
ยกระดับสังคม
การประกาศใช้กฎกระทรวงแรงงาน ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2555) ซึ่งออกตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เพื่อให้ความคุ้มครองลูกจ้างที่ทำงานเกี่ยวกับงานบ้าน หรือที่รู้จักกันโดยทั่วไป ว่าแม่บ้านหรือคนรับใช้ ทั้งที่เป็นคนไทยและแรงงานต่างด้าว ให้ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายเทียบเท่ากับพนักงาน ลูกจ้าง และผู้ใช้แรงงานในสถานประกอบการทั่วไป โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9 พ.ย.ที่ผ่านมา เป็นสิ่งที่ถูกต้องตามหลักสิทธิมนุษยชน และนายจ้างทุกคนจะต้องนำไปปฏิบัติอย่างเคร่งครัด หากนายจ้างรายใดหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย กระทรวงแรงงานจะต้องดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่งมีโทษสูงสุด คือ จำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
การประกาศใช้กฎกระทรวงแรงงาน ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2555) ซึ่งออกตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เพื่อให้ความคุ้มครองลูกจ้างที่ทำงานเกี่ยวกับงานบ้าน หรือที่รู้จักกันโดยทั่วไป ว่าแม่บ้านหรือคนรับใช้ ทั้งที่เป็นคนไทยและแรงงานต่างด้าว ให้ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายเทียบเท่ากับพนักงาน ลูกจ้าง และผู้ใช้แรงงานในสถานประกอบการทั่วไป โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9 พ.ย.ที่ผ่านมา เป็นสิ่งที่ถูกต้องตามหลักสิทธิมนุษยชน และนายจ้างทุกคนจะต้องนำไปปฏิบัติอย่างเคร่งครัด หากนายจ้างรายใดหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย กระทรวงแรงงานจะต้องดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่งมีโทษสูงสุด คือ จำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ทั้งนี้ ก็เพราะในอดีตแม่บ้านหรือคนรับใช้ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนด้อยโอกาสทางสังคม มักจะถูกเอารัดเอาเปรียบจากนายจ้างที่ไร้มนุษยธรรม โดยไม่มีกฎหมายเฉพาะเข้าไปดูแล เกิดปัญหาการกดขี่แรงงาน เช่น การทำงานปีละ 365 วัน โดยไม่มีวันหยุด หรือหากคนรับใช้หยุดงานก็จะถูกหักเงินเดือน กรณีเจ็บไข้ได้ป่วยหากไม่ถึงขั้นล้มหมอนนอนเสื่อ ก็ยังต้องก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไป ไม่มีโอกาสได้หยุดพักผ่อนตามสิทธิที่มนุษย์ทั่วไปพึงได้รับ ซึ่งเป็นการกระทำที่เข้าข่ายละเมิดสิทธิมนุษยชน ขณะที่คนรับใช้ซึ่งอยู่ในฐานะลูกจ้าง ก็ไม่มีสิทธิมีเสียงที่จะไปเรียกร้องสิทธิใดๆ เพราะไม่มีกฎหมายรองรับ
ปัญหาการกดขี่แรงงานคนรับใช้เป็นปัญหาที่ฝังรากอยู่ในสังคมไทยมานาน ซึ่งองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการเข้าไปดูแลคุ้มครองสิทธิของคนรับใช้และมีส่วนสำคัญในการผลักดันให้กระทรวงแรงงานออกประกาศกฎกระทรวงดังกล่าว ก็คือ มูลนิธิเพื่อนหญิง ซึ่งเป็นองค์กรเอกชน หรือเอ็นจีโอ และคณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชน ด้านชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติ แรงงานข้ามชาติและผู้พลัดถิ่น ซึ่งก็ต้องขอชื่นชมทั้งสองหน่วยงานรวมทั้งองค์กรภาคีอื่นๆ ที่ได้มีส่วนร่วมในการผลักดันให้กฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้
จากนี้ไปคนรับใช้ก็จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยใน 1 สัปดาห์ นายจ้างจะต้องกำหนดให้มีวันหยุด 1 วัน และใน 1 ปี จะต้องมีวันหยุดตามประเพณี ปีละไม่น้อยกว่า 13 วัน รวมถึงวันแรงงานแห่งชาติด้วย และหากวันหยุดตามประเพณีตรงกับวันหยุดประจำสัปดาห์ ให้ลูกจ้างหยุดเป็นวันหยุดชดเชยเพิ่มอีก 1 วัน เหมือนกับที่ผู้ใช้แรงงานทั่วไปได้รับ รวมทั้งกรณีที่ลูกจ้างที่ทำงานครบ 1 ปี ก็จะมีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปี ปีละไม่เกิน 6 วันทำงาน ขณะที่กรณีลูกจ้างเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่เด็กโดยตรง เพื่อป้องกันการหักค่าหัวคิว ที่เหลือก็จะเป็นเรื่องของการลาป่วยเป็นต้น
ปัจจุบันปัญหาการขาดแคลนแรงงานคนรับใช้ สาเหตุหลักก็มาจากการที่แรงงานกลุ่มนี้ไม่ได้รับสวัสดิการใดๆ ตามกฎหมาย ทุกอย่างจะขึ้นอยู่กับนายจ้าง จากนี้ไปเมื่อนายจ้างนำกฎหมายนี้ไปปฏิบัติ ก็เชื่อว่าจะทุเลาปัญหาการขาดแคลนแรงงานคนรับใช้ไปได้อย่างมาก ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับทั้งสองฝ่ายและจะช่วยยกระดับสังคมให้ดีขึ้น m







