
โลกเชียร์โอบามาหวั่นรอมนีย์ฉุดมะกันหนักกว่าเดิม
นับเป็นศึกเลือกตั้งครั้งสำคัญที่ประวัติศาสตร์โลกจะต้องบันทึกไว้ว่า เป็นการต่อสู้ที่ค่อนข้างสูสีและชวนให้ลุ้นผลจนวินาทีสุดท้ายจริงๆ
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
นับเป็นศึกเลือกตั้งครั้งสำคัญที่ประวัติศาสตร์โลกจะต้องบันทึกไว้ว่า เป็นการต่อสู้ที่ค่อนข้างสูสีและชวนให้ลุ้นผลจนวินาทีสุดท้ายจริงๆ สำหรับการเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐระหว่างประธานาธิบดี บารัก โอบามา จากพรรคเดโมแครต และผู้ท้าชิง มิตต์ รอมนีย์ จากพรรครีพับลิกัน
เพราะผลการสำรวจล่าสุดจากโพลหลายสำนัก เช่น สถานีโทรทัศน์เอบีซี นิวส์ และวอชิงตัน โพสต์ ให้คะแนนโอบามาและรอมนีย์ที่ 50% ต่อ 47% ขณะที่สถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็นสำรวจทั้งสองได้เท่ากันที่ 49% และแกลลอพ โพล สำรวจได้ผลที่รอมนีย์นำโอบามาอยู่ที่ 50% ต่อ 49%
อย่างไรก็ตาม แม้ผลโพลจะสะท้อนให้เห็นว่าบรรดาผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งชาวอเมริกันจะยังไม่สามารถตัดสินใจเลือกผู้นำของตนเองได้ แต่ดูเหมือนว่ากระแสเสียงส่วนใหญ่ของประชากรโลกได้เลือกผู้นำให้ชาวอเมริกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
และบุคคลนั้นก็คือ บารัก โอบามา
เหตุเพราะเมื่อเปรียบเทียบมุมมอง แนวคิด นโยบาย และจุดยืนที่ผู้สมัครทั้งสองมีต่อประเด็นปัญหาต่างๆ แบบคำต่อคำแล้ว นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ต่างเห็นตรงกันว่า บรรดานักลงทุนและชาวต่างชาติต่างมีเหตุผลค่อนข้างดีเพียงพอทีเดียวที่จะเลือกสนับสนุนให้โอบามานั่งเก้าอี้ผู้นำประเทศต่อไปอีกหนึ่งสมัย
เหตุผลแรกสุด และเป็นประเด็นสำคัญที่ทั่วโลกไม่อาจละสายตาจากไปได้ก็คือผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจ ซึ่งกำลังอยู่ในภาวะชะงักงัน ซบเซา และถดถอยอยู่ในขณะนี้
นักวิเคราะห์หลายสำนักมองว่า เมื่อพลิกนโยบายของผู้สมัครทั้งสองขึ้นมาพิจารณาอย่างละเอียดแล้ว นโยบายของรอมนีย์จะทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมและการแบ่งแยกกันมากขึ้นภายในสังคมประเทศสหรัฐ ซึ่งถึงแม้จะไม่ส่งผลกระทบต่อโลกโดยตรง แต่ประวัติศาสตร์ในอดีตที่ผ่านมาตอกย้ำให้ตระหนักอย่างต่อเนื่องว่า การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสหรัฐ ไม่ว่าจะดีหรือร้าย ย่อมส่งผลกระทบต่อสังคมโลกไม่ทางใดก็ทางหนึ่งเสมออย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
เพราะหลายๆ ประเทศทั่วโลกยึดเอาสหรัฐเป็นแบบอย่าง และเดินหน้าทำตามชนิดไม่ยอมลืมหูลืมตา โดย โจเซฟ สติกลิตซ์ นักเศรษฐศาสตร์โนเบล ได้แสดงทัศนะในหนังสือพิมพ์เดอะการ์เดียนของประเทศอังกฤษ ยกตัวอย่างในสมัยประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน ซึ่งเดินหน้ายกเลิกกฎเกณฑ์ต่างๆ ในตลาด จนทำให้เศรษฐกิจสหรัฐไร้ระเบียบและเดินหน้าเข้าสู่ภาวะถดถอยร้ายแรงครั้งแรกนับตั้งแต่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ในช่วงปี 2473
ขณะที่บรรดานานาประเทศซึ่งตัดสินใจเจริญรอยตามสหรัฐก็ประสบกับปัญหาความเหลื่อมล้ำไม่เท่าเทียมกันในรายได้ เมื่อเงินและความมั่งคั่งทั้งหลายกระจายอยู่แต่ในส่วนบนของสังคม ทำให้จำนวนคนยากจนเพิ่มมากขึ้น และคนชนชั้นกลางยากจนลง
นอกจากความไม่เท่าเทียมกันที่มีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้นแล้ว ข้อเสนอของรอมนีย์ที่มุ่งแก้ปัญหาการขาดดุลงบประมาณของประเทศ โดยใช้หลักนโยบายการคลังแบบหดตัว ซึ่งมักนำมาใช้ในกรณีที่รัฐบาลใช้จ่ายมากกว่ารายได้ภาษีที่จัดเก็บได้ ในขณะที่เศรษฐกิจของสหรัฐยังไม่สามารถพูดได้เต็มปากว่าฟื้นฟูเต็มที่ ยังถือเป็นความพยายามแก้ปัญหาที่นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักเห็นตรงกันว่ารังแต่จะทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวมของสหรัฐเลวร้าย
ยิ่งถ้าหากปัญหาหนี้สาธารณะในภูมิภาคยุโรปทวีความรุนแรงกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน สหรัฐย่อมหนีไม่พ้นสภาวะเศรษฐกิจถดถอยอีกระลอกเป็นแน่
สำหรับกรณีที่เศรษฐกิจสหรัฐเข้าสู่ภาวะถดถอย ย่อมหมายถึงปริมาณความต้องการบริโภคสินค้าจากตลาดสหรัฐ ซึ่งถือเป็นตลาดส่งออกสินค้ารายใหญ่ของเกือบทุกประเทศ ลดลงตามไปด้วย
เหตุผลประการต่อมาก็คือ บทบาทความเป็นผู้นำบนเวทีโลกของสหรัฐหากกรณีที่รอมนีย์ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ซึ่งเป็นสิ่งที่นักวิเคราะห์กล่าวว่า การผลักดันนโยบายระหว่างประเทศร่วมกันที่ผ่านมา ทั้งเรื่องมาตรการการค้า การเงิน สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง และอื่นๆ ต้องล้มเหลวมาโดยตลอด ส่วนหนึ่งเป็นผลจากบทบาทความเป็นผู้นำบนเวทีโลกของสหรัฐในช่วงที่ผ่านมา ที่สหรัฐดูจะสงวนท่าทีมากขึ้น
ทั้งนี้ ในกรณีที่รอมนีย์ขึ้นแท่นควบตำแหน่งผู้บริหารประเทศ และแสดงจุดยืนร่วมมือกับนานาประเทศอย่างแข็งขัน นักเศรษฐศาสตร์รายนี้ กลับเห็นว่า ผู้นำประเทศต่างๆ คงไม่อาจทำใจให้เดินตามรอมนีย์ได้ เพราะเมื่อพิจารณาแนวคิดของรอมนีย์ หลายฝ่ายเชื่อว่ารอมนีย์จะมุ่งแต่เรื่องภายในบ้านมากกว่าเรื่องส่วนรวมยิ่งกว่าสมัยประธานาธิบดี บารัก โอบามา
ยกตัวอย่างเช่น ประเด็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือโลกร้อน ที่รอมนีย์มีท่าทีต่อประเด็นดังกล่าวอย่างเสมอต้นเสมอปลาย คือ ความเงียบ ขณะที่สมาชิกพรรครีพับลิกันส่วนใหญ่ยังจัดอยู่ในพวกปฏิเสธภาวะโลกร้อน ดังนั้นสิ่งที่สามารถสรุปได้ชัดเจนในขณะนี้หากรอมนีย์ได้เป็นประธานาธิบดีคือ โลกคงไม่อาจคาดหวังบทบาทผู้นำด้านนี้จากรอมนีย์ได้อย่างแน่นอน
ยิ่งไปกว่านั้น ปัจจัยที่ทำให้บทบาทความเป็นผู้นำบนเวทีโลกของสหรัฐลดความน่าเชื่อถือลงในสายตาของชาวต่างชาติ ยังเกิดจากการที่ทั่วโลกเริ่มประจักษ์แล้วว่านโยบายเศรษฐกิจแบบทุนนิยมสหรัฐไม่ได้มีประสิทธิภาพหรือสามารถสร้างเสถียรภาพใดๆ ได้เลย
เห็นได้จากรายได้ส่วนใหญ่ของครัวเรือนชาวมะกันที่ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาปราศจากการเปลี่ยนแปลงใดๆ ทั้งสิ้น แม้ว่ารัฐบาลสหรัฐจะยืนกรานหนักแน่นว่ารูปแบบเศรษฐกิจที่ใช้เป็นไปเพื่อทุกคนโดยเท่าเทียมกันก็ตาม
เหตุผลถัดมาที่ทำให้โอบามาดูจะมีภาษีดีกว่ารอมนีย์ก็คือ จุดยืนในเรื่องของการสาธารณสุข ประกันสุขภาพ และสวัสดิการของประชาชน
นักวิเคราะห์หลายสำนักต่างแสดงความเห็นตรงกันว่า การเดินหน้าปฏิรูประบบสวัสดิการให้มีประสิทธิภาพ เป็นส่วนหนึ่งของการเดินหน้าผลักดันประเทศให้พัฒนาอย่างยั่งยืน ภายใต้โอกาสที่เปิดให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงการรักษาพยาบาลอย่างเท่าเทียม
เรียกได้ว่า ตามความเห็นของนักวิเคราะห์แล้ว โอบามาเดินมากถูกทางแล้วนั่นเอง
ทว่า ตลอดการหาเสียงที่ผ่านมา รอมนีย์กลับต่อต้านระบบดังกล่าว ทั้งยังไม่มีการเสนอนโยบายที่ดีกว่ามาแทนที่ ขณะเดียวกันแนวทางการตัดลดค่าใช้จ่ายของรอมนีย์ โดยไม่แยแสต่อสภาพสังคมและชีวิตความเป็นอยู่ของชนชั้นกลางและผู้มีรายได้น้อย ซึ่งการเพิกเฉยดังกล่าวเสี่ยงทำให้สหรัฐต้องเผชิญหน้ากับความขัดแย้งระหว่างกันไม่วันใดก็วันหนึ่ง โดยทุกวันนี้สหรัฐจัดอยู่ในประเทศพัฒนาแล้วไม่กี่ประเทศเปิดโอกาสให้ประชาชนได้อย่างเท่าเทียมและทั่วถึง
พร้อมกันนี้ สิ่งที่นักวิเคราะห์อดวิตกกังวลไม่ได้หากรอมนีย์คว้าชัยการเลือกตั้งครั้งนี้ได้ก็คือ นโยบายการต่างประเทศ ที่รอมนีย์มีจุดยืนชัดเจนว่าจะทุ่มเงินมหาศาลในการสั่งสมอาวุธ ทั้งๆ ที่ยังไม่รู้ว่าศัตรูที่แน่ชัดเป็นใคร ท่ามกลางความจำเป็นอย่างเร่งด่วนของประเทศที่จะต้องใช้เงินในการพัฒนาโครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน และระบบการศึกษาของประเทศ
ขณะเดียวกัน เมื่อพิจารณาจากปัจจัยด้านการเงินและการค้า ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ กล่าวว่า รอมนีย์ค่อนข้างมีความใกล้ชิดกับภาคการเงินของประเทศมากกว่าประธานาธิบดีโอบามา ดังนั้นการเจรจาพูดคุยเพื่อยกระดับกระชับกฎเกณฑ์คุมเข้าภาคการเงินที่ประธานาธิบดีโอบามาทำได้ยากแล้ว มาในยุคของรอมนีย์มีแนวโน้มทำได้ยากมากกว่า
เช่นเดียวกันกับกรณีการหลบเลี่ยงภาษี การทุจริตและการฟอกเงิน โดยหนึ่งในธนาคารที่ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งฟอกเงินรายใหญ่ของนักธุรกิจสหรัฐอย่างเคย์แมน เป็นประเด็นที่ทุกฝ่ายต่างจับตามอง และคาดการณ์ว่าไม่น่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก เพราะรอมนีย์ก็ถือเป็นลูกค้าของธนาคารแห่งนี้เช่นกัน
สำหรับการค้าระหว่างประเทศ การที่รอมนีย์ลั่นวาจาจะเปิดฉากรบกับจีนอย่างจริงจัง ส่งผลให้รอมนีย์สูญความนิยมบนเวทีโลกไปไม่น้อย เพราะการยืนกรานเห็นจีนเป็นศัตรู ไม่ยอมรับว่าการพัฒนาและศักยภาพของจีนในฐานะพันธมิตรที่เท่าเทียมกัน ทำให้สถานะของสหรัฐตกอยู่ในอันตราย
พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ การไม่เปิดใจยอมรับจีนของรอมนีย์ทำให้ผู้ท้าชิงจากพรรครีพับลิกันรายนี้ขาดวิสัยทัศน์ในความเป็นผู้นำ
กล่าวโดยรวมแล้ว การที่รอมนีย์มีจุดยืนด้านเศรษฐกิจในแนวอนุรักษนิยม ตามลักษณะพรรครีพับลิกัน ซึ่งเป็นไปในแนวทางเดียวกับอดีตประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช การเล็งเพิ่มการเก็บภาษี ลดสวัสดิการ และนโยบายต่างประเทศที่มองเห็นแต่ศัตรูก็เพียงพอแล้วที่กระแสเสียงส่วนใหญ่จากทั่วโลกจะหนุนประธานาธิบดีโอบามาต่ออีกสมัย
อย่างไรก็ตาม สำหรับนักวิเคราะห์อีกส่วนหนึ่งกลับค่อนข้างเชื่อมั่นว่าผลการเลือกตั้งที่ผลักดันให้ใครก็ตามก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำประเทศ ไม่ว่าจะเป็นโอบามา หรือรอมนีย์ ก็ไม่น่ามีผลเปลี่ยนแปลงที่น่าวิตกมากนัก
เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ประธานคณะกรรมการการบริหารสถาบันอนาคตไทยศึกษา แสดงความเห็นว่า ไม่ว่าผลลัพธ์สุดท้ายใครจะคว้าชัยชนะก็จะไม่มีผลต่อกลุ่มชนชั้นกลางของสหรัฐ เพราะทั้งคู่เห็นด้วยกับการไม่ปรับขึ้นภาษี
แต่สิ่งที่น่าจับตามองก็คือประเด็นด้านนโยบายต่างประเทศที่จะมีผลต่อเศรษฐกิจโลกและไทย โดยเฉพาะนโยบายของรอมนีย์ที่มีแนวโน้มจะไม่ต่ออายุการทำงานให้กับ เบน เบอร์แนนคี ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งจะส่งผลต่อการยืดอายุการใช้งานมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี 3) โดยต้องดูกันต่อไปว่ารอมนีย์จะใช้วิธีการไหนกระตุ้นเศรษฐกิจ หลังจากค่อนข้างยึดมั่นในแนวทางการตัดลดค่าใช้จ่ายมากกว่า
ทั้งนี้ทั้งนั้น สิ่งที่น่าห่วงที่สุดตอนนี้ไม่ใช่ว่าใครจะชนะได้เป็นผู้นำประเทศอีกต่อไป แต่อยู่ที่ “ใครคนนั้น” พร้อมทุ่มเทเพื่อประเทศ และรับผิดชอบต่อสังคมโลกอย่างจริงจังเพียงพอหรือไม่







