเพื่อเป็นการจัดการความรู้จากรุ่นสู่รุ่น และการเตรียมความพร้อมก่อนที่ผู้สูงอายุจะถึงวัยเกษียณเพื่อให้เกิดทักษะที่นอกเหนือจากการทำงานตามปกติ

แนวนโยบายที่ควรได้รับการส่งเสริมเพิ่มเติม คือ การสร้างวัฒนธรรมการออมระยะยาว เป็นแนวทางที่จะช่วยสนับสนุนให้ระดับรายได้ของผู้สูงอายุมีความมั่นคงมากขึ้น ซึ่งการออมนี้เป็นการออมที่นอกเหนือจากการที่แรงงานต้องจ่ายเข้ากองทุนประกันสังคม โดยแรงงานควรมีการออมตามสัดส่วนของรายได้ที่เพิ่มสูงขึ้นตามอายุการทำงานเพื่อให้สามารถนำเงินจากการออมในส่วนนี้มาช่วยเป็นรายได้ในอนาคต ซึ่งปัจจุบันการดำเนินการนี้อาจยังมีอยู่อย่างจำกัด

หากประเทศไทย โดยไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน หรือภาคประชาสังคม มีส่วนในการร่วมมือกันดำเนินการตามที่นำเสนอมา ผมเชื่อมั่นว่าอย่างน้อยเราจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุด้วยความพร้อมทั้งในด้านสังคมและเศรษฐกิจมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ข่าวล่าสุด

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา