posttoday
ปิดคดี ‘ผัวจ้างฆ่าเมีย’-สลายซุ้มมือปืน ‘โพรงมะเดื่อ’

ปิดคดี ‘ผัวจ้างฆ่าเมีย’-สลายซุ้มมือปืน ‘โพรงมะเดื่อ’

29 ตุลาคม 2555

คำให้การของสามีที่ถ่ายทอดให้กับตำรวจชุดสืบสวนว่า “เมียคือสุดที่รัก”

โดย...วัสยศ งามขำ

คำให้การของสามีที่ถ่ายทอดให้กับตำรวจชุดสืบสวนว่า “เมียคือสุดที่รัก” กลับกลายเป็นจุดหักเหหลักที่ทำให้เกิดข้อพิรุธ และในที่สุดจากการตรวจสอบโทรศัพท์ของสามีจอมโหด ก็พิสูจน์ได้ว่าเขานั่นแหละที่เกลียดเมียตัวเองเข้าไส้ จนนำไปสู่การว่าจ้างมือปืนจากซุ้มใน จ.นครปฐม มาลั่นกระสุนใส่รถของเมียข้าราชการซี 5 กรมการปกครอง จนดับอนาถกลางถนนใน จ.ปทุมธานี

เช้าวันที่ 15 ต.ค.ที่ผ่านมา เสียงไซเรนก็ดังลั่นเมืองปทุมธานี เมื่อเกิดเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงใส่รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีออส สีบรอนซ์ทอง หมายเลขทะเบียน ษน 7551 กรุงเทพฯ เป็นเหตุให้ น.ส.สุรีย์ ยุวดำรงชัย อายุ 48 ปี เจ้าหน้าที่ปกครองชำนาญการระดับ 5 ประจำหน้าห้องจ่า จ.ฉะเชิงเทรา คนขับเสียชีวิต เหตุเกิดบริเวณเชิงสะพานคลอง 10 ต.บึงทองหลาง อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี

ทันทีที่เหตุเกิดขึ้น พ.ต.อ.อำนาจ จันทร์เจริญ รองผู้บังคับการตำรวจจังหวัดปทุมธานี (รอง ผบก.ภ.จ.ปทุมธานี) ที่รับผิดชอบงานด้านสืบสวน ก็หนีบเอานักสืบมือดีอย่าง พ.ต.อ.วรพจน์ ชูเชิด ผู้กำกับการสืบสวนจังหวัดปทุมธานี และ พ.ต.ท.ภูริสิทธิ์ ทิมทอง สารวัตร ลงพื้นที่เพื่อแกะรอยคดีที่เกิดขึ้นทันที พร้อมกับตั้งสมมติฐานของการลั่นไก ซึ่งในเบื้องต้นนั้น สามประเด็นหลักที่ฝ่ายสืบสวนขีดวงการฆ่าเอาไว้ ประกอบไปด้วย เรื่องชู้สาว การปล่อยเงินกู้นอกระบบ และอีกประเด็นที่มีความสำคัญไม่แพ้กันคือ การทุจริตภายในกรมการปกครอง ที่ผู้ตายมีส่วนเข้าไปพัวพันและถูกตั้งกรรมการสอบทางวินัย

พ.ต.อ.อำนาจ ให้ทีมสืบสวนเร่งออกหาภาพวงจรปิดในจุดที่เกิดเหตุและเส้นทางที่น่าจะเป็นเส้นทางหลบหนี เพื่อว่าอย่างน้อยอาจจะได้รูปพรรณของคนร้ายมาเป็นแนวทางในการแกะรอย ขณะที่ชุดสืบสวนก็ให้นำเอาพยานในที่เกิดเหตุรวมทั้งพยานแวดล้อมรอบตัวผู้ตายมาสอบปากคำ เพื่อหาช่องทางในการคลี่คลายคดีที่แน่ชัด และก็แน่นอนหนึ่งในผู้เกี่ยวข้องกับคนตายคงหนีไม่พ้น นายสมควร แก้วเขียว อายุ 47 ปี ที่อยู่กินกับผู้ตายในลักษณะสามีภรรยา แต่ยังไม่ได้จดทะเบียนสมรส เนื่องจากก่อนหน้านี้นายสมควรมีครอบครัวมาก่อนแล้ว ก่อนที่จะมาคบหากับ น.ส.สุรีย์

การแกะรอยหาภาพวงจรปิดนั้นเป็นไปได้ด้วยดี ชุดสืบสวนสามารถหาภาพรถจักรยานยนต์ที่เชื่อว่าเป็นคนร้ายไว้ได้ แต่ทั้งคนขับและผู้ที่เชื่อว่าเป็นมือปืนต่างใส่หมวกกันน็อกเต็มใบปิดใบหน้ามิดชิด แต่นั่นก็ถือว่าเป็นประโยชน์ เพราะอย่างน้อยก็พอจะรู้ว่ารถจักรยานยนต์ที่คนร้ายใช้เป็นยี่ห้อฮอนด้า รุ่นโซนิค สีน้ำเงิน ล้อสีทอง แม้ว่าจะมองไม่เห็นแผ่นป้ายทะเบียนก็ตาม ส่วนการสอบปากคำพยานก็เป็นไปอย่างคืบหน้า อย่างไรก็ตามสำคัญที่สุด พ.ต.อ.อำนาจ กลับให้ความสนใจไปที่คำให้การของผู้เป็นสามีคนตายที่ดูพิลึกพิลั่น ขัดกับข้อมูลบางอย่างที่ชุดสืบสวนรับรู้มา

“มันเป็นคำให้การที่แสดงความรักต่อเมียของเขาอย่างเกินเหตุครับ เขาบอกว่ารักภรรยามาก ทุกเช้าจะออกจากบ้านตอนตี 5 ก่อนจะออกต้องหอมแก้มเมียก่อนทุกเช้า พอถึงที่ทำงานก็จะโทรศัพท์กลับมาปลุกเมียให้ตื่นไปทำงาน เขายังบอกด้วยว่า พอรู้ว่าเมียตายก็ถึงกับเป็นลมล้มพับ คำให้การพวกนี้เราเก็บรายละเอียดหมดครับ แล้วก็นำไปตรวจสอบ เราจึงรู้ว่ามันไม่สมเหตุสมผล มันเหมือนกับการสร้างฉากขึ้นมาเพื่อเล่นละครครับ” พ.ต.อ.อำนาจ กล่าว

ปิดคดี ‘ผัวจ้างฆ่าเมีย’-สลายซุ้มมือปืน ‘โพรงมะเดื่อ’

 

ผ่านไปสองวันหลังเกิดเหตุชุดสืบสวนเริ่มให้ความสนใจไปที่ตัวของนายสมควร แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานใดที่บ่งชี้ไปได้ว่าสามีคนนี้เป็นฆาตกรโหดฆ่าเมียตัวเอง กระทั่ง พ.ต.อ.อำนาจ และ พ.ต.อ.วรพจน์ ก็ตัดสินใจร่วมกันพร้อมกับปักประเด็นไปที่การตรวจสอบสถานะของนายสมควร โดยมีการตรวจสอบหลากหลายเรื่อง ทั้งเรื่องส่วนตัวและทรัพย์สิน แต่สิ่งที่ตรวจสอบและพบว่าเป็นรูปธรรมที่สุดที่จะสามารถนำมาแกะรอยคดีนี้ได้คงหนีไม่พ้นการใช้โทรศัพท์มือถือของนายสมควร ที่บ่งบอกว่ามีพิรุธอย่างชัดเจนในช่วงก่อนเกิดเหตุ

จากการตรวจสอบระยะเวลาช่วงก่อนที่ น.ส.สุรีย์ จะถูกกระสุนมรณะพุ่งเข้าใส่นั้น นายสมควรมีการใช้โทรศัพท์อย่างถี่ยิบ เพื่อติดต่อกับหมายเลขโทรศัพท์นิรนามอย่างน้อยสองหมายเลข ทั้งที่ผ่านมาเขาไม่เคยได้ติดต่อกันเลย แต่เพิ่งมาติดต่อกันช่วงก่อนที่ภรรยาของเขาจะถูกสังหารเท่านั้น หลังจากนั้นเมื่อภรรยาจบชีวิตลงก็ไม่มีการติดต่อกับหมายเลขดังกล่าวอีกเลย การใช้โทรศัพท์ในลักษณะนี้ทีมสืบสวนเชื่อตรงกันว่ามันส่อพิรุธอย่างชัดเจน การแกะรอยทางเทคนิคเพื่อหาเจ้าของหมายเลขโทรศัพท์ดังกล่าวจึงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและต้องเป็นการแกะรอยอย่างลับสุดยอด เพื่อไม่ให้ตัวสามีที่เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับคดีรู้ตัวเสียก่อน ไม่เช่นนั้นหลักฐานต่างๆ ย่อมกระเจิดกระเจิง

หลังการตาย 3 วันผ่านไป แนวทางการสืบสวนเริ่มแจ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ เมื่อการแกะรอยทางโทรศัพท์พบว่านายสมควรมีการติดต่อกับชายคนหนึ่ง คือนายกฤษ พลสระคู อายุ 41 ปี ที่ทำงานอยู่ใน จ.นครปฐม ซึ่งเมื่อตรวจสอบแกะรอยโทรศัพท์ของนายกฤษ ก็พบว่าเขามีการติดต่อกับคนในซุ้มมือปืนโพรงมะเดื่อ ซุ้มมือปืนชื่อดังใน จ.นครปฐม เมื่อเป็นเช่นนี้ กำลังทั้งหมดของชุดสืบสวนก็เคลื่อนตัวไปตั้งป้อมอยู่ใน จ.นครปฐม ทันที โดยขณะที่ทีมงานด้านเทคนิคก็แกะรอยตามหมายเลขโทรศัพท์ที่น่าจะเกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับส่งข้อมูลให้กับทีมสืบสวนเป็นระยะๆ

ในที่สุดเป้าหมายก็ถูกล็อก เมื่อการแกะรอยทางเทคนิคมีความชัดเจนขึ้น โดยพบว่าหนึ่งในหมายเลขที่มีการติดต่อกันนั้นน่าจะเป็น “มือปืน” และการทำงานก็ไม่ผิดพลาด เมื่อวันที่ 21 ต.ค. ตำรวจสืบสวน จ.ปทุมธานี ที่นำโดย พ.ต.อ.อำนาจ และ พ.ต.อ.วรพจน์ ก็เข้ารวบตัว นายธรรมนูญ หรือหนุ่ม บุญไว อายุ 36 ปี ที่เป็นหัวหน้าซุ้มมือปืน นายภาวินทร์ หรือตุ้ย ก๋งเหม็ง อายุ 26 ปี ทำหน้าที่เป็นมือปืน และนายดนัย หรือตูน มาตะราช อายุ 29 ปี เป็นคนขับรถจักรยานยนต์

ทั้งหมดถูกนำตัวมาสอบสวนที่สถานีตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี ก่อนที่จะรับสารภาพถึงเหตุการณ์ทั้งหมด พร้อมกับคำซัดทอดคำโตว่า นายสมควรเป็นผู้จ้างวาน และนายกฤษ เป็นผู้ทำหน้าที่ติดต่อมือปืนผ่านหัวหน้าซุ้ม ในวันเดียวกันนายสมควรจึงสิ้นอิสรภาพอย่างทันท่วงที อย่างไรก็ตาม นายกฤษกลับไหวตัวทันหลบเข้ากลีบเมฆไปได้ อย่างไรก็ตามตำรวจก็ได้เสนอศาลออกหมายจับนายกฤษไว้แล้ว ส่วนผู้ต้องหาทั้ง 4 คนนั้นถูกดำเนินคดีฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา, มีอาวุธปืนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต, พกพาอาวุธปืนและร่วมกันเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นไปฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา

พ.ต.อ.อำนาจ กล่าวว่า การสืบสวนของเราพบว่านายสมควรโกรธแค้นผู้ตายที่เป็นคนอารมณ์ร้อน เอาแต่ใจ ชอบดุด่า มีปากเสียงทะเลาะวิวาทกันเป็นประจำ และผู้ตายชอบโทรศัพท์ไปรบกวนภรรยาอีกคนของนายสมควร นอกจากนี้ยังมีปัญหากันเรื่องหน้าที่การงานของนายสมควร ด้วย แต่นายสมควรกลับให้การว่ารักภรรยามากถึงขนาดหอมแก้มกันทุกเช้า และโทรศัพท์ติดต่อกันตลอด จุดนี้จึงเป็นจุดพลิกผันทำให้ตำรวจมาสนใจที่ตัวเขาทันที และในที่สุดก็แกะรอยได้ว่าตัวสามีเองที่เป็นคนว่าจ้างฆ่าเมียตัวเองด้วยความโกรธแค้น โดยได้จ้างนายกฤษให้จัดหามือปืนในราคา 6 แสนบาท ซึ่งมีการจ่ายเงินล่วงหน้าไปก่อน 2 แสนบาท

“คดีนี้ผมทำอย่างเต็มที่ เพราะคนตายเป็นผู้หญิง แต่กลับถูกยิงอย่างโหดเหี้ยม ทั้งที่ตัวผู้หญิงคนนี้ก็ป่วยเป็นมะเร็งอยู่แล้ว ทำครีโมจนผมร่วงหมดหัว ต้องไปปลูกผม ตัวคนตายเองก็อยู่ไม่ได้นานอยู่แล้ว ยังไปจ้างวานให้มือปืนมายิงอีก ผมว่ามันเป็นการทำที่เกินไปครับ คดีแบบนี้คนสนใจกันทั้งประเทศ เราจึงต้องระดมกำลังไล่ล่าคนร้าย และในที่สุดก็ได้ตัวเขามา” พ.ต.อ.วรพจน์ กล่าวทิ้งท้าย

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน