posttoday
ไทยเตรียมปรับ-รับนโยบายประธานาธิบดีใหม่สหรัฐ?

ไทยเตรียมปรับ-รับนโยบายประธานาธิบดีใหม่สหรัฐ?

02 พฤศจิกายน 2555

คนทั่วโลกกำลังเฝ้าติดตามนโยบายหาเสียง ระหว่างประธานาธิบดีบารัก โอบามา ผู้สมัครของพรรคเดโมแครต และ มิตต์ รอมนีย์

โดย...ปานปรีย์ พหิทธานุกร

คนทั่วโลกกำลังเฝ้าติดตามนโยบายหาเสียง ระหว่างประธานาธิบดีบารัก โอบามา ผู้สมัครของพรรคเดโมแครต และ มิตต์ รอมนีย์ ผู้สมัครของพรรครีพับลิกันอย่างใกล้ชิด เพราะไม่ว่าผู้สมัครคนใดจะชนะการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันที่ 6 พ.ย. 2012 นี้ ย่อมส่งผลต่ออนาคตของชาวอเมริกันและชาวโลกไม่น้อย

การเลือกตั้งครั้งนี้ มีความน่าสนใจเป็นพิเศษ เพราะเป็นจังหวะที่เศรษฐกิจสหรัฐยังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ว่าจะฟื้นตัวหรือถดถอย เนื่องจากตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโอบามายังไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจของสหรัฐฟื้นตัวขึ้นได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นชาวอเมริกันจึงอยู่ระหว่างการตัดสินใจ ว่าจะลงคะแนนให้ผู้สมัครคนใดเป็นประธานาธิบดี เพื่อมากอบกู้เศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งก็ต้องลุ้นกันว่าจะเลือกคนเดิมเพื่อให้นโยบายมีความต่อเนื่อง หรือจะเลือกคนใหม่เพื่อทำนโยบายใหม่ๆ

สำหรับประเทศไทยซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสหรัฐมายาวนาน อาจไม่จำเป็นต้องเลือกข้าง หรือสนับสนุนพรรคใดพรรคหนึ่งโดยตรง เพราะที่ผ่านมาในอดีต ไม่ว่าฝ่ายใดชนะการเลือกตั้งก็ยังคงให้การสนับสนุนไทยมาตลอด

สำหรับแนวนโยบายของสหรัฐหลังการเลือกตั้ง ก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลไทยคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะนโยบายที่จะส่งผลโดยตรงต่อไทย ซึ่งผมคิดว่านโยบายหลักที่สำคัญคือ

1.นโยบายด้านเศรษฐกิจ

ว่าที่ผู้สมัครทั้งสองคนต่างแสดงวิสัยทัศน์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ชาวอเมริกัน ว่าจะสามารถทำให้เศรษฐกิจกลับมาแข็งแกร่งเหมือนเดิมได้ เพราะทุกวันนี้เศรษฐกิจสหรัฐยังมีปัญหาอีกมากที่ต้องได้รับการแก้ไข แม้ในภาพรวมของเศรษฐกิจจะไม่เลวร้ายลง แต่ก็ไม่ดีขึ้นมากนัก เห็นได้จากตัวเลขหนี้สาธารณะที่ติดลบถึง 16,200 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 102% ของ GDP) อัตราการว่างงานชาวอเมริกันยังอยู่ในระดับสูง อีกทั้งปัญหาการขาดดุลแฝด (Twin Deficits) ที่มีการขาดดุลงบประมาณกว่า 1.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และการขาดดุลการค้าที่สูงมาก ดังนั้นการนำเสนอทางออกให้แก่ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศจึงมีความสำคัญต่อทุกคนในประเทศที่เฝ้ารอฟัง

ประเด็นที่พูดกันมากของผู้สมัคร คือ เรื่องการเพิ่มและลดการจัดเก็บภาษีของคนมีรายได้มาก รายได้ปานกลาง และรายได้น้อย รวมทั้งภาษีนิติบุคคลและแผนการปรับลดค่าใช้จ่ายภาครัฐ รวมไปถึงนโยบายด้านพลังงาน ที่ฝ่ายหนึ่งต้องการควบคุม แต่อีกฝ่ายหนึ่งสนับสนุนให้มีการนำพลังงานมาใช้เพิ่มขึ้น เพื่อให้ราคาพลังงานต่ำลง แต่มีข้อสังเกตว่า ผู้สมัครทั้งสองไม่ได้พูดถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ (Stimulus Package) ว่าจะมีทิศทางอย่างไรต่อจากนี้ หรือแสดงความชัดเจนในมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ QE หรือแม้แต่ปัญหาของยูโรโซนก็ไม่ได้พูดถึงโดยตรง

หากสหรัฐสามารถกอบกู้เศรษฐกิจให้ฟื้นตัวขึ้นได้ ก็จะทำให้เกิดกำลังซื้อในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะมีส่วนช่วยให้ไทยส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐได้มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ในทางตรงกันข้ามหากเศรษฐกิจสหรัฐถดถอยลงไปอีก ไทยอาจประสบกับปัญหาการส่งออกไปสหรัฐรุนแรงขึ้น รวมทั้งอาจต้องประสบกับมาตรการกีดกันทางการค้ามากขึ้น ทั้งภาษีและไม่ใช่ภาษี ซ้ำเติมสถานการณ์การส่งออกของไทยในภาพรวมที่หดตัวลงมากอยู่แล้ว

2.นโยบายด้านการค้าระหว่างประเทศ

เป็นอีกเรื่องที่สำคัญ เพราะสหรัฐมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 1 ของโลก มีความสามารถสูงในการซื้อและลงทุนรวมทั้งกำหนดทิศทางการค้าระหว่างประเทศ เนื่องจากสหรัฐกำลังประสบกับปัญหาการส่งออก และคนอเมริกันว่างงานกันมาก ดังนั้นทางออกของ “ว่าที่ผู้นำสหรัฐ” ไม่ว่าคนใดก็ตาม จะผลักดันต่อไปอย่างแน่นอน คือ ความตกลงการค้าระหว่างประเทศต่างๆ ทั้งแบบทวิภาคีและพหุภาคี

จะเห็นได้ว่า นโยบายการเปิดเขตการค้าเสรี หรือ FTA มีมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู.บุช มาจนถึงประธานาธิบดีโอบามา ที่บรรลุ FTA เพิ่มขึ้นอีก 3 ประเทศ คือ ปานามา โคลัมเบีย และเกาหลีใต้ และที่สำคัญคือการรวบรวมพันธมิตรทางการค้าในกลุ่ม APEC เพื่อจัดทำความตกลงและหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจของภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก หรือ TransPacific Partnership (TPP) ที่เริ่มต้นด้วยการเจรจาใน 9 ประเทศแรก ซึ่งในนั้นจะมี 3 ประเทศจากอาเซียน คือ มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม หาก TPP สามารถเจรจาสำเร็จลงได้ ก็จะถือได้ว่าเป็น FTA ใหญ่ที่สุดในโลก

ที่สำคัญ TPP ยังได้รับการสนับสนุนจากรอมนีย์ด้วย จึงเป็นที่คาดหมายได้ว่า จะมีการผลักดัน TPP ต่อไป ไม่ว่าใครจะได้รับเลือกตั้งก็ตาม และในกรณีนี้ ประเทศไทยควรเร่งศึกษาและเตรียมความพร้อมไว้ล่วงหน้า ว่าจะเข้าร่วมหรือไม่และจะมีผลกระทบต่อไทยในด้านการค้าและความมั่นคงในอนาคตอย่างไรต่อไป

ปัญหาใหญ่ด้านการค้าของสหรัฐ คือการเสียดุลการค้ากับจีนสูงมาก ตลอดช่วงระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมาของประธานาธิบดีโอบามา ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ เพราะดูเหมือนจะเลือกทางเดินที่ประนีประนอมกับจีน และใช้วิธีการแบบทางอ้อมเพื่อกดดันจีน เช่น กรณีการชักชวนให้ประเทศในอาเซียนเข้าเป็นสมาชิก TPP โดยไม่มีจีนร่วมด้วย เสมือนเป็นการปิดล้อมเศรษฐกิจของจีนทางอ้อม ส่วนรอมนีย์มีแนวทางที่แข็งกร้าวมากกว่าโอบามาอย่างเห็นได้ชัด โดยระหว่างการหาเสียงได้กล่าวโจมตีจีนว่าไม่ทำการค้าขายตามกติกาสากล โดยปั่นอัตราแลกเปลี่ยนกดค่าเงินหยวนให้ต่ำลง ทำให้บริษัทอเมริกันที่ผลิตสินค้าชนิดเดียวกันต้องปิดกิจการไป ปล่อยให้มีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างกว้างขวาง ซึ่งหากรอมนีย์ขึ้นเป็นประธานาธิบดี และยังคงมีทัศนคติต่อจีนเช่นนี้ อาจเป็นเหตุให้เกิดสงครามการค้า (Trade War) ระหว่างสหรัฐจีนได้

3.นโยบายต่างประเทศและความมั่นคง

ที่ผ่านมาในช่วงของประธานาธิบดีบุช ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเอเชียมากนัก แต่มุ่งไปที่ตะวันออกกลางมากกว่า หลังจากโอบามาขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ได้มีนโยบายจะกลับเข้าเอเชียแปซิฟิกอีกครั้ง (นโยบาย Rebalancing Towards AsiaPacific) โดยสังเกตได้จากการส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงมาเยือนประเทศในภูมิภาคนี้บ่อยครั้งมากขึ้น มีการเข้าร่วมในเวทีของอาเซียนมากขึ้น โดยเฉพาะในเวที (East Asia Summit) มีการส่งนาวิกโยธินสหรัฐเข้าประจำการเพิ่มขึ้นที่ ดาร์วิน ออสเตรเลีย

การเข้ามามีบทบาทของสหรัฐต่อข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ การยกเลิกการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อเมียนมาร์ การเชิญเมียนมาร์เข้าร่วมสังเกตการณ์ซ้อมรบครั้งที่ 32 ที่จะมีขึ้นระหว่างเดือน ม.ค.ก.พ. 2013 ระหว่างทหารไทยทหารสหรัฐ ฯลฯ เหตุการณ์ต่างๆ เหล่านี้เกิดขึ้นติดต่อกันตั้งแต่ปลายปี 2011 จนถึงปัจจุบันนี้ ชี้ให้เห็นว่าสหรัฐมองภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ว่ามีความสำคัญมากขึ้นและต้องการสกัดกั้นการแผ่อิทธิพลของจีนในภูมิภาคนี้อย่างชัดเจน

ส่วนรอมนีย์ซึ่งมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อจีนอยู่แล้ว หากได้ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี ก็อาจทำให้หลายประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกถูกบังคับให้แสดงตัวเลือกข้างกับสหรัฐหรือจีนมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งน่าจะกดดันให้ประเทศในภูมิภาคค้าขายกับจีนน้อยลงด้วย

นโยบายการหาเสียงของประธานาธิบดีบารักและรอมนีย์ จึงมีความสำคัญมาก เพราะโลกกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากมหาอำนาจทางตะวันตกมาสู่มหาอำนาจทางตะวันออก ดังนั้นนโยบายเศรษฐกิจและนโยบายต่างประเทศของสหรัฐย่อมมีความสำคัญต่อทั่วโลก

ขณะที่สถานการณ์ของไทยจำเป็นต้องมียุทธศาสตร์ด้านการต่างประเทศและการค้าระหว่างประเทศที่ชัดเจน เพราะจังหวะนี้เป็นโอกาสที่จะทำให้ไทยมีความมั่นคงและทำให้เศรษฐกิจเดินต่อไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืน ซึ่งเราจะต้องรู้เท่าทันและรักษาความสมดุลของมหาอำนาจทั้งสองให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศให้มากที่สุด

 

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน