
ชวนกรีดปูโตพอที่จะรู้หน้าที่
‘ชวน’ กรีด ยิ่งลักษณ์โตพอที่จะรู้หน้าที่ ชี้ มีแต่พวกอ้างปชต.แต่ปฎิบัติสวนทาง ‘ผู้ตรวจฯ’ แนะ หน่วยงานตรวจสอบจริยธรรมกันเองดีกว่าให้ผู้ตรวจฯทำฝ่ายเดียว
‘ชวน’ กรีด ยิ่งลักษณ์โตพอที่จะรู้หน้าที่ ชี้ มีแต่พวกอ้างปชต.แต่ปฎิบัติสวนทาง ‘ผู้ตรวจฯ’ แนะ หน่วยงานตรวจสอบจริยธรรมกันเองดีกว่าให้ผู้ตรวจฯทำฝ่ายเดียว
คณะกรรมาธิการจริยธรรมวุฒิสภา จัดการเสวนาเรื่อง “มาตรฐานจริยธรรมของนักการเมือง” โดยนายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวตอนหนึ่งในหัวข้อ “หลักการประพฤติตนของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองว่า มาตรฐานทางจริยธรรมคงจะเอาใครคนใดคนหนึ่งมาเป็บรรทัดฐานไม่ได้ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมส่วนตัวบางคน
“ปัจจุบันมีพฤติกรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ส่วนตัวมีความเป็นห่วง คือ พฤติกรรมโกหก ไม่ใช่คนรุ่นก่อนจะไม่โกหกแต่ก็ไม่ถึงพูดให้ขาวเป็นดำเหมือนในปัจจุบัน บางเรื่องรู้ชัดว่าความจริงเป็นอย่างไร แต่ต้องพูดเพื่อยกย่องเชิดชูคนของตัวเอง พฤติกรรมนี้มาจากการได้ผลประโยชน์ พูดง่ายๆ คือทำตามผลประโยชน์ที่ได้แลกเปลี่ยน สร้างคะแนน แสดงบทบาทให้เห็นตัวตนของตัวเอง เหมือนกับเป็นมือปืนทำหน้าที่แลกผลประโยชน์” นายชวน กล่าว
นายชวน กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาต้องให้ทุกคนยึดหลักเดียวกันโดยเฉพาะการบริหารโดยยึดหลักธรรมาภิบาล ปัญหาของประชาธิปไตยตอนนี้อยู่ที่ภาคปฎิบัติ ต่างคนต่างบอกว่าจะยึดหลักประชาธิปไตยภายใต้หลักความถูกต้องตามครรลองนิติรัฐนิตธรรมและต้องให้ความสำคัญกับรัฐสภาแต่ทางปฎิบัติกลับไม่ดำเนินการเช่นนั้น เช่น การบอกว่าอยากใช้สภาฯเป็นเครื่องมือแก้ปัญหาแต่สุดท้ายก็ไม่ทำ
“ในสภาฯมีเกินครึ่งมาจากระบบการเงิน รักษาประชาธิปไตยต้องไม่ซื้อเสียง ต้องเคารพบ้านเมือง ไม่ดีแก้ไขได้แต่กฎหมายว่าอย่างไรก็ต้องว่าไปอย่างนั้น มีแต่พูดในสิ่งที่ถูกต้องแต่ไม่ปฎิบัติในสิ่งที่ถูกต้อง ในด้านภาคปฎิบัติคุณธรรมจริยธรรมมีความสำคัญก็จริงแต่ไม่สำคัญเท่ากับพฤติกรรมของบุคคล ไม่มีใครเป็นซุปเปอร์แมนเก่งคนเดียวทำงานคนเดียวไม่ได้ แต่ต้องช่วยกันให้บ้านเมืองเดินหน้าไปได้” นายชวน กล่าว
นายชวน กล่าวว่า นอกจากนี้ สิ่งที่เป็นปัญหาแท้จริง คือ ได้ทำหน้าที่โดยสมบูรณ์หรือไม่ โดยไม่ต้องเรียกร้องให้คนอื่นได้ปฏิบัติ โดยก่อนหน้านี้เคยได้ห้ามนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ หยุดการเรียกร้องให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เข้าร่วมการประชุมสภาฯ เพราะเห็นว่ นายกฯ โตพอที่จะรู้ว่าหน้าที่คืออะไร เพราะหากยิ่งไปเรียกร้องเท่ากับเป็นการย้ำว่า นายกฯ ไม่รู้ว่าหน้าที่นั้นคืออะไร
จากนั้นเป็นการอภิปรายในหัวข้อ “มาตรฐานจริยธรรมของนักการเมือง” ทั้งนี้ นายประวิช รัตนเพียร ผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวว่า การส่งเรื่องมาให้ผู้ตรวจการแผ่นดินดำเนินตรวจสอบจริยธรรมเพียงฝ่ายเดียว เชื่อว่าจะไม่สามารถแก้ไขปัญหา เพราะปัจจุบันมีเรื่องร้องเรียนเข้ามาเป็นจำนวนมาก ถ้าปล่อยแบบนี้ต่อไปผู้ตรวจการแผ่นดินอาจต้องตั้งสำนักงานขึ้นมาเพื่อดำเนินการเรื่องนี้เป็นการเฉพาะ จึงคิดว่าการแก้ปัญหานี้ดีที่สุด คือ การให้หน่วยงานต้นสังกัดพิจารณากันเอง และถ้าหน่วยงานนั้นเห็นว่าใครมีความผิดก็ควรส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)ดำเนินการได้เลยโดยไม่ต้องผ่านผู้ตรวจการแผ่นดิน
นางวริยา ชินวรรโณ คณบดีคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้นำเสนอผลงานวิจัยเบื้องต้นเรื่อง “จริยธรรมนักการเมือง” ว่า กรอบการวิจัยดังกล่าวครอบคลุมระหว่างปี 2551-2553 คาดว่างานวิจัยน่าจะเสร็จสมบูรณ์ภายในต้นปี2556 อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากได้ส่งแบบสอบถามให้กับสมาชิกรัฐสภาจำนวน 630 คนแบ่ง เป็น สว.150 คน และ สส.480 คน ได้รับแบบสอบถามกลับคืนมายังทีมงานจำนวน 201 ชุดคิดเป็น 32%และการสัมภาษณ์หน่วยงานของรัฐพบว่า สภาพการณ์ทางจริยธรรมขยองนักการเมืองไทยส่วนใหญ่ 51.01% ไม่เห็นด้วยกับการอุปถัมภ์ทางการเงินที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจในการหาเสียงเลือกตั้งของตนเอง รองลงมานักการเมืองยังยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข 48.99% และ35.35% มีส่วนได้ส่วนเสียของตนและครอบครัวมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจในงานการเมืองของตน
นางวริยา กล่าวว่า ขณะที่ มีประเด็นปัญหาทางจริยธรรมหลายประเด็น อาทิ การทุจริตการเลือกตั้ง การฉ้อราษฎร์บังหลวง การช่วยเหลือพวกพ้องให้ได้เลื่อนตำแหน่งเลื่อนเงินเดือนและพ้นจากความผิด การแทรกแซงอำนาจหน้าที่ของข้าราชการ นอกจากนี้ จากผลสำรวจยังพบว่าแนวทางการป้องกันการละเมิดจริยธรรมได้ที่สุด คือ การปรับเปลี่ยนค่านิยมของสังคมให้ยกย่องคนดีมีความรู้ความสามารถมากกว่าตำแหน่งหน้าที่และร่ำรวย 88.38% รองลงมาเป็นการปฎิรูประบบการศึกษาที่เข้มข้นเรื่องจริยธรรมในการดำเนินชีวิตจะช่วยแก้ไขปัญหาได้ 83.37%
พล.อ.อ.วีรวิทย์ คงศักดิ์ สว.สรรหา กล่าวว่า การแก้ไขปัญหานี้นักการเมืองจะต้องเลิกโกหกกัน ไม่ทุจริตคอรัปชั่นเลิกแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว โดยสังคมต้องแสดงพลังเป็นเสียงเดียวกันโดยเลิกเห็นแก่ประโยชน์ตัวเอง ซึ่งการพัฒนาจริยธรรมต้องเริ่มจากการสร้างความคิดที่ถูกต้อง คิดบวกสร้างสรรค์ คิดถึงอนาคตให้มากขึ้นโดยต้องยึดหลักที่ว่าถ้าปล่อยอย่างนี้ต่อไปจะสร้างปัญหาให้กับคนรุ่นหลังได้ พร้อมกับทำให้ตัวอย่างแก่สังคมเพื่อให้เกิดการตื่นตัว







