
การเลือกตั้งประธานธิบดีสหรัฐ
ข่าวใหญ่และสำคัญที่สุดในช่วงสัปดาห์นี้ที่ทั่วโลกจับตามองคงหนีไม่พ้นเรื่องการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ซึ่งจะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ (6 พ.ย. ตามเวลาของประเทศสหรัฐ) และการประชุมพรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 18 ที่จะเริ่มขึ้นในวันที่ 8 พ.ย. ซึ่งจะมีการเลือก สีจินผิง (Xi Jinping) (รองประธานาธิบดีจีนในปัจจุบัน) เป็นผู้นำคนใหม่ของจีนต่อจาก หู จิ่นเทา (Hu Jintao) ในเดือน มี.ค. ของปีหน้า
ข่าวใหญ่และสำคัญที่สุดในช่วงสัปดาห์นี้ที่ทั่วโลกจับตามองคงหนีไม่พ้นเรื่องการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ซึ่งจะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ (6 พ.ย. ตามเวลาของประเทศสหรัฐ) และการประชุมพรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 18 ที่จะเริ่มขึ้นในวันที่ 8 พ.ย. ซึ่งจะมีการเลือก สีจินผิง (Xi Jinping) (รองประธานาธิบดีจีนในปัจจุบัน) เป็นผู้นำคนใหม่ของจีนต่อจาก หู จิ่นเทา (Hu Jintao) ในเดือน มี.ค. ของปีหน้า
สำหรับการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาในครั้งนี้ เป็นการขับเคี่ยวระหว่างนายบารัก โอบามา (Barack Obama) ตัวแทนพรรคเดโมแครต กับนายมิตต์ รอมนีย์ (Mitt Romney) ตัวแทนพรรครีพับลิกัน มีเรื่องที่น่าสนใจอยู่หลายเรื่อง แต่เรื่องเล็กๆ ที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อยและผมอยากพูดถึงในวันนี้คือ การขึ้นมาเป็นผู้แข่งขันชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกันของ นาย พอล ไรอัน (Paul Ryan)
นายพอล ไรอัน ถือได้ว่าเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ที่น่าสนใจด้วยวัยเพียง 42 ปีในปัจจุบัน เคยเป็นหนึ่งในสมาชิกสภาคองเกรสที่อายุน้อยที่สุดในขณะนั้น ด้วยวัย 28 ปี แต่บทบาทสำคัญที่ทำให้นายพอล ไรอัน เป็นที่รู้จักในวงกว้างจนนำไปสู่การได้รับเลือกเป็นตัวแทนของพรรครีพับลิกันในครั้งนี้คือ การเป็นประธานคณะกรรมาธิการพิจารณางบประมาณแผ่นดินของสภาคองเกรส ซึ่งในปีที่แล้วเขาได้นำเสนอแผนการปรับลดการขาดดุลงบประมาณของรัฐบาล โดยเน้นการปรับลดงบประมาณรายจ่ายของรัฐบาลกลางเป็นสำคัญ
ตัวอย่างของแผนการลดงบประมาณรายจ่ายที่เขานำเสนอ ได้แก่ การปรับเปลี่ยนระบบสวัสดิการด้านการรักษาพยาบาล Medicare ที่เป็นระบบประกันสุขภาพของรัฐบาลกลาง ซึ่งเน้นให้แก่ผู้สูงอายุที่มีลักษณะเป็นแบบปลายเปิด ที่ไม่มีการกำหนดเพดานวงเงินสูงสุดที่สามารถเบิกจ่ายจากรัฐได้ (สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ตามที่จ่ายจริง ในลักษณะเดียวกันกับสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลข้าราชการของประเทศไทย) ซึ่งนาย พอล ไรอัน มองว่าระบบ Medicare มีค่าใช้จ่ายที่สูงเกินไป ไม่ยั่งยืน และมีโอกาสที่จะล้มละลายได้ในอนาคต เขาได้เสนอให้เปลี่ยนมาเป็นการให้คูปอง (Voucher) ที่สามารถใช้ในการอุดหนุนการซื้อประกันสุขภาพส่วนบุคคลแทน เป็นต้น
แน่นอนที่สุด แนวทางในการปรับเปลี่ยนระบบประกันสังคมต่างๆ ที่นายพอล ไรอัน ได้นำเสนอออกมานั้น ถูกโจมตีอย่างรุนแรงในหลายด้าน และเป็นที่เกลียดชังของผู้ที่อยู่ในระบบประกันสุขภาพในปัจจุบัน (หรือแม้แต่ผู้ที่กำลังจะเข้ามาอยู่ในระบบ Medicare) แต่อย่างน้อยสิ่งดีที่เห็นได้จากตัว นายพอล ไรอัน คือความกล้าที่จะนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาการขาดดุลงบประมาณที่ยาวนาน รวมถึงภาระหนี้สาธารณะที่สูงขึ้นของประเทศ ที่มีรายละเอียดและเป็นรูปธรรม เขาได้ตอกย้ำให้คนสหรัฐอเมริกาได้เห็นว่า การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่ายและไม่สามารถแก้ไขด้วยการอยู่เฉย (โดยไม่ทำอะไรแล้วบอกแต่ว่าเดี๋ยวเศรษฐกิจขยายตัวดีขึ้นเมื่อไหร่ ภาระหนี้หรือการขาดดุลงบประมาณที่มีก็จะลดลงเหมือนในบางประเทศ) แต่ต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นจากการปรับลดงบประมาณรายจ่ายบางประเภทลง
เป็นที่น่าเสียดายว่าจนถึงวันนี้ บทบาทของนายพอล ไรอัน ที่มีในการแข่งขันชิงตำแหน่ง ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาค่อนข้างถูกจำกัดเป็นอย่างมาก พรรครีพับลิกันเองสุดท้ายก็ไม่กล้าที่จะนำเสนอนโยบายลดรายจ่ายที่มีรายละเอียดมากนัก เพราะส่วนหนึ่งก็เกรงจะเสียฐานคะแนนเสียงจากชนชั้นกลางที่ยังต้องพึ่งระบบสวัสดิการรักษาพยายาลของรัฐในปัจจุบัน แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม การขึ้นมาอย่างรวดเร็วถึงจุดนี้ของนายพอล ไรอัน ก็เป็นปรากฏการณ์ที่แสดงให้เห็นว่า ประชาชนสหรัฐอเมริกาได้ตอบรับและให้ความสำคัญ รวมถึงต้องการเห็นการนำเสนอนโยบายต่างๆ ที่เป็นรูปธรรม มีรายละเอียด สามารถทำได้จริง รวมถึงการรักษาวินัยทางการคลังของประเทศ
ประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน แม้ในปัจจุบันฐานะทางการคลังของประเทศยังคงแข็งแกร่ง แต่หากมองไปข้างหน้าก็ยังไม่สามารถวางใจได้ (จากรายจ่ายในโครงการประชานิยมต่างๆ รวมถึงแผนการลงทุนสร้างอนาคต 2 ล้านล้านบาท ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกไม่ดีเช่นนี้) คงจะดีไม่น้อยหากเราได้เห็นนักการเมืองรุ่นใหม่ๆ ของประเทศไทย (อย่างเช่น นายพอล ไรอัน ของประเทศสหรัฐอเมริกา) กล้าที่จะออกมานำเสนอนโยบายหรือแนวทางในการหาแหล่งรายได้รัฐเพิ่ม เพื่อนำมาใช้จ่ายในโครงการที่ถูกนำเสนอออกมาอย่างเป็นรูปธรรม หรือแม้แต่การนำเสนอการลดงบประมาณรายจ่ายของรัฐบางอย่างที่ไม่จำเป็นหรือไม่มีประสิทธิภาพลง มิใช่มีเพียงแต่การนำเสนอนโยบายใช้จ่ายดังเช่นที่เป็นอยู่ในขณะนี้







