
บทเรียนจากแซนดี
บทบรรณาธิการหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ เปิดเผยว่า ชาวอเมริกันได้รับบทเรียนสำคัญจากพายุแซนดีที่เพิ่งพัดถล่มพื้นที่ชายฝั่งตะวันออกของประเทศ
บทบรรณาธิการหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ เปิดเผยว่า ชาวอเมริกันได้รับบทเรียนสำคัญจากพายุแซนดีที่เพิ่งพัดถล่มพื้นที่ชายฝั่งตะวันออกของประเทศ
โดยเฉพาะนโยบายรับมือภัยพิบัติของประธานาธิบดี บารัก โอบามา ที่มีประสิทธิภาพ สวนทางกับนโยบายที่ มิตต์ รอมนีย์ ผู้สมัครชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐเคยชูก่อนหน้านี้ ซึ่งเสี่ยงทำให้ชาวอเมริกันได้รับผลกระทบหนักหากเกิดภัยพิบัติในอนาคต
สื่อชื่อดังในสหรัฐ เปิดเผยว่า ชาวอเมริกันโชคดีที่มี โอบามา เป็นผู้นำประเทศ เนื่องจาก รอมนีย์ เคยชูนโยบายด้านการรับมือภัยพิบัติสุดโต่ง โดยเฉพาะการประกาศยุบสำนักงานกลางด้านการจัดการภัยพิบัติแห่งชาติสหรัฐ (ฟีมา) เพื่อกระจายอำนาจการจัดการและรับมือเหตุภัยพิบัติให้แต่ละรัฐแทน โดยอ้างว่ารัฐบาลท้องถิ่นและแม้กระทั่งหน่วยงานเอกชนสามารถจัดการกับภัยพิบัติได้ดีกว่ารัฐบาลกลาง
“รอมนีย์ เคยแสดงความเห็นว่า การที่รัฐบาลยื่นมือช่วยเหลือแต่ละรัฐนั้นนับว่าผิดศีลธรรม เนื่องจากจะยิ่งเพิ่มหนี้ให้กับภาครัฐ” รายงานระบุ
ทั้งนี้ อดีตประธานาธิบดี บิล คลินตัน เคยยกให้ฟีมาเป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญอันดับต้นๆ ของรัฐบาลสหรัฐ ทว่าในเวลาต่อมาอดีตประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช กลับผนวกฟีมาเข้ารวมกับกระทรวงความมั่นคงภายใน ส่งผลให้การดำเนินมาตรการป้องกันและรับมือพายุเฮอริเคนคาทรินาเมื่อปี 2548 เป็นไปอย่างล่าช้า จนนำมาซึ่งความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินของชาวอเม…ริกันอย่างมหาศาล
นอกจากนี้ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา พอล ไรอัน คู่หูของ รอมนีย์ และสมาชิกพรรครีพับลิกันคนอื่นๆ ยังสนับสนุนให้สภาตัดงบกองทุนป้องกันภัยพิบัติของฟีมาลงถึง 43%
“รอมนีย์ คิดว่ารัฐบาลท้องถิ่นซึ่งต่างขัดสนด้านการเงิน จะรับมือกับภัยพิบัติได้ดีกว่ารัฐบาลกลาง และหากปล่อยให้เป็นเช่นนั้น ใครจะเป็นผู้จัดสรรงบประมาณกลาง” ผู้เขียนกล่าวทิ้งท้าย







