
"รสนา" อัดเสื้อแดงใช้พฤติกรรม "อนารยะคุกคาม"
“รสนา” สุดทนอัดเสื้อแดงสันติวิธีแต่ปาก เหตุมีพฤติกรรม “อนารยะคุกคาม” ทำสังคมอยู่ในภาวะความกลัวระบุต้องพูดความจริง
“รสนา” สุดทนอัดเสื้อแดงสันติวิธีแต่ปาก เหตุมีพฤติกรรม “อนารยะคุกคาม” ทำสังคมอยู่ในภาวะความกลัวระบุต้องพูดความจริง
น.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กทม. กล่าวว่า การชุมนุมของคนเสื้อแดงที่ผ่านมามีการพูดถึงคำว่าสันติวิธี หรือคำว่า “อารยะขัดขืน” แต่ ในทางปฏิบัติจริงกลับเป็นลักษณะของการคุกคาม โดยสิ่งที่เราเห็นอยู่ในหลายวันนี้ ความจริงมันเป็น “อนารยะคุกคาม”ไม่ว่าจะเป็นการปาอุจจาระใส่บ้าน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี หรือการเอาเลือดไปเท ซึ่งเรื่องแบบนี้ไม่เคยมีใครกล้าพูดตรงๆ ว่าการเอาเลือดไปเทบ้านนายกฯ เป็นการคุกคามและละเมิดสิทธิ เพราะว่าบ้านของนายกฯไม่ได้สร้างจากภาษีประชาชน ดังนั้นไม่มีสิทธิที่จะทำแบบนั้น แต่เวลานี้ทุกคนไม่ว่าจะเป็น กรรมการสิทธิมนุษยชน และ สมาชิกรัฐสภา หลายคนต่างชื่นชมว่าการชุมนุมของคนเสื้อแดงเป็นการชุมนุมแบบสันติวิธี แต่ส่วนตัวคิดว่าไม่ใช่ หรือแม้แต่การนำสติกเกอร์ “ยุบสภา” ไปแจก พอมีคนไม่รับก็มีการใช้กำลัง ตบตีผู้หญิง ไล่กระทืบกัน แล้วบอกว่าเป็นการกระทำของแดงปลอม
หากเป็นแบบนี้ส่วนตัวเชื่อว่าประชาชนจะสับสน และเกิดความหวาดกลัว และทำให้ไม่กล้าพูดอะไรมาก เพราะกลัวจะถูกขีดรถ ทุบรถ และกลัวตามไปถึงบ้าน สภาพแบบนื้ถือว่าเป็น “อนารยะคุกคาม” ในด้านหนึ่งสิ่งที่อยู่บนดินเรียกว่า “สันติวิธี” แต่จะมีกระบวนการใต้ดินยิงอาวุธสงครามถือว่าเป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก เพราะนี่คือความไม่ปกติของบ้านเมือง ดังนั้น เราต้องพูดกันอย่างตรงไปตรงมา มากกว่าการทำทีว่าสิ่งที่เป็นอยู่มีแต่สันติวิธี เพราะหากจำกันได้คนอิรักที่เอารองเท้าปาใส่ จอร์จ บุช อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ ติดคุก 3 ปี แต่คนที่เอาอุจจาระปาบ้านนายกฯกลับติดคุกแค่ 5 วัน เห็นได้วิธีการแบบนี้ว่าต้นทุนในการทำผิดต่ำมาก ทุกคนก็จะเอาอุจจาระ และปฏิกูลอื่นๆ ไปขว้างปาบ้าง เพราะต้นทุนต่ำมาก หรือแม้แต่คนที่ไปกระทืบคนแต่ตำรวจก็ไม่จับและบอกให้เลิกแล้วกันไป หากเป็นแบบนี้ต้องจัดการตำรวจด้วย
สิ่งเหล่านี้ทำให้บ้านเมืองไม่มีขื่อมีแป ดังนั้น รัฐบาลต้องมีการใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด ฉับพลัน ทันเวลา แต่ไม่ใช้ความรุนแรง โดยใช้กฎหมายที่มีอยู่ในเชิงรุกในการจัดการกับคนที่ทำผิดกฎหมาย เชื่อว่าบ้านเมืองจะดีขึ้น แต่หากไม่กล้าทำโดยอ้างว่าเรื่องจะบานปลาย รุนแรง สิ่งเหล่านั้นต่างหากที่ทำให้เหตุการณ์ลุกลามบานปลาย ดังนั้น สภาพนี้ทำให้ผู้คนอยู่ในภาวะไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน รวมถึงตนเองด้วยที่จะต้องระวังตัวตลอดว่าจะถูกคุกคามหรือไม่ เพราะสมัยวันที่ 7 ต.ค. 2551 ที่มีการสลายการชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ตนเองเดินอยู่ในสภาแม้แต่ในห้องประชุมสภาแท้ๆยังโดนตีนตบไล่ อีกทั้งเดินไปไหนไปกินน้ำก็โดนส.ส.ผู้ชายด่าว่า “เอาสรอดให้มันกิน โดนด่าว่าหน้าทุเรศ คิดว่าถ้าไม่เป็นผู้หญิงคงโดนตบหรือโดนชกหน้าไปแล้ว สภาพแบบนี้ไม่มีใครรับได้ เพราะบ้านเมืองเราอยู่กับความเป็นพรรคพวกมากเกินไป ถ้าใครเห็นต่างถือว่าเป็นศตรูไปเลย ปากบอกว่าเคารพความแตกต่าง แต่พอใครเห็นต่างกลับโดนกระทืบ แบบนี้ถือว่าไม่ไหวแน่
นายประสาร มฤคพิทักษ์ ส.ว.กล่าวว่า การชุมนุมของนปช.ที่ผ่านมาได้คุกคามประชาชนมากไปแล้ว และจากนี้ไปแทนที่คู่ขัดแย้งจะเป็นรัฐบาลก็ถือเชื่อว่าคู่ขัดแย้งของคนเสื้อแดงจะเป็นประชาชนในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด เพราะขณะนี้จะมีการประชุมสมัชชารัฐสภาแห่งชาติ(ไอพียู) มีการตอบรับการประชุมกว่า132 ประเทศ มีผู้เข้าร่วมกว่า 2,000คน หวังว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะไม่ซ้ำรอยอาเซียนซัมมิตที่พัทยา การป้องกันรัฐสภาที่เข้มงวดเข้มแข็งเป็นการสรุปบทเรียนจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการล้มประชุมอาเซียนซัมมิต การทุบรถนายกฯ เพราะทุกวันนี้ก็มีความรุนแรงเกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะการยิงเอ็ม 79 ในที่ต่างๆ และคงจะเกิดขึ้นอีกเรื่อยๆ
“ถ้าเขาไม่แสดงอาการคุกคามให้ปรากฎก่อนหน้านี้ ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีสิ่งขวางกั้นที่สภา แต่แกนนำคนเสื้อแดงได้แสดงเจตจำนงไว้แล้ว ว่าไม่ว่านายกฯไปที่ไหนก็จะตามไปที่นั่นและมันก็เกิดขึ้นแล้วทุกวัน ดังนั้นเชื่อว่าสังคมจะได้เห็นภาพร่วมกันระหว่างความไม่สะดวกเล็กๆน้อยในการเดินทางกับชีวิตคณะรัฐมนตรืทั้ง ส.ส. ทั้งฝ่ายค้าน และรัฐบาล เพราะถ้าระเบิดเอ็ม79 ลงมา ก็คงบาดเจ็นกันหมด” นายประสาร กล่าว
นายคำนูณ สิทธิสมาน กล่าวว่า เรื่องการใช้กำลังทหารคุ้มครองรัฐสภาเป็นเรื่องของจินตภาพ ที่มุมหนึ่งมีการมองว่าการที่ทหารมาอยู่กับสภาเป็นการไม่สมควร โดยเป็นการซ้ำรอยจินตภาพว่า ทหารเป็นปฏิปักษ์กับประชาธิปไตย โดยเฉพาะในรอบ 2-3ปีมานี้ ที่มีเงื่อนไขให้เกิดการรัฐประหารได้มาก แต่พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ปฏิเสธมาตลอดจนหลายคนหาว่าอ่อนแอ
ดังนั้นหากเราลองกลับหรือพลิกจินตภาพ โดยมองว่า พี่น้อง ทหาร ตำรวจที่มาทำงานตรงนี้มาปกป้องเพราะเขาต้องการให้ระบบรัฐสภาเดินหน้าต่อไปได้ คิดเสียว่าเขาเป็นเสมือนหน่วยรักษาความปลอดภัยก็จะเกิดอีกมุมมองหนึ่ง แต่เวลานี้เรายังติดอยู่ที่จินตภาพเดิมใช่หรือไม่ว่าทหารคือ เผด็จการ ทหารคือผู้ที่จะรัฐประหาร
ทำไมเราไม่พลิกจินตภาพหรือกระบวนทัศน์ใหม่ว่า ทหารคือรั้ว ทหารคือเครื่องมือในการพิทักษ์ปกป้องระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ป้องกันไม่ให้คนเข้ามาเปลี่ยนแปลงโค่นล้มเปลี่ยนแปลงเป็นระบอบประชาธิปไตยอย่างอื่น ทำไมเราไม่มองว่าทหาร ตำรวจที่มาเหมือนฝ่ายรักษาความปลอดภัยให้ระบอบรัฐสภาเดินหน้าต่อไปได้ ถ้าเราสามารถพลิกจินตภาพแบบนี้ได้ เราจะไม่มีความรู้สึกเลยว่าทหารมาคุกคามฝ่ายนิติบัญญัติ ตรงกันข้ามเราจะรู้สึกว่าเพราะฝ่ายนิติบัญญัติมีศักดิ์ศรีทำให้กำลังทหารซึ่งมีศักดิ์ศรีเช่นกัน จึงยอมเหนื่อยยากมาเป็นรั้วให้ฝ่ายนิติบัญญัติทำงานและใช้เวลาทุกนาทีอย่างมีค่า อยากให้ทุกคนมองแบบนี้มากกว่า







