
ต้นทุนภาษเพื่ออนาคตยุค 'เออีซี'
ตลาดการเรียนภาษาเพิ่มเติมเริ่มคึกคัก หลายคนเดินเข้าไปในสถาบันสอนภาษา แม้ด้วยเหตุผลที่ต่างกันไป แต่ด้วยความตั้งใจเดียวกัน นั่นคือ “เพื่ออนาคต”
โดย...ธเนศน์ นุ่นมัน
ตลาดการเรียนภาษาเพิ่มเติมเริ่มคึกคัก หลายคนเดินเข้าไปในสถาบันสอนภาษา แม้ด้วยเหตุผลที่ต่างกันไป แต่ด้วยความตั้งใจเดียวกัน นั่นคือ “เพื่ออนาคต”
ปี 2558 จะเป็นปีที่ 10 ประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน ก้าวเข้าสู่ “ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” ASEAN Economics Community หรือที่เรียกย่อๆ ว่า เออีซี รวมกลุ่มเศรษฐกิจเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียว โดยให้มีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุน และแรงงานฝีมือ ภายในกลุ่มประเทศอาเซียนอย่างเสรี
ข้อตกลงเสรีแรงงาน ชิมลางด้วยการเปิดช่องให้แรงงานฝีมือใน 7 สาขา ได้แก่ แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล วิศวกร สถาปนิก นักบัญชี และนักสำรวจ จากนั้นจึงจะขยายไปสาขาอาชีพอื่นๆ แต่การเคลื่อนย้ายเสรี ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถไปทำงานในประเทศสมาชิกเออีซีอย่างเสรีโดยไม่มีกฎเกณฑ์ใดๆ แต่ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่ประเทศนั้นๆ วางไว้ เช่นในประเทศไทย หากมีการเปิดเสรี คาดการณ์กันว่าจะมีแพทย์และพยาบาลจากประเทศอื่นๆ หลั่งไหลเข้ามาในประเทศมากขึ้น เนื่องจากมีค่าจ้างเงินเดือนสูงกว่าหลายประเทศในอาเซียน จึงต้องกำหนดให้ทั้งสองอาชีพพูดหรือใช้ภาษาไทยได้
ส่วนข้อกังวลว่าบางสาขาอาชีพอาจเกิดปัญหาสมองไหลไปยังประเทศที่มีค่าจ้างสูงกว่าประเทศไทย แต่หน่วยงานรัฐของไทยก็ไม่กังวล เพราะประเทศในอาเซียนที่มีอัตราค่าจ้างเงินเดือนสูงกว่าไทย เช่น สิงคโปร์ บรูไน เป็นเพียงประเทศขนาดเล็ก การจ้างงานอาจจะไม่เปิดช่องมากนัก จึงไม่น่ากังวล
แต่ไม่ว่าอย่างไร ในอีก 2 ปีข้างหน้า การพัฒนาทักษะด้านภาษา ซึ่งไม่ใช่แค่ภาษาอังกฤษ แต่รวมถึงภาษาของประเทศต่างๆ ในกลุ่มอาเซียน น่าจะมีความจำเป็นมากขึ้น แนวโน้มที่มองเห็นได้ในขณะนี้คือกลุ่มบริษัทก่อสร้างยักษ์ใหญ่ที่ดำเนินโครงการในต่างประเทศ
วิศวกรจากบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งยอมรับว่า ตื่นตัวที่จะเรียนภาษาต่างประเทศเพื่อความก้าวหน้าทางวิชาชีพมากขึ้น โดยบริษัทต้นสังกัดส่งสัญญาณว่า หลังจากเข้าสู่เออีซีอาจจะมีงานก่อสร้างในบางประเทศมากขึ้นตามมาด้วย จึงมีมาตรการบังคับให้วิศวกรของบริษัทต้องเรียนภาษาเพิ่มเติม
“โดยปกติ วิศวกรมีพื้นฐานภาษาอังกฤษในระดับหนึ่ง ที่ผ่านมาได้แบ่งเวลาหาความรู้ไปเรียนเอง ก็คือเรื่องการสนทนา เพราะยังไม่คล่องแคล่วนัก แต่ที่บริษัทจัดให้เรียน คือ ภาษาจีน เพราะมองว่าเป็นอีกภาษาหนึ่งที่ต้องใช้มากในอนาคต ได้ยินจากเพื่อนซึ่งทำงานให้กับบริษัทอื่นๆ ว่าต้องเรียนภาษาที่เป็นเจ้าของบริษัท เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีเหมือนกัน ส่วนภาษาอื่นที่ได้ยินพูดๆ กันว่าอาจจะต้องเรียนเพิ่มในอนาคตก็คือ ภาษาพม่า เพราะเราอาจจะมีบทบาทในงานก่อสร้างในประเทศเขามากขึ้น” เขากล่าว
ขณะที่พยาบาลสาวรายหนึ่ง ซึ่งใช้เวลาช่วงเลิกงานเรียนภาษาอังกฤษอย่างจริงจัง บอกว่า ไม่ได้มองโอกาสการทำงานเฉพาะในประเทศเท่านั้น เพราะหลังจากเรียนจบ นักศึกษาพยาบาลทุกคนจะทราบดีว่าความสามารถทางภาษาจะเพิ่มโอกาสให้อาชีพนี้ด้วย โรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่บางแห่งจะพิจารณาเพิ่มเงินเดือนให้อีก 5,000-7,000 บาท หากมีความสามารถด้านภาษาตามเกณฑ์ที่แต่ละแห่งตั้งไว้
“นอกจากความรู้ด้านอาชีพแล้ว หากสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ ก็จะเปิดโอกาสให้ไปทำงานในต่างประเทศได้อย่างไม่ยากนัก โดยเฉพาะการสอบ CGFNS Thailand (Commission on Graduates of Foreign Nursing Schools) หรือสำนักงานคณะกรรมาธิการผู้สำเร็จการศึกษาจากสถาบันพยาบาลต่างประเทศ สถาบันที่ให้การทดสอบสำหรับพยาบาลที่ต้องการทำงานในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ ทั่วโลก”
แน่นอนว่า ภาษาอังกฤษยังคงเป็นภาษาที่สองที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการเป็นต้นทุนสร้างมูลค่าเพิ่มทางโอกาส แต่หากถึงวันที่ประเทศไทยและเพื่อนบ้านในภูมิภาคนี้อีก 10 ประเทศ ก้าวเข้าสู่ข้อตกลงเออีซีร่วมกัน ภาษาที่สามที่จะยิ่งเพิ่มโอกาสมากขึ้นไปอีกคือภาษาประจำชาติสมาชิก เช่น ภาษามาเลย์ อินโดนีเซีย จีน ลาว แขมร์ เวียดนาม พม่า ทมิฬ ฮินดี และภาษาฟิลิปปิโน
นอกจากนี้ ยังรวมไปถึงภาษาของประเทศนอกภูมิภาคอาเซียนที่เป็นประเทศคู่เจรจา เช่น ภาษาญี่ปุ่น เกาหลี อินเดีย
สถาบันภาษาที่เปิดหลักสูตรสอนภาษาต่างประเทศก็เริ่มที่จะปรับตัวรับกับการเปลี่ยนแปลงนี้
เทป สุ่นสวัสดิ์ รองผู้อำนวยการสถาบันภาษาทองอินทร์ ระบุว่า แม้ภาษาของกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนจะยังไม่ได้รับความสนใจมากนักจากกระแสเออีซี หากเทียบกับก่อนหน้านี้ที่กระแส K-POP หรือวัฒนธรรมสมัยใหม่จากเกาหลีใต้ ได้รับความนิยมอย่างสูงในประเทศไทย ส่งผลให้การเรียนภาษาเกาหลีคึกคักเป็นอย่างมาก นักเรียน นักศึกษาให้ความสนใจเลือกเรียนเป็นภาษาที่สาม แต่ก็มีบางบริษัทที่มาติดต่อให้ไปสอนภาษาพม่าหรือกัมพูชาให้พนักงานบริษัท
“กระแสเออีซียังไม่สามารถวัดได้ว่ามีคนสนใจเรียนภาษาอาเซียนมากขึ้นหรือไม่ เพราะแม้เราเปิดสอนภาษาพม่า ภาษาเขมร แต่คนที่เข้ามาเรียนก็ยังคงเป็นกลุ่มคนทำงานที่เรียนเพื่อนำไปใช้งานจริง และมีบริษัทบางแห่งที่จ้างเราไปสอนพนักงานถึงโรงงาน แต่ยังไม่พบเรื่องการตื่นตัวที่จะมาเรียนภาษาในอาเซียนด้วยตัวเอง” อาจารย์เทป กล่าว
ด้าน วาสนา เลิศศิลป์ หัวหน้าโครงการพัฒนาต้นแบบสาธิตชุมชนวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร ในการเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ระบุว่า จากที่มูลนิธิร่มฉัตรร่วมกับสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพเยาวชน (สสค.) เปิดห้องศึกษาอาเซียน โดยเปิดหลักสูตรภาษาพม่าระยะสั้นให้แก่ประชาชน โดยเปิดสอนทุกวันเสาร์ วันละ 3 ชั่วโมง รวม 30 ชั่วโมง รุ่นละ 30 คน โดยอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญภาษาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่า มีผู้สนใจจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่มีลูกจ้างเป็นชาวพม่า
“ผู้ประกอบการที่มาเรียนมองการณ์ไกลว่า ในอนาคตเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องใช้ภาษาสื่อสารกัน เพราะรู้เขารู้เรานั้นดีที่สุด มีบางคนเดินทางจากประจวบคีรีขันธ์ จากเพชรบุรีมาเรียน แต่ละจังหวัดจึงน่าจะตื่นตัวรับเรื่องนี้มากขึ้น น่าจะมีการลงไปเตรียมในพื้นที่ที่มีคนงานมาก” วาสนา กล่าว
อย่างไรก็ตาม ในฐานะที่มีประสบการณ์สอนภาษาต่างประเทศมายาวนาน ดวงใจ ตั้งสง่า ผู้อำนวยการสถาบันสอนภาษา ฟัน แลงเกวจ ระบุว่า การสอนภาษาอังกฤษให้คนเอเชีย โดยเฉพาะคนไทยนั้น มีอุปสรรคสำคัญแฝงอยู่ในวัฒนธรรมที่บ่มเพาะอุปนิสัย หล่อหลอมให้ไม่กล้าแสดงออกทางความรู้สึก เขินอายที่จะพูดหรือทำในสิ่งที่ไม่คุ้นเคย หากมองว่าการเรียนภาษาเพิ่มเติมคือการลงทุน สร้างอนาคต ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาควรจะเร่งสร้างรากฐานเรื่องต้นทุนจากภาษาเดิมให้แข็งแรงก่อน
“สิ่งที่อยากเน้น คือ ภาษาทุกภาษาต้องเริ่มจากภาษาแม่ของตัวเองให้แข็งแรงก่อน อย่างบ้านเราจะเรียนภาษาอื่น ก็ควรจะมีภาษาไทยที่แข็งแรง เพราะจะเชื่อมไปสู่การเรียนภาษาอื่นใดก็ตาม ก็ต้องคิดเรียบเรียงกลับมาเป็นภาษาไทย ถ้าเราอ่อน เราก็สร้างระบบความเข้าใจไม่ได้ ที่ผ่านมาเราพบปัญหาว่าเด็กรุ่นใหม่จับประเด็นเรื่องที่ต้องนำไปสื่อสารต่อในระดับต่างๆ ตามความเหมาะสมไม่ได้ ก็มักจะล้มเหลวในการเรียนภาษาอื่นๆ ตามไปด้วย” ผู้อำนวยการสถาบันสอนภาษากล่าวทิ้งท้าย
สะบายดี มิงกาลาบา ซัวสเดย ซือลามัต ซินจ่าว กูมุสตา หนีห่าว สวัสดี
วันนี้ คุณรู้ภาษาอาเซียนหรือยัง







