
แก่...จน...โง่
ผมเชื่อว่าทุกคนบนโลกใบนี้ไม่มีใครที่ อยากแก่ อยากจน และอยากเป็นคนโง่ แต่ตอนนี้ทรัพยากรมนุษย์ของประเทศไทยเรากำลังประสบปัญหาทั้ง 3 ประการนี้
ผมเชื่อว่าทุกคนบนโลกใบนี้ไม่มีใครที่ อยากแก่ อยากจน และอยากเป็นคนโง่ แต่ตอนนี้ทรัพยากรมนุษย์ของประเทศไทยเรากำลังประสบปัญหาทั้ง 3 ประการนี้
ประการแรกได้แก่ ความแก่ คงปฏิเสธไม่ได้ว่าประเทศไทยเรากำลังเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) โดยสังเกตได้จากการที่ประชากรไทยมีอัตราการเกิดลดลงโดยจากเดิมที่ผู้หญิง 1 คนเคยมีลูกโดยเฉลี่ยที่ 6.5 คนในปี ค.ศ.1960 จนปัจจุบันเหลือแค่ 1.58 คนในปี ค.ศ.2010 ในขณะที่การพัฒนาทางด้านสาธารณสุขเองก็ส่งผลให้คนไทยมีแนวโน้มที่จะมีอายุยืนยาวขึ้น โดยในปี ค.ศ.1960 ประเทศไทยมีผู้สูงอายุที่อายุเกิน 60 ปีทั้งสิ้น 1.21 ล้านคน (4.6%) และเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเป็น 4.02 ล้านคนในปี ค.ศ.1990 (7.36%) และมีการคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นถึง 10.78 ล้านคน (15.28%) ภายในปี ค.ศ.2020
ถ้าจะเปรียบเทียบประเทศไทยให้เหมือนกับบ้านหลังหนึ่ง การเป็นสังคมผู้สูงอายุก็เหมือนกับการที่บ้านหลังนี้ประกอบไปด้วยสมาชิกที่เป็นผู้สูงอายุและเด็กอยู่เป็นจำนวนมาก ในขณะที่ทั้งสองกลุ่มนี้ไม่ได้เป็นกลุ่มที่ทำงานหาเลี้ยงคนในครอบครัว
ซึ่งแน่นอนว่า ภาระของการเลี้ยงดูและความเครียดต่างๆ ย่อมตกไปสู่กลุ่มวัยทำงาน (15-60 ปี) ที่ต้องทำงานหนักเพื่อหาเงินมาเลี้ยงดู (โดยเฉพาะภาระด้านการรักษาพยาบาล) ผู้สูงอายุ (และเด็ก) เหล่านี้อย่างไม่ต้องสงสัย
อย่างไรก็ดี การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่ครับ ถ้าประเทศเรามีระบบสวัสดิการสังคมที่ดีพอ ที่จะสามารถดูแลผู้สูงอายุเหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความสุข แต่ในทางเศรษฐศาสตร์การคลัง ระบบสวัสดิการสังคมที่ดีดังกล่าวจะต้องพึ่งพาเงินจำนวนมหาศาล หรือกล่าวง่ายๆ ก็คือ ประเทศนั้นจะต้องเป็นประเทศที่ร่ำรวยและมีศักยภาพทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง
หรือถ้าจะเปรียบเทียบกับครัวเรือน คนทำงานหาเลี้ยงครอบครัวเหล่านั้นจะต้องมีความสามารถในการหาเงินให้ได้มากๆ เพื่อที่จะแน่ใจว่าสามารถเลี้ยงดูผู้สูงอายุเหล่านั้นได้
แต่อย่างที่ทราบกันดี ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำเป็นปัญหาที่ฝังรากลึกอยู่กับประเทศไทยมาอย่างยาวนาน แรงงานของไทยส่วนใหญ่เป็นแรงงานที่อยู่นอกระบบ โดยเฉพาะในภาคเกษตรกรรม ในขณะที่ครอบครัวอีกเป็นจำนวนมากถึง 8.1% ยังมีรายได้ที่อยู่ต่ำกว่าเส้นความยากจน (ข้อมูลของธนาคารโลก (World Bank) ในปี 2009)
งานศึกษาในทุกมิติมองว่า การลดปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำได้อย่างยั่งยืนนั้น “คนไทยจะต้องไม่โง่” ซึ่งท้ายสุด ทุกคนต่างก็ฝากความหวังไปกับ “ระบบการศึกษา” ที่ต้องมี “คุณภาพอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม”
และเนื่องจากประเทศไทยจะต้องแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ในโลก คุณภาพจากการศึกษาในที่นี้จึงหมายถึง คุณภาพในมาตรฐานของสากล โดยอาจวัดได้ง่ายๆ อย่างเช่น ระดับคะแนนสากลที่วัดทักษะการคิดวิเคราะห์ การคำนวณ ทักษะทางด้านภาษาและการอ่าน อย่างเช่น คะแนน PISA หรือ TIMSS ของระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน รวมไปถึงความสามารถในการผลิตบัณฑิตเข้าสู่ตลาดแรงงานจากรั้วมหาวิทยาลัย ซึ่งแรงงานเหล่านั้นต้องมีสมรรถนะสูง มีระดับของทักษะที่ตรงตามความต้องการของนายจ้าง และสามารถทำงานที่ไหนก็ได้ในโลก
ในขณะที่ความเท่าเทียมและความทั่วถึงก็คือ การที่คุณภาพการศึกษาเหล่านี้สามารถเข้าไปถึงคนทุกกลุ่มและทุกพื้นที่ในประเทศไทย
แต่อย่างที่ทราบกันดีว่า ตัวเลขตัวชี้วัดทางการศึกษาที่พบกลับสะท้อนภาพที่ตรงกันข้าม เด็กไทยยังมีผลการสอบ PISA และ TIMSS ที่ต่ำกว่าอีกหลายประเทศในภูมิภาค (และมีแนวโน้มที่ลดลง) (เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่มีฐานะทางเศรษฐกิจที่ใกล้เคียงกัน)
นอกจากนี้ สถาบันการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยยังไม่สามารถผลิตนักศึกษาที่ตรงตามความต้องการของตลาดแรงงาน โดยเฉพาะทักษะทางด้านภาษาอังกฤษ ทักษะทางการคิดวิเคราะห์ รวมไปถึงทักษะทางด้านความคิดสร้างสรรค์ การเรียนการสอนยังเป็นลักษณะของการพึ่งพาตำราและยังเป็นการเรียนการสอนที่ครู/อาจารย์เป็นผู้ป้อนแต่เพียงอย่างเดียว
“ความโง่” หรือความด้อยคุณภาพทางการศึกษาที่ปรากฏออกมานี้ยังเกิดมาจาก “ความเหลื่อมล้ำ” (Inequality) ไม่ว่าจะเป็น การที่เด็กที่เกิดในครอบครัวที่มีฐานะยากจนยังคงประสบปัญหาการบริโภคเกลือไอโอดีนที่ไม่เพียงพอ อันส่งผลต่อการพัฒนาสติปัญหาและการเรียนรู้ในชั้นเรียน ในขณะที่ทรัพยากรของโรงเรียนในต่างจังหวัดเองก็ยังมีน้อยกว่าโรงเรียนในเมืองมาก (ทั้งทรัพยากรทางด้านการเงินและบุคลากร) อันส่งผลทำให้คุณภาพของการศึกษายังไม่สามารถกระจายไปได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกันทั้งประเทศ
ถ้าจะเปรียบเทียบกับการที่ประเทศไทยจะต้องทำการวิ่งแข่งกับประเทศอื่นๆ ในโลก นักกีฬาไทยที่กำลังประสบปัญหา “แก่..จน..โง่” นี้ก็เหมือนกับนักกีฬาที่ 1)มีร่างกายที่ไม่แข็งแรงเท่ากับคู่แข่ง (จน) 2)ไม่ฉลาดเท่ากับคู่แข่ง (โง่) และ 3)ยังต้องแบกเป้หรือกระเป๋าใบใหญ่ระหว่างวิ่ง (เลี้ยงดูผู้สูงอายุ)
แน่นอนว่า นักกีฬาคนนั้นจะไปชนะได้อย่างไร โดยเฉพาะกับการแข่งขันที่นับวันก็จะมีคู่แข่งที่เก่งๆ เพิ่มมากขึ้น (เช่นจากการเปิด AEC)
คำถามง่ายๆ ก็คือ ประเทศไทยเราจะหลุดพ้นจากภาวะกรรม “แก่..จน..โง่” นี้ได้อย่างไร
คำตอบแบบกำปั้นทุบดินง่ายๆ ก็คือ เราคงห้ามไม่ให้คนแก่กันไม่ได้ครับ คงต้องปล่อยให้แก่ไป
แต่ที่สำคัญก็คือ จะแก่อย่างไรให้มีคุณภาพ นั่นหมายความว่า “ประเทศเราต้องไม่จน” ในขณะที่ คนเราจะจนหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับสมรรถภาพและความเก่งของคนคน นั้นเอง ซึ่งสุดท้าย ความหวังเพียงหนึ่งเดียวที่สามารถลดปัญหา “แก่..จน..โง่” นี้ก็ยังเป็นโจทย์เก่า นั่นก็คือ “ระบบการศึกษา” ที่ต้องมีคุณภาพ อย่างเป็นธรรมและทั่วถึงอยู่เช่นเดิม
เพราะถ้าคนไม่โง่แล้วคนๆ นั้นก็คงจะสามารถประกอบอาชีพ หารายได้ได้มากขึ้น และสามารถเลี้ยงดูคนแก่ในครอบครัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ







