posttoday
จุดพลุลงทุน ทวายแต่หนทางเดินยังสับสน

จุดพลุลงทุน ทวายแต่หนทางเดินยังสับสน

08 พฤศจิกายน 2555

นับเป็นการประชุมอย่างเป็นทางการระหว่างรัฐบาลไทยเมียนมาร์ ในการขับเคลื่อนโครงการลงทุนท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวาย

โดย...จตุพล สันตะกิจ

นับเป็นการประชุมอย่างเป็นทางการระหว่างรัฐบาลไทยเมียนมาร์ ในการขับเคลื่อนโครงการลงทุนท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวาย ที่ถือเป็นโครงการพัฒนาการลงทุนขนาดใหญ่ของเมียนมาร์

วานนี้ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และ รมว.คลัง และญาณทุน รองประธานาธิบดีเมียนมาร์ เป็นประธานร่วมในการประชุมคณะกรรมการร่วมระดับสูงไทยเมียนมาร์ เพื่อการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายและพื้นที่โครงการที่เกี่ยวข้อง หรือ JHC เมื่อวันที่ 7 พ.ย.ที่ผ่านมา

ที่ประชุม JHC ต่างเห็นชอบร่วมกันและมีมติจัดตั้งคณะอนุกรรมการ 6 ชุด วางแผนการลงทุนเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย 6 ด้าน

1.คณะอนุกรรมการโครงสร้างพื้นฐานและการก่อสร้าง 2.คณะอนุกรรมการด้านอุตสาหกรรมเฉพาะด้านและการพัฒนาธุรกิจ 3.คณะอนุกรรมการพลังงาน 4.คณะอนุกรรมการสาขาการพัฒนาชุมชน 5.คณะอนุกรรมการกฎระเบียบ และ 6.คณะอนุกรรมการการเงิน

โดย นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รมต.ประจำสำนักนายกฯ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานร่วมในคณะกรรมการระดับประสานงานระหว่างไทย-เมียนมาร์ เพื่อการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายและพื้นที่โครงการที่เกี่ยวข้อง หรือ JCC

ทว่า ย่างก้าวแรกของการขับเคลื่อนการลงทุนพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย “อีกครั้ง” ดูแล้วยังสับสนอลหม่านไม่น้อย

ย้อนหลังไปเมื่อวันที่ 8 มิ.ย. 2554 เปรมชัย กรรณสูต ประธานกรรมการบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ เปิดตัวโครงการท่าเรือและนิคมอุตสาหกรรมทวาย ที่บริษัทได้รับสัมปทานจากรัฐบาลเมียนมาร์ ให้พัฒนานิคมและท่าเรือน้ำลึกทวายบนเนื้อที่ 250 ตารางกิโลเมตร หรือ 2 แสนไร่ ระยะเวลาสัมปทาน 75 ปี

จุดพลุลงทุน ทวายแต่หนทางเดินยังสับสน

โครงการนี้ถือเป็นนิคมอุตสาหกรรมที่ใหญ่กว่า “อีสเทิร์น ซีบอร์ด” ของไทยใน “ยุคโชติช่วงชัชวาล” กว่า 10 เท่า

ครั้งนั้น เปรมชัยออกโรดโชว์เชิญชวนนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ เข้ามาร่วมลงทุนโครงการนี้อย่างเอิกเกริก

มีบริษัท Dawai Development Company Limited (DDC) ที่มี บริษัท อิตาเลียนไทยฯ เป็นถือหุ้นใหญ่ เป็นผู้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและบริหารโครงการ มีการประเมินวงเงินลงทุนโครงการครั้งนั้น 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 1.2 แสนล้านบาท และคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ตั้งแต่ต้นปี 2555

แต่โครงการนี้กลับเงียบหายไป

กระทั่งมีข่าวว่า Max Myanmar Group ที่ Saw Saw ถือเป็นนักธุรกิจที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอดีตผู้นำพม่า คือ นายพลตาน ฉ่วย ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นในสัดส่วน 25% ในบริษัท DDC ประกาศถอนตัวออกจากโครงการทวาย และเปรมชัยออกมายอมรับว่าเป็นความจริง

ทำให้โครงการทวายกลายเป็นจุดสนใจของไทยและทั่วโลก เพราะในวิกฤตทุกคนมองเห็นโอกาส

“การจัดหาพื้นที่ลงทุนอุตสาหกรรมหนักในไทยเป็นเรื่องยาก ผมมองว่าเป็นโครงการทวายเป็นโอกาสของไทย และสนับสนุนอุตสาหกรรมที่ตั้งอยู่ที่มาบตาพุด ท่าเรือทวายยังเป็นทางออกทะเลด้านตะวันตกของไทยและร่นเวลาขนส่งทางทะเลจาก 6 วัน เหลือ 3 วัน” อาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการสภาพัฒน์ ระบุความสำคัญโครงการทวาย

นั่นจึงเป็นที่มาที่ทำให้รัฐบาลไทยต้องเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในโครงการนี้

ว่ากันว่า มีการเสนอหลากหลายแนวคิดที่จะขับเคลื่อนโครงการทวาย เช่น จัดตั้งบริษัทนิติบุคคลเฉพาะกิจ (SPV) หรือข้อเสนอบริษัทร่วมทุนฯ ที่มีผู้ร่วมทุน 3-4 กลุ่มเข้ามาร่วมทุน โดยเฉพาะรัฐบาลไทย รัฐบาลพม่า บริษัท อิตาเลียนไทยฯ และองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น หรือไจกา เข้ามาร่วมหุ้น

ฝ่ายที่สนับสนุนแนวคิดการจัดตั้งบริษัทร่วมทุน 3 ฝ่าย เพื่อริเริ่มฝัง “เสาเข็ม” ลงทุนโครงการทวาย มาจากทีมที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี นั่นก็คือ พันศักดิ์ วิญญรัตน์ ประธานที่ปรึกษานโยบายนายกรัฐมนตรี และกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.)

“ขณะนี้กระทรวงการคลังได้จัดตั้งคณะทำงานพิจารณาแนวทางการให้การสนับสนุนทางการเงินโครงการทวาย และอยู่ระหว่างพิจารณาโครงสร้างการลงทุนที่เหมาะสม การถือหุ้นระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชนไทยกับญี่ปุ่น และพม่า รวมทั้งแหล่งเงินลงทุนที่เหมาะสม” พันศักดิ์ บอก

แนวคิดของทีมที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี คือ รัฐบาลไทยเมียนมาร์นำร่อง “ลงขัน” งบประมาณจำนวนหนึ่ง ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานไปก่อน เพื่อ “จุดชนวน” สร้างความมั่นใจให้นักลงทุนว่า หากเกิดอุบัติเหตุการเมืองในพม่าจะไม่ส่งกระทบต่อการลงทุนนิคมฯ อย่างแน่นอน

แต่คำถามที่ตามมา คือ...

การใช้งบประมาณจากภาษีคนไทยไปลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมที่ตั้งอยู่ในต่างประเทศ คือ เมียนมาร์ และเป็นกิจการของเอกชนนั้น คนไทยผู้ที่เสียภาษีจะได้ประโยชน์อย่างไร

ตรงนี้กลายเป็นคำถามที่รัฐบาลต้องตอบให้ได้อย่างเป็นรูปธรรม

ล่าสุดแนวคิดการลงทุนไขว้เขวไปจากแนวทางที่พันศักดิ์คิดไว้

เมื่อ นิวัฒน์ธำรง ระบุในวันที่ 8 พ.ย. หลังการประชุมหารือกับรัฐมนตรีของเมียนมาร์ ว่า การลงทุนโครงการทวายเป็นเรื่องของธุรกิจ รัฐบาลไม่มีแผนที่จะใส่เงินงบประมาณไปสนับสนุนโครงการนี้ แต่ให้เป็นเรื่องของเอกชนและรัฐวิสาหกิจ เช่น บริษัท ปตท. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และการท่าเรือแห่งประเทศไทย เป็นต้น

“เรื่องนี้เป็นเรื่องธุรกิจ ที่เอกชนและรัฐวิสาหกิจไทยจะไปลงทุนร่วมกับบริษัทต่างประเทศกันเอง ไม่เกี่ยวกับเงินรัฐบาล รัฐวิสาหกิจก็ต้องไประดมทุนกันเอง และหากจะลงทุนก็ต้องไปคำนวณว่าผลตอบแทนคุ้มค่าหรือไม่ขาดทุนหรือไม่ รัฐบาลมีหน้าที่แค่ผู้ประสานงานให้โครงการสำเร็จเท่านั้น” นิวัฒน์ธำรง ระบุ

จะเห็นได้ว่าแนวทางการขับเคลื่อนโครงการทวายของรัฐบาลไทยในขณะนี้ยัง “สับสน” และจับทิศทางไม่ถูกว่าจะเดินไปทางไหน

โดยเฉพาะโครงการทวายเป็นโครงการยักษ์ที่เป็นที่สนใจของหลายชาติ เช่น ญี่ปุ่นที่ให้ความสนใจโครงการนี้มากเป็นพิเศษ พร้อมทั้งรับปากจะสนับสนุนเงินลงทุนก้อนโตเพื่อลงทุนโครงการทวาย ซึ่งในการประชุมผู้นำลุ่มแม่น้ำโขง-ญี่ปุ่น ครั้งที่ 4 วันที่ 19-21 เม.ย. 2555 ญี่ปุ่นประกาศสนับสนุนงบประมาณ 6 แสนล้านเยน หรือร่วม 2.3 แสนล้านบาท

หากไม่มีโอกาสรุ่ง ญี่ปุ่นที่ถือว่าเป็นเหยี่ยวในการลงทุนคงไม่โฉบลงมาเล่น

การขับเคลื่อนโครงการที่ทั้งไทยและเมียนมาร์จะร่วมกันพัฒนาให้เป็น “มาสเตอร์แพลน” มีขวากหนามให้ต้องขบคิดกันพอสมควรว่าการลงทุนรูปแบบดีและเหมาะสมที่สุด

นั่นเพราะหากรูปแบบการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ในเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายเป็นไปตามแนวที่นิวัฒน์ธำรง ระบุว่าไว้ ก็จะมีปัญหาที่ตามมาเช่นกัน

คือ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน ระบบราง ระบบสาธารณูปโภค โดยเฉพาะท่าเรือน้ำลึก ต้องใช้เวลาลงทุนอย่างน้อย 3-5 ปี กว่าเอกชนจะมาเช่าพื้นที่สร้างโรงงานและเก็บค่าเช่าได้ก็ต้องใช้เวลา 5 ปีขึ้นไป จึงไม่มีทางที่เอกชนหรือรัฐวิสาหกิจจะแบกรับต้นทุนดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นได้

ในขณะที่การให้เงินกู้ปลอดดอกเบี้ยระยะยาวจากองค์กรระหว่างประเทศ เช่น ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย หรือไจกา ต้องมีรัฐบาลของประเทศนั้นๆ หนุนหลัง การที่บอกว่ารัฐบาลจะเป็นเพียงผู้ประสานงานเท่านั้นจึงเป็นไปได้ยาก

เช่นเดียวกับการที่รัฐบาลจะสอดมือเข้าไปลงทุน ก็ต้องมีคำตอบให้ประชาชนถึงความคุ้มค่าในการใช้เงินภาษีไปลงทุน และกฎหมายไทยไม่อนุญาตให้รัฐบาลไทยไปลงทุนกิจการในประเทศต่างๆ ได้โดยตรง

นี่เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องตีโจทย์ให้แตก

 

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน