
สลับไพ่ซักฟอกรุมน็อกยิ่งลักษณ์
ประชาธิปัตย์เปิดหน้าไพ่ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
โดย...ธรรมสถิตย์ ผลแก้ว
ประชาธิปัตย์เปิดหน้าไพ่ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากนี้เหลือเวลาไม่กี่สัปดาห์ให้รัฐบาลและฝ่ายค้านฟิตซ้อมข้อมูลรอขึ้นเวทีซักฟอก
ทว่า เบื้องหลังการถ่ายทำญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยประชาธิปัตย์ครั้งนี้ดูจะเป็นแผนลึกลับซับซ้อน
ว่ากันว่าการเตรียมข้อมูลของฝ่ายค้านครั้งนี้เก็บเป็นความลับถึงขั้นที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านหารือกับจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ประธานวิปฝ่ายค้านล็อกรายชื่อผู้ถูกขึ้นเขียงเป็นการเฉพาะ
ลึกลับชนิดที่ผู้ชำนาญการทางการเมืองหรือแม้แต่พลพรรคเพื่อไทยก็คาดไม่ถึง สำหรับรายชื่อรัฐมนตรีที่ถูกอภิปราย
เพราะทันทีที่ญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจถูกเปิดออกมาปรากฏรายชื่อ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พ่วงด้วย 3 รัฐมนตรี ประกอบด้วย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม และ พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก รมช.มหาดไทย
ผิดคาด! ตรงที่ก่อนหน้านี้มีการประเมินกันว่าบรรดารัฐมนตรีสายล่อฟ้าในรัฐบาลนี้จะถูกจับขึ้นเวทีซักฟอก ไม่ว่าจะเป็น บุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ ในฐานะมีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการรับจำนำข้าวที่กำลังตกเป็นเป้าสายตาการตรวจสอบจากทุกสารทิศ
ทั้งข้อกล่าวหาปกปิดสัญญาการส่งออกข้าวแบบจีทูจี หรือรัฐต่อรัฐ การให้ข้อมูลตัวเลขการระบายข้าว การสูญเสียงบประมาณอุดหนุนโครงการรับจำนำข้าวที่ไม่ตรงตามความเป็นจริง หรือแม้แต่การที่ฝ่ายค้านเข้าไปตรวจสอบการสวมสิทธิข้าว การเวียนเทียนข้าว และการออกใบประทวนรับจำนำข้าวส่อไปในทางทุจริต
เช่นเดียวกับ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และ รมว.คลัง เป็นอีกรายที่ถือว่าได้กลายมาเป็นจุดอ่อนรัฐบาลจากการถูกวิจารณ์ว่า บริหารงานทางเศรษฐกิจล้มเหลวถูกตอกย้ำกรณีไปบรรยายเกี่ยวกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและออกมายอมรับว่าจำเป็นให้ข้อมูลตัวเลขทางเศรษฐกิจในทางเท็จ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน ถูกขนานนาม โกหกไวท์ลาย จนถูกเล็งกันว่าถึงอย่างไรต้องถูกขึ้นบัญชีซักฟอกแน่
แม้แต่กรณี สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศ ที่เคยถูกคาดหมายจะถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจจากกรณีการใช้อำนาจหน้าที่รัฐมนตรีต่างประเทศเปิดทางออกวีซ่าให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯเข้าประเทศญี่ปุ่น ตามด้วยสั่งการข้าราชการกระทรวงดำเนินการคืนพาสปอร์ตให้ พ.ต.ท.ทักษิณ รวมถึงการเตรียมใช้อำนาจลงนามให้ศาลอาญาระหว่างประเทศเข้ามามีขอบเขตอำนาจในประเทศไทย เพื่อพิจารณาคดีการชุมนุมทางการเมือง
แต่ในที่สุดทั้งสามรายหลุดโผ กลับกลายเป็นว่าเป้าหมายหลักตรวจสอบครั้งนี้พุ่งมาที่นายกฯ เป็นพิเศษ
ส่วน รมต.อีกสามรายเป็นสามรายที่มีข้อจำกัดของเวลาอภิปรายเข้ามาเกี่ยวข้อง
หากดูตามเนื้อหาญัตติระบุว่า “นายกฯ บริหารงานบกพร่อง ผิดพลาด ไม่เป็นไปตามที่แถลงไว้ต่อรัฐสภา โดยเฉพาะการปราบปรามทุจริต ที่เลือกปฏิบัติและละเว้น” นอกจากนี้ยังกล่าวหาว่านายกฯ มีพฤติกรรมจงใจไม่รับผิดชอบต่อรัฐสภา โดยขาดวุฒิภาวะและปิดบังข้อมูล เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ
ส่วนญัตติอภิปรายรัฐมนตรีทั้งสามคน สาระสำคัญระบุว่า “รัฐมนตรีทั้งสามคนบริหารราชการแผ่นดินบกพร่อง ผิดพลาด ล้มเหลว มุ่งตอบแทนผลประโยชน์ผู้มีบุญคุณทางการเมืองมากกว่าผลประโยชน์ส่วนรวม ทั้งปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริต โดยไม่คำนึงถึงหลักนิติรัฐ นิติธรรม”
ชี้ให้เห็นว่าประชาธิปัตย์พบจุดอ่อนหลายด้านในตัวยิ่งลักษณ์ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล
และทันทีที่การเปิดรายชื่อออกมา ก็เหมือนรัฐบาลเร่งเตรียมการบ้านทันทีด้วยการที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ เปิดบ้านพิษณุโลกหารือผู้เกี่ยวข้องเตรียมรับมืออภิปราย ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมบรรดาขุนพลป้อนข้อมูล องครักษ์พิทักษ์ในยามที่ตั้งหลักไม่ทัน และทีมตอบโต้ผู้อภิปรายหลักอย่าง อภิสิทธิ์กับเหตุการณ์ล่าสุด กรณีที่ พล.อ.อ.สุกำพล ลงนามถอดยศทหาร ที่ไม่อาจมองเป็นอื่นได้ต้องการดิสเครดิตทางการเมือง และหวังผลต่อการพิจารณาคุณสมบัติการเป็น สส. ที่หวังจะให้เป็นประเด็นตอบโต้กลางสภาในระหว่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
อีกทั้งอย่าลืมว่า นี่เป็นครั้งแรกของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ กับเวทีการตรวจสอบที่ถือว่าเป็นมาตรการรุนแรงที่สุดตามกรอบกติการัฐธรรมนูญ ถ้าไม่ใช่นักการเมืองเจนจัดเวทีการเมือง ไม่ได้เตรียมข้อมูลที่แน่นพออาจล้มทั้งยืนได้
เงื่อนไขเวลาอภิปรายที่ถูกรัฐบาลกำหนดให้อภิปรายในช่วงวันที่ 2526 พ.ย. ซึ่งต้องจบก่อนเที่ยงคืนและลงมติในวันรุ่งขึ้นคือ วันที่ 27 พ.ย. ขณะเดียวกันวันที่ 28 พ.ย. ถูกล็อกวาระไว้แล้วให้วุฒิสภาได้เปิดอภิปรายทั่วไป โดยไม่ต้องลงมติก่อนปิดฉากการประชุมสภาสมัยสามัญทั่วไป
ระยะเวลาจำกัดจำเขี่ยจึงเท่ากับบีบฝ่ายค้านต้องบริหารเวลาอภิปรายให้คุ้มค่า จึงต้องปรับกลยุทธ์จากที่เคยคาดหมายจะมีรายชื่อรัฐมนตรีอื่นๆ ก็ต้องตัดออกไปไม่ว่ากรณีของกิตติรัตน์บุญทรงสุรพงษ์ปลอดประสพ ฯลฯ
ประชาธิปัตย์ประเมินแล้ว การพุ่งเป้าไปที่นายกฯ ก็เหมือนอภิปรายผู้เกี่ยวข้องเกี่ยวกับนโยบายรับจำนำข้าวทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นรองนายกฯ หรือเจ้ากระทรวงพาณิชย์ ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าอยู่นอกเหนือความรับผิดชอบของนายกฯ ในเมื่อยิ่งลักษณ์เป็นประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) โดยตรงนั่นเอง
ขณะที่ พล.อ.อ.สุกำพล และ พล.ต.ท.ชัจจ์ก็ถูกยื่นถอดถอนจากตำแหน่งไปก่อนหน้านี้ จึงเท่ากับประชาธิปัตย์รู้ดีว่าภายใต้เวลาการอภิปรายที่จำกัดจะให้น้ำหนักการอภิปรายบุคคลทั้งสองมากน้อยอย่างไร โดยเป็นการเปิดฉากเรียกน้ำย่อยถึงการบริหารที่บกพร่องเกี่ยวกับโครงการขนาดใหญ่สมัยที่ทั้งสองเคยดูแลกระทรวงคมนาคม เพราะถึงที่สุดแล้วการตรวจสอบในรายละเอียดจะเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) อีกชั้นหนึ่ง
แต่ถึงกระนั้นก็พยายามที่จะโยงความบกพร่องของสองรายที่ถือว่าร่วม ครม. โดยมียิ่งลักษณ์นั่งเป็นประธาน ย่อมปฏิเสธไม่ได้
ส่วนการที่มีชื่อ ร.ต.อ.เฉลิม ติดกลุ่มครั้งนี้ไม่อาจมองเป็นอื่น นอกจากรายการคุณขอมาผ่านชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย ที่เคยประกาศจองกฐินรองนายกฯ เฉลิมก่อนหน้านี้แล้ว จากการเปิดข้อมูลเรื่องบ่อนการพนันและการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่โดยมิชอบ จากการเก็บส่วยกลายเป็นมวยถูกคู่ประจำสภา จึงเป็นที่เข้าใจได้ว่าประชาธิปัตย์วางยุทธศาสตร์อภิปรายไม่ไว้วางใจเช่นนี้ เพราะมีความจำเป็นต้องสร้างสัมพันธภาพเฉพาะกิจระหว่างประชาธิปัตย์กับพรรครักประเทศไทย
ศึกซักฟอกหนนี้จึงไม่ต่างกับการเปิดเมนูความบกพร่อง ครม. แต่ถามหาความรับผิดชอบคนหัวโต๊ะมุ่งกัดกร่อนภาวะผู้นำไปเรื่อยๆ







