
อะไรคือเป้าหมายที่แท้จริงของการชุมนุม?
ผมมีคำถามต่อผู้จัดชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลที่เกิดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 ต.ค.ที่ผ่านมา
โดย...ไชยันต์ ไชยพร
ผมมีคำถามต่อผู้จัดชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลที่เกิดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 ต.ค.ที่ผ่านมา ว่า หากยืนยันว่าไม่ต้องการเพียงเปลี่ยนขั้วการเมือง คือเปลี่ยนจากพรรคเพื่อไทยมาเป็นพรรคประชาธิปัตย์ แล้วเขาต้องการอะไร เพราะถ้าพวกเขาไม่ต้องการนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งไม่ว่าพรรคใด ก็หมายความว่าต้องลงเอยด้วยอำนาจนอกรัฐธรรมนูญหรือ?
เมื่อมีการเรียกร้องอำนาจนอกรัฐธรรมนูญ ปัญหาที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ ผลกระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์! อีกทั้งขณะนี้ประชาชนก็แบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย และประชาชนที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทยก็มีไม่ต่ำกว่า 10 ล้านคน หากมีความพยายามจะทำอะไรนอกกติการัฐธรรมนูญ รอยต่อตรงนี้จะสร้างปัญหาว่าพระมหากษัตริย์ควรทรงมีท่าทีอย่างไร และควรทรงยึดกรอบอะไรเป็นหลักในการมีพระบรมราชวินิจฉัยเมื่อหลักการปกครองหรือรัฐธรรมนูญที่เคยมีได้ถูกละเลย
การตัดสินใจในช่วงรอยต่อตรงนี้มีความสำคัญยิ่ง เพราะไม่เพียงแต่จะเป็นตัวกำหนดนัยความหมายทางการเมืองในสภาวะพิเศษนี้ จะยังมีผลอีกกว้างไกลต่อพลวัตทางการเมืองที่จะตามมา ถ้าทรงเลือกไปในทางการปฏิเสธไม่รับรองฝ่ายที่ทำการ ความหมายในทางการเมืองที่จะเกิดขึ้นในเบื้องต้นก็คือ จะทำให้ฝ่ายนั้นมีสถานะเป็นกบฏต่อพระราชอาณาจักรทันที ผลตามมาในทันทีก็คือความแตกแยกของผู้คนในประเทศซึ่งจะกลายเป็นฝ่ายกบฏ และฝ่ายรัฐบาลที่จะต้องใช้กำลังความรุนแรงเข้าจัดการกันและกัน ซึ่งถ้าไม่ยอมกันได้โดยง่าย/เร็ว ก็จะต้องรบกันกลายเป็นสงครามกลางเมืองต่อไป ดังนั้นภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ ทางเลือกที่มีอยู่ล้วนเป็นทางเลือกที่มีปัญหาตามมาทั้งนั้น
นอกจากนี้ สำหรับวิกฤตการเมืองไทยขณะนี้ได้เกิดปัญหาการตีความความหมายของระบอบประชาธิปไตยด้วย ซึ่งในอดีตสังคมไทยมิได้ต้องเผชิญปัญหาดังกล่าวนี้เท่ากับในปัจจุบัน ปัญหาการตีความความเป็นประชาธิปไตยนี้สัมพันธ์กับการคัดค้านการทำรัฐประหาร หรือคัดค้านการใช้อำนาจนอกรัฐธรรมนูญด้วย
แน่นอนว่าโดยปกติอย่างที่กล่าวไปแล้ว สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยควรคัดค้านการกระทำนอกเหนือรัฐธรรมนูญที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อปกป้องผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มบุคคล แต่หากการกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นเพื่อป้องกันมิให้เกิดการนองเลือดอันจะนำไปสู่สงครามกลางเมือง แม้ว่าการกระทำนั้นจะส่งผลให้ประชาธิปไตยหยุดสะดุดไป ส่วนตัวเห็นว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ของเราในฐานะที่เป็นประมุขของรัฐ และเป็นศูนย์รวมใจของคนทั้งชาติ น่าจะหาทางที่จะยุติหรือป้องกันไม่ให้เกิดการนองเลือดซึ่งสัมพันธ์กับเรื่องการใช้อำนาจนอกรัฐธรรมนูญด้วย สถาบันพระมหากษัตริย์ของเราควรคัดค้านการใช้อำนาจนอกรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าเกิดกรณีดังที่กล่าวไป การรับรองการใช้อำนาจนอกรัฐธรรมนูญย่อมเป็นสิ่งจำเป็น
ขณะเดียวกัน ในกรณีที่พระมหากษัตริย์ทรงรับรองรัฐประหารหรืออำนาจนอกรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้น นักประวัติศาสตร์อาจจะประเมินการตัดสินใจนั้นในภายหลังได้ว่าดีหรือไม่เพียงใด เป็นการเอื้อหรือขัดขวางต่อประชาธิปไตยอย่างไรในระยะยาว แต่สำหรับพระมหากษัตริย์รัชกาลปัจจุบัน เท่าที่ผ่านมาประชาชนโดยทั่วไปยังคงมีความเคารพเชื่อมั่นไว้วางใจในองค์พระมหากษัตริย์ ยินยอมให้พระองค์เป็นผู้ตัดสินสถานการณ์ “ยกเว้น” เช่นนี้โดยพระบรมราชวินิจฉัย ด้วยความเชื่อมั่นว่าได้ทรงยึดผลประโยชน์โดยรวมของชาติเป็นที่ตั้ง แต่พึงตระหนักด้วยว่าระดับของความเคารพไว้วางใจและการยินยอมนี้ แต่ละกลุ่มในหมู่พสกนิกรมีไม่เหมือนกัน และผมเข้าใจว่าเป็นความเชื่อมั่นที่พสกนิกรถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในฐานะบุคคล มิใช่ในฐานะสถาบัน
ดังนั้น ความเคารพเชื่อมั่นไว้วางใจและการยินยอมนี้ก็คงมีขีดจำกัดเช่นกัน เพราะในอีกด้านหนึ่งการรับรองรัฐประหาร-การกระทำนอกรัฐธรรมนูญ ย่อมหมายความว่าเป็นการสนับสนุนการริบหรือลิดรอน (แม้ว่าจะเป็นการชั่วคราว?) อำนาจอธิปไตยที่เป็นของประชาชน และในสถานการณ์แบบนั้นจะทำให้พระมหากษัตริย์ “can do wrong” ได้ เนื่องเพราะไม่มีผู้รับสนองพระบรมราชโองการตามกรอบกฎหมายที่เคยมีอยู่ และทำให้ต้องทรงเข้าไปมีส่วนรับผิดชอบไม่มากก็น้อยต่อผลลัพธ์ของการยึดอำนาจที่ตามมา แม้จะเป็นที่ยอมรับกันได้ว่า เมื่อไม่มีกฎหมายอยู่แล้ว ความเห็นขององค์พระมหากษัตริย์ย่อมเป็นที่รับฟัง
ขีดจำกัดยังเกิดขึ้นได้อีกทางหนึ่งจากการที่พระองค์ไม่ทรงมีโอกาสที่จะอธิบายเหตุผลที่ตัดสินใจเช่นนั้นให้สาธารณะรับทราบได้ภายใต้สถานการณ์แบบนั้น ในขณะที่สาธารณชนเองก็ไม่มีโอกาสที่จะแสดงความคิดเห็นและเหตุผลสนับสนุนหรือคัดค้านการตัดสินใจดังกล่าวในพื้นที่/เวทีสาธารณะ เพราะติดขัดด้วยกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จึงทำให้เป็นการยากที่จะเห็นเส้นขอบของขีดจำกัดที่ชัดเจนว่าอยู่ตรงไหน แต่มันมีอยู่จริง และการก้าวเลยออกไปจากขีดจำกัดนี้ แม้จะเป็นการกระทำไปด้วยความตั้งใจอันดี แต่ถ้าได้เกิดขึ้นแล้วก็เป็นอันตรายอย่างมากต่อสถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์และพระราชวงศ์
แต่ขณะนี้เราปฏิเสธไม่ได้ว่า การที่ “ประชาชนโดยทั่วไปยังคงมีความเคารพเชื่อมั่นไว้วางใจในองค์พระมหากษัตริย์ ยินยอมให้พระองค์เป็นผู้ตัดสินสถานการณ์ ‘ยกเว้น’ เช่นนี้โดยพระบรมราชวินิจฉัย” เป็นเรื่อง “เท่าที่ผ่านมา”







