
ยุโรปหดจีดีพี ส่งออกส่อเดี้ยงต่อ
แม้โลกจะขานรับการชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐที่ได้คนหน้าเดิมอย่าง บารัก โอบามา มาเป็นผู้นำสูงสุดของสหรัฐเป็นสมัยที่ 2
แม้โลกจะขานรับการชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐที่ได้คนหน้าเดิมอย่าง บารัก โอบามา มาเป็นผู้นำสูงสุดของสหรัฐเป็นสมัยที่ 2
โดย...ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์ ชลลดา อิงศรีสว่าง
แม้โลกจะขานรับการชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐที่ได้คนหน้าเดิมอย่าง บารัก โอบามา มาเป็นผู้นำสูงสุดของสหรัฐเป็นสมัยที่ 2
เพราะมั่นใจว่าการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและนโยบายระหว่างประเทศของโอบามาเป็นมิตรกับนานาชาติ และในสัปดาห์นี้โอบามาก็จะเดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ
นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เชื่อว่า ผลการเลือกตั้งจะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐที่ยังซบเซาจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์เริ่มฟื้นตัวอย่างช้าๆ
แต่เรื่องนี้จะเป็นข่าวดีหรือไม่ เวลาจะพิสูจน์ แต่ที่แน่ๆ มีสัญญาณอันตรายวิกฤตเศรษฐกิจยุโรปว่าจะยังคงซบเซาต่อเนื่องไปอีก แม้สมาชิกกลุ่มประเทศยูโรพยายามจะอัดมาตรการการเงินประคับประคองเศรษฐกิจไว้ไม่ให้ล้มครืน
แต่ท่าทีการแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจยูโรยิ่งแก้ปัญหายิ่งยุ่งนุงนัง อัดเงินถมเงินเข้าไปเท่าไรก็ยังไม่ฟื้น
เมื่อเร็วๆ นี้ คณะกรรมาธิการยุโรปจึงได้ออกประกาศปรับลดการคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจของสหภาพยุโรปในปี 2556 จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ 1% ลงมาอยู่ที่ระดับ 0.1% นั่นหมายความว่าปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจยูโรยังคงสาหัสเอาการอยู่
ทั้งปัญหาหนี้สาธารณะสูง ปัญหาหนี้เสียในระบบสถาบันการเงินในยุโรป ปัญหาความเสี่ยงความสามารถการชำระหนี้ ตามมาด้วยปัญหาด้านสังคม ปัญหาต่างๆ รุมเร้ากลุ่มยูโรโซน
สิ่งที่ไทยจะเจอจากการที่อียูหดตัวเลขเศรษฐกิจลง จะเจอผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม
ผลกระทบทางตรงคือ การท่องเที่ยวของกลุ่มนักท่องเที่ยวจากยุโรปจะลดลง รวมไปถึงการส่งออกโดยตรงที่มีสัดส่วนส่งออกไปกลุ่มประเทศยุโรปเพียง 9.5% ของมูลค่าการส่งออกรวมของไทยมีโอกาสจะลดลงไปอีก
ส่วนผลกระทบโดยอ้อมนั้น มาจากการส่งออกที่ไทยส่งชิ้นส่วนต่างๆ ไปประกอบเป็นสินค้าในจีนเพื่อส่งออกอีกทอดหนึ่ง อีกทั้งประเทศคู่ค้าสำคัญของไทยในกลุ่มอาเซียน เช่น จีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น และสหรัฐ ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตยูโรเช่นกัน โดยเฉพาะจีนมีมูลค่าการส่งออกไปยุโรปประมาณ 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 18.7% ของการส่งออกทั้งหมดของจีน
ฉะนั้น ภาพรวมการส่งออกของไทยที่จะได้รับผลกระทบจากการหดตัวของเศรษฐกิจอียู คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 20% ของการส่งออกโดยรวม
การตั้งเป้าหมายการส่งออกของไทยในปีหน้า ที่กระทรวงพาณิชย์จะประกาศออกมาก็ควรจะต้องนำเอาปัจจัยนี้เข้าไปรวมเป็นความเสี่ยงที่จะทำให้การส่งออกไม่เป็นไปตามเป้าหมายด้วย
อย่างไรก็ดี กระทรวงการคลังประเมินไว้ว่าเลวร้ายที่สุดของยุโรป ถ้าหากลบ 5% เศรษฐกิจไทยจะโต 2.2% หรืออัตราการเติบโตจะหายไปประมาณครึ่งหนึ่ง จากที่ตั้งเป้าหมายอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ที่ 5.5-5%
ดังนั้น การที่จีดีพีของยุโรปปีหน้าปรับลดลงจาก 1% เหลือ 0.1% ก็จะกระทบกับเศรษฐกิจไทยไม่มากนัก
นั่นเป็นการมองโลกในมุมของรัฐบาล
แม้แต่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ปรับลดประมาณการจีดีพี ปี 2556 ลงเหลือ 4.6% จากเดิมคาดไว้ที่ 5% เนื่องจากเห็นสัญญาณชัดว่าเศรษฐกิจสหรัฐและยุโรปที่อ่อนแอลงกว่าที่คาดไว้ครั้งก่อน
สิ่งที่น่าตั้งข้อสังเกตคือ หากรัฐบาลคิดว่าการชะลอตัวของเศรษฐกิจอียูมีผลต่อเศรษฐกิจไทยไม่มากนัก อาจจะทำให้รัฐบาลตั้งอยู่ในความประมาท เพราะตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2556 เป็นต้นไป ทั่วประเทศจะต้องใช้อัตราค่าจ้างขั้นต่ำใหม่ เป็นวันละ 300 บาททั่วประเทศ จากเดิมที่รัฐบาลประกาศใช้เพียง 7 จังหวัด ซึ่งส่วนนี้จะเป็นต้นทุนที่สูงขึ้นมาของผู้ประกอบการ
แผนการกระตุ้นเศรษฐกิจและการรับมือวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นจากรัฐบาลขณะนี้ยังไม่เห็นอะไรเป็นรูปธรรม นอกจากการตั้งแท่นจะออกพระราชบัญญัติกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ออกมาใช้เพื่อลงทุนโครงการขนาดใหญ่ในประเทศ เพื่อหวังกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศทดแทนการส่งออก
และแผนการลงทุนจะลงทุนโครงการอะไรก่อนและหลังก็ยังไม่ชัดเจน
หากรัฐบาลไม่เตรียมแผนรับมือเศรษฐกิจหดตัวในปีหน้า บรรดาเอกชนก็คงต้องตัวใครตัวมัน คือหาทางแก้ไขปัญหาชีวิตของตัวเอง เพื่อให้อยู่รอดในภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวให้ได้
ที่ผ่านมาผู้ประกอบการไทยได้เริ่มที่จะปรับตัวป้องกันความเสี่ยงในการส่งออกยุโรปและหันไปรุกตลาดในกลุ่มประเทศอาเซียนแทน
แต่การปรับตัวมุ่งไปที่จุดนี้จะเพียงพอทดแทนมูลค่าการค้าที่หดหายไปได้หรือไม่
ยังเป็นเรื่องที่ต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ต่อไปอีก
อย่างไรก็ดี ในมุมมองของเอกชน ทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ รองกรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย เชื่อว่า การที่คณะกรรมาธิการยุโรปปรับลดตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจของกลุ่มอียูในปีหน้าจาก 1% ลงสู่ระดับ 0.1% จะไม่ส่งผลกระทบต่อการเติบโตสินเชื่อเทรดไฟแนนซ์ของธนาคาร เนื่องจากปัจจุบันผู้ส่งออกไทยส่วนใหญ่ได้หันมาทำตลาดในเอเชียและอาเซียนเป็นหลักแล้ว ทำให้คาดว่าการส่งออกไทยในปีหน้าจะยังขยายตัวได้ที่ 14% ขณะที่การนำเข้าจะขยายตัวราว 15% ตามการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานในประเทศ
“เชื่อว่าเรื่องนี้ไม่น่ามีผลกระทบมาก การปรับลดตัวเลขของอียูไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย ผู้ส่งออกที่ทำตลาดในยุโรปเป็นหลักหากเป็นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคก็ไม่ค่อยมีผลกระทบ ส่วนกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น เฟอร์นิเจอร์ อาจต้องปรับตัวให้เร็วเพื่อหันมาทำตลาดในอาเซียน ซึ่งมีอุปสงค์สูงแทน ทำให้ภาพรวมยังเชื่อว่าสินเชื่อเทรดไฟแนนซ์ในปีหน้าของธนาคารจะยังขยายตัวได้ 9-11%” ทรงพล กล่าว
สำหรับความกังวลต่อภาวะเงินทุนที่จะไหลเข้ามาเพิ่มขึ้นในเอเชียนั้น เชื่อว่ายังไม่ใช่ประเด็นที่ไทยต้องกังวล เนื่องจากปัจจุบันเงินทุนของไทยยังอยู่ในภาวะสมดุลจากการออกไปลงทุนในต่างประเทศของธุรกิจไทย ทำให้มีกระแสเงินทุนไหลออกด้วยเช่นกัน ซึ่งหากสถานการณ์ยังอยู่ในรูปแบบนี้ เชื่อว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) อาจยังไม่จำเป็นต้องปรับลดดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติม
“ผู้ส่งออกไทยยังแข่งขันได้แม้จะมีภาวะเงินทุนไหลเข้า แต่การที่ไทยมีการออกไปลงทุนต่างประเทศด้วย ทำให้เงินบาทจะไม่แข็งค่าจนเกินไป ต่างจากประเทศอื่น เช่น อินโดนีเซียที่ไม่มีการออกไปลงทุนต่างประเทศ ความสามารถในการแข่งขันเขาก็จะลดลง” ทรงพล กล่าว
สอดคล้องกับสุทธาภา อมรวิวัฒน์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า วิกฤตเศรษฐกิจในยูโรโซนทำให้เศรษฐกิจทั่วโลกชะลอตัวลง เนื่องจากยูโรโซนเป็นกลุ่มประเทศที่มีกำลังซื้อสูง อีกทั้งการที่ยูโรโซนเป็นศูนย์กลางทางการเงินที่มีธนาคารระหว่างประเทศขนาดใหญ่จำนวนมาก ทำให้ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับเสถียรภาพด้านการเงินในยูโรโซนส่งผลกระทบกับตลาดการเงินทั่วโลกได้
“ในแง่ผลกระทบของวิกฤตยูโรโซนที่มีต่อภาคธุรกิจของไทยนั้น ในภาคการส่งออกจะพบว่าอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบมากและโดยตรง เช่น อาหารแปรรูป เครื่องใช้ไฟฟ้า ส่วนภาคการท่องเที่ยวอาจได้รับผลกระทบหากวิกฤตยูโรโซนรุนแรงขึ้นในไตรมาส 4 ซึ่งเป็นช่วงสำคัญที่นักท่องเที่ยวยุโรปจะเดินทางท่องเที่ยว แต่ทั้งนี้ยังมองว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยยังมีศักยภาพที่ดี” สุทธาภา กล่าว
สุทธาภา มองว่า การอัดฉีดสภาพคล่องจำนวนมากเป็นเวลานานเป็นสิ่งที่ยังไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะยาวและระยะกลางอย่างไร จึงทำให้ในระยะสั้นมีความผันผวนเกิดขึ้น เช่น ความไม่แน่ใจว่าสภาพคล่องสูงจะทำให้เงินเฟ้อเร่งตัวสูงขึ้นในอนาคตหรือไม่ หรืออาจทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ทองคำปรับตัวสูงขึ้น
นอกจากนี้ การคาดการณ์เกี่ยวกับมาตรการที่จะออกมาเหล่านี้ยังสร้างความผันผวนให้กับเงินทุนเคลื่อนย้ายและอัตราแลกเปลี่ยนด้วย ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยควรมองหาวิธีในการป้องกันความเสี่ยงทางการเงินจากความผันผวนเหล่านี้ไว้
นั่นคือผลกระทบของการหดตัวของเศรษฐกิจอียูที่จะมีต่อไทย
จนถึงนาทีนี้ฟันธงว่าเอกชนคงจะต้องหาแผนรับมือสถานการณ์เศรษฐกิจในปีหน้าไปเอง โดยเฉพาะต้นทุนที่พุ่งสูงจากการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ผสมไปกับค่าเงินบาทที่อาจจะยังคงแข็งค่าต่อเนื่องจากเงินทุนไหลเข้า
เสียเรียกร้องของเอกชนที่จะให้รัฐบาลช่วยเหลือ ในหลายๆ เรื่องยังไม่ได้รับการตอบรับจากรัฐบาล
เชื่อว่าแค่ไตรมาสแรกของปีหน้าก็จะเห็นชัดเจนว่าเศรษฐกิจไทยจะเข้าขั้นโคม่าหรือแค่คนป่วยที่ยังเดินได้ และจะเห็นมาตรการชุดจากรัฐบาลในการกระตุกเศรษฐกิจ
แต่จะเป็นมาตรการอะไรบ้างนั้นคาดเดาได้ยาก เพราะปริมาณหนี้สาธารณะของประเทศที่เริ่มไต่เพดานสูงขึ้นเรื่อยๆ การขาดดุลงบประมาณที่ยังสูง เป็นข้อจำกัดให้รัฐบาลทำอะไรไม่ได้มาก
ฉะนั้น เตรียมตัวเตรียมใจรับมือภาวะเศรษฐกิจผันผวนในปีหน้ากันได้แล้ว ใครปรับตัวช้าก็อาจจะต่อสู้กับมรสุมเศรษฐกิจไม่ได้ และอาจจะต้องล้มหายตายจากไปในที่สุด







