
ปกครองโดยประชาชน?
“มนุษย์เป็นสัตว์เสรีจริงหรือ แล้วทำไมจึงต้องมีการปกครอง ถึงแม้จะปกครองแล้วก็ยังวุ่นวาย เพราะอะไร?”
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล
“มนุษย์เป็นสัตว์เสรีจริงหรือ แล้วทำไมจึงต้องมีการปกครอง ถึงแม้จะปกครองแล้วก็ยังวุ่นวาย เพราะอะไร?”
คำถามข้างต้นนี้คือประเด็นที่นักรัฐศาสตร์ได้ถกเถียงกันมาหลายศตวรรษ เพราะเหตุที่ว่าแม้จะมีการคิดรูปแบบการปกครองต่างๆ ขึ้นมา แต่ว่าก็ยัง “เอาไม่อยู่” กับปัญหาต่างๆ ของมนุษย์ กระทั่งมีการกล่าวว่ายุคนี้คือ “ยุคความอับจนทางปัญญาทางการเมืองการปกครอง”
ความอับจนทางปัญญาด้วยเหตุที่ว่าไม่สามารถจะสร้างความสุขสงบในสังคมมนุษย์ได้ไม่ใช่เพิ่งมาเกิดในยุคนี้ แต่เกิดและเป็นมาควบคู่กับการดำรงอยู่พร้อมด้วยปัญหาที่ไม่จบสิ้นของมนุษย์นี้มาโดยตลอด พูดง่ายๆ ก็คือ ตราบใดที่ยังมีมนุษย์ (แม้จะเหลืออยู่เพียงคนเดียว) ปัญหาเหล่านี้ก็จะยังมีอยู่ และก็คงจะเป็นปัญหาของใครก็ตามที่คิดจะปกครองหรือควบคุมมนุษย์ ซึ่งก็คงจะแก้ปัญหาอะไรไม่ได้จนกว่าเขาจะหมดลมหายใจ รุ่นแล้วรุ่นเล่า (จนกว่าจะไม่มีมนุษย์อีกต่อไป)
แต่มนุษย์ก็จำเป็นจะต้องมี “การปกครอง” ด้วยเหตุผล 2 ประการ คือ ประการแรก ก็เพื่อจะให้มนุษย์อยู่ร่วมกันให้ได้ เพราะถ้าไม่ควบคุมหรือปล่อยให้มนุษย์แต่ละคนอยู่กันโดยอิสระ มนุษย์ที่มากด้วยกิเลสตัณหาก็จะทำลายล้างหรือเอารัดเอาเปรียบกันและกัน (ดังนั้นสังคมในอุดมคติที่จะมีความสงบสุขต้องประกอบด้วยคนดีมีศีลธรรมเท่านั้น อย่างสังคมยูโทเปียของเซอร์โทมัส มอร์ หรือโลกพระศรีอาริย์ในคติไทย) ซึ่งมนุษย์ก็ควบคุมกันด้วยกติกาทางสังคมหลายอย่าง ได้แก่ ความเชื่อ พิธีกรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี ศาสนา และกฎหมายต่างๆ อันก่อให้เกิดสังคมการเมืองในระดับต่างๆ ตั้งแต่ครอบครัว ชุมชน ประเทศ ไปจนถึงนานาชาติ
อีกประการหนึ่ง ก็เพื่อให้มนุษย์มีความเจริญก้าวหน้า เพราะมนุษย์เป็นสัตว์ที่มีสติปัญญา สามารถสร้างสรรค์ (ในทางตรงกันข้ามก็สามารถทำลาย) ให้เกิดสิ่งต่างๆ ขึ้นได้ รวมทั้งการแก้ปัญหาร่วมกัน และด้วยพลังความคิดที่มารวมกันก็จะยิ่งทำให้มนุษย์ “แต่งเติมเสริมต่อ” สิ่งที่มีอยู่แล้วให้ดีหรือ “ก้าวหน้า” ไปได้เรื่อยๆ รวมทั้งการช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกัน หรือ “เจริญรุ่งเรือง” ไปด้วยกัน ซึ่งในภาวะปกติที่ต่างคนต่างอยู่ภาวะดังกล่าวนี้เกิดขึ้นได้ยาก อันได้ก่อให้เกิดศิลปวิทยาการ เศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และความสัมพันธ์ในรูปแบบต่างๆ ในทางสังคมและเศรษฐกิจตามมา ซึ่งด้วยรูปแบบการปกครองต่างๆ ที่คิดค้นขึ้นก็จะเน้นไปที่การสร้างความสัมพันธ์ในแต่ละแบบนั้น เช่น เสรีหรือเผด็จการ ประชาธิปไตยหรือสังคมนิยม เป็นต้น
ตัดภาพมาที่การเมืองการปกครองในปัจจุบัน ที่กล่าวกันว่าอับจนปัญญาเพราะยังค้นหาวิธีการปกครองที่ดีที่สุดหรือเหมาะสมที่สุดกับมนุษย์ไม่ได้ หลายคนจึงเชื่อว่าสิ่งที่เป็นที่สุดนั้นไม่มี มีแต่สิ่งที่ดีกว่าหรือเหมาะสมกว่า พร้อมกับความเชื่อที่ว่าความหลากหลายคือองค์ประกอบที่สำคัญของความเป็นมนุษย์ ได้แก่ เชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ รูปร่างหน้าตา ความแข็งแรง สติปัญญา บุคลิกภาพ มโนทัศน์ อารมณ์และความรู้สึกต่างๆ ดังนั้นรูปแบบการปกครองอาจจะต้องมีความหลากหลายแตกต่างกันไปด้วย ดังที่เราได้เห็นจากวิวัฒนาการของระบบการเมืองในรูปแบบต่างๆ ที่ยังจะต้อง “วิวัฒน์” หรือพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ
อย่างไรก็ตาม ก็มีคนเชื่อว่า “ประชาธิปไตย” คือระบอบการปกครองที่ดีที่สุด หรือ “เลวน้อยที่สุด” เพราะเชื่อว่าเป็นการปกครองที่ประชาชนร่วมกันรับผิดชอบต่อบ้านเมือง ที่เกิดจากความต้องการร่วมกันหรือมีเป้าหมายในชีวิตร่วมกัน ที่สำคัญคือร่วมกันในการกำหนด “กติกา” เพื่อการปกครองหรือการควบคุมกันนั้นได้ หรือหากมีความไม่พอใจในผู้ปกครองก็สามารถที่จะปรับเปลี่ยนได้ด้วยพลังร่วมกันนั้นเช่นกัน
ข้อบกพร่องหรือความล้มเหลวของระบอบประชาธิปไตยจึงเกิดขึ้นเพราะพลังร่วม “การร่วมมือกัน” นั้นไม่ได้มีอยู่อย่างแท้จริง ที่เราเห็นในประเทศทั้งหลายก็คือ การแข่งขันและการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ภายใต้ระบบพรรคการเมืองหรือบางประเทศก็เรียกอย่างสวยหรูว่า “พหุสังคม” (แปลว่าสังคมที่มีกลุ่มพลังทางสังคมอันหลากหลายคอยถ่วงดุลกันและกัน) หรือในแนวคิดสมัยใหม่ที่เรียกว่า “ประชาสังคม” (แปลว่ากลุ่มทางสังคมที่ประชาชนมารวมกันขับเคลื่อนในกิจกรรมต่างๆ) ก็ล้วนแต่ยังคงมีปัญหาและบ่อนทำลายประชาธิปไตย ที่จะดำรงอยู่ได้ก็ด้วยพลังร่วมอันเป็นฉันทามติหรือความเห็นพ้องต้องกันนั้นเป็นสำคัญ
ด้วยเหตุนี้จึงมีนักคิดบางกลุ่มเสนอว่า “ประชาธิปไตยที่แท้จริง” นั้นไม่มี และมองว่าระบอบประชาธิปไตยที่อ้างกันอยู่เป็นแค่ระบอบของ “การเอาใจประชาชน” เพื่อให้กลุ่มของตนได้เข้าไปมีอำนาจ อย่างกรณีของการแข่งขันกันของพรรคการเมือง หรือการนำเสนอนโยบายของนักการเมือง ก็เป็นไปเพื่อ “ความพออกพอใจ” ของประชาชน ซึ่งก็คือผู้เลือกตั้งนั้นเป็นหลัก จากเดิมที่เป็นนโยบายเพื่อมวลรวม (Policy to the Mass) มาสู่นโยบายเฉพาะกลุ่ม (Policy to the Niche) เช่น กลุ่มสตรี กลุ่มศาสนา กลุ่มอาชีพ กลุ่มกิจกรรม จนกระทั่งกลุ่มพื้นที่ เพียงเพื่อจะแยกส่วนหรือสร้างความแตกต่างให้โดดเด่นกว่าพรรคการเมืองหรือผู้สมัครที่เป็นคู่แข่ง
นอกจากนี้ นักคิดในกลุ่มนี้ยังเชื่อว่า โดยธรรมชาติที่แท้จริงของมนุษย์นั้นไม่ชอบการปกครอง ที่แยกเป็น 2 ประเด็นด้วยกัน คือ หนึ่ง ไม่ชอบที่จะให้ใครมาควบคุมหรือถูกใครปกครอง เพียงแต่ให้ความยินยอมหรือตกลงใจให้คนที่รู้ใจหรือถูกใจมา “บริการ” หรือสนองความต้องการต่างๆ ให้ และสอง ไม่ชอบที่จะเข้าไปมีส่วนในการควบคุมหรือปกครองใครๆ เพราะที่เขาต้องการจริงๆ นั้นคือทุกคนอยากอยู่ได้โดยลำพังหรือเป็นตัวของตัวเอง ดังนั้นหากผู้ปกครองหรือผู้มีอำนาจคนใดกลุ่มใดสามารถที่จะบริหารประเทศหรือชุมชน (ในกรณีการเมืองระดับท้องถิ่นหรือในองค์กร) เป็นที่เรียบร้อยและสนองตอบต่อประโยชน์ต่างของเขาได้ เขาก็จะมอบความยินยอมให้ผู้ปรารถนาในอำนาจเหล่านั้นอยู่ในอำนาจหรือปกครองดูแลพวกเขาได้ต่อไป
สรุปว่า การปกครองโดยประชาชนโดยตรงหรือด้วยประชาชนทั้งหลายนั้นไม่มี มีแต่การปกครองที่ประชาชน “ยอม” หรือ “ไม่ยอม” เท่านั้น และที่เป็นอยู่ก็ขึ้นกับว่าใครยอมใคร หรือไม่ยอมใครเท่านั้น ซึ่งผู้ปกครองที่ชาญฉลาดและอยู่ในอำนาจได้นาน ก็คือผู้ปกครองที่รู้ว่าจะทำอย่างไรให้ผู้คนยินยอม รวมถึงมีวิธีการใดที่จะเปลี่ยนให้คนที่ไม่ยอมนั้นมายอมให้ได้
ย้อนเข้ามาดูที่สถานการณ์ทางการเมืองของไทย อย่างกรณีของการชุมนุมของกลุ่มพิทักษ์สยามเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ภายใต้แนวคิดที่จะต่อต้านหรือขับไล่รัฐบาล ซึ่งรัฐบาลก็เชื่อว่าจากชัยชนะในการเลือกตั้งที่ผ่านมาหลายครั้ง รัฐบาลน่าจะ “เอาอยู่” โดยคาดการณ์ว่าคนคงจะมาร่วมชุมนุมด้วยไม่มาก ซึ่งก็ผิดคาดและทำให้รัฐบาลกับคนบางคน “เซ็งเป็ด” ไปเลย
ถ้าจะวิเคราะห์ด้วยทฤษฎี “ยินยอมธิปไตย” ที่กล่าวมาข้างต้น รัฐบาลก็น่าจะรู้ตัวดี (มาโดยตลอด) ว่า แม้ว่ารัฐบาลจะชนะเลือกตั้งอย่างถล่มทลายมาหลายครั้ง แต่ก็ยังมีประชาชนอีกหลายกลุ่มในจำนวนไม่น้อย (เพราะบางคนก็ไม่สนใจจะไปเลือกตั้ง) ไม่ได้ยินยอมหรือเห็นดีเห็นงาม (กับสิ่งที่ไม่ดีไม่งามที่รัฐบาลทำอยู่นั้น) ไปเสียทั้งหมด เพียงแต่เขาไม่มีโอกาสหรือพื้นที่ที่จะแสดงออกซึ่งความไม่ยินยอมดังกล่าวเท่านั้น ครั้นพอมีโอกาสจึงได้หลั่งไหลออกมาดังกล่าว
ยิ่งไปกว่านั้นในสังคมสมัยที่มีช่องทางสื่อสารมากมาย รัฐบาลก็น่าจะรู้ดีว่า “เรตติ้ง” หรือความนิยมของตนนั้นแม้จะมีมาก แต่ก็ยังมีจำนวนไม่น้อยที่ “ก่นด่า” ผ่านสื่อต่างๆ ดังกล่าว และก็อย่าหลงว่าความยินยอมที่คนไทยจำนวนหนึ่งมอบให้นั้นจะเป็นความชื่นชอบโดยใจจริง
ดูละครเรื่องแรงเงานั่นปะไร ที่เรตติ้งดีเขาด่าหรือเขาชม?







