
มาร์คชี้ประชาธิปไตยไทยกำลังเจอภัยคุกคาม
อภิสิทธิ์ชี้สังคมไทยเจอความไม่มีจิตวิญาณเคารพประชาธิปไตยคุกคามรัฐบาลสร้างเครือข่ายอำนาจที่พึงมี
อภิสิทธิ์ชี้สังคมไทยเจอความไม่มีจิตวิญาณเคารพประชาธิปไตยคุกคามรัฐบาลสร้างเครือข่ายอำนาจที่พึงมี
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธานในพิธีเปิดโรงเรียนการเมืองเขตยานนาวา พร้อมกับบรรยายในหัวข้อ “องค์กรและสถาบันหลักของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของไทย” โดยกล่าวในตอนหนึ่งว่า การต่อสู้ทางการเมืองมีความเข้มข้นมาก เพราะพรรคคู่แข่งไม่เหมือนในอดีต ซึ่งมีความชัดเจนว่าระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ประชาชนเลือก สส. ขณะที่ สส.ใช้ระบบรัฐสภาเลือกนายกรัฐมนตรี แต่งตั้งคณะรัฐมนตรี แถลงนโยบายต่อตัวแทนปวงชนในสภา ก่อนบริหารราชการแผ่นดิน มีรัฐธรรมนูญและกฎหมายเป็นตัวกำกับ พรรคฝ่ายค้านตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐบาลทั้งตั้งกระทู้ ญัตติ และกิจกรรมการเมืองอื่น ในอดีตภัยคุกคามตั้งแต่ปี 2475 มาจากนอกระบบจากการรัฐประหาร แต่เมื่อถึงช่วง 6 ตุลาคม 2519 การปฏิวัติห่างหายไปจนเกิดขึ้นอีกสองครั้งคือ ช่วง รสช.และคมช. โดยทั้งสองครั้งเมื่อปฏิวัติแล้วจะรีบคืนอำนาจให้กับประชาชน ซึ่งในส่วนของ คมช.ใช้เวลา 1 ปี ร่างรัฐธรรมนูญทำประชามติ คืนอำนาจให้ประชาชน ทั้งนี้ตนหวังว่าจะไม่มีการรัฐประหารอีก เพราะทุกครั้งของการรัฐประหารทิ้งบาดแผลไว้เสมอ 6 ปีที่ผ่านมาบาดแผลลึกกว่าที่เคยคิด
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ภัยคุกคามในขณะนี้เกิดขึ้นจากระบบ เพราะมีการอาศัยประชาธิปไตย แต่ไม่มีจิตวิญญาณเคารพประชาธิปไตย โดยมีอดีตนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งพูดชัดเจนว่า อาศัยประชาธิปไตยเป็นเครื่องมือเข้าสู่อำนาจ ไม่ใช่อุดมการณ์ ความเชื่อในระบอบประชาธิปไคย ที่ยึดหลักเคารพสิทธิความเสมอภาคของประชาชน นอกจากนี้อดีตนายกรัฐมนตรีคนดังกล่าว ยังบอกด้วยว่าการเมืองในอุดมคดี คือ มีพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียว ทั้งที่ไม่มีประเทศไหนที่เป็นประชาธิปไตยแล้วมีการเมืองแค่พรรคเดียว เหล่านี้คือภัยคุกคามที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยเพราะมีการนำแนวความคิดที่ไม่ใช่ประชาธิปไตยเอาฉากหน้าประชาธิปไตยเป็นเครื่องมือยึดครองบ้านเมือง แสวงหาประโยชน์ทางธุรกิจ สร้างเครือข่ายอำนาจเกินกว่าที่รัฐบาลในระบบรัฐสภาพึงจะมี
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า มีความพยายามอธิบายว่า ประชาธิปไตยที่แท้จริง หลักการอยู่ที่ว่า “เสียงข้างมากเป็นใหญ่” อ้างการเลือกตั้ง คนส่วนใหญ่สนับสนุน เหมือนกับว่าเสียงข้างมากทำอะไรก็ถูกต้อง ทำได้ตามใจชอบไม่มีขอบเขต ไม่มีกคิกา ใครไม่เห็นด้วยก็จะถูกกล่าวหาว่าไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่เชื่อในระบบเลือกตั้งและเป็นการดูถูกประชาชน ทั้งนี้จุดยืนประชาธิปัตย์เคารพเสียงข้างมากเป็นฝ่ายค้านด้วยความเต็มใจและเห็นคุณค่าในการทำหน้าที่นี้ แต่ที่ต้องทำความเข้าใจกับสังคมคือ การใช้เสียงข้างมากไม่ได้หมายความว่าทำอะไรก็ถูกต้อง ทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ เพราะไม่มีระบอบประชาธิปไตยที่ไหนถือหลักการเช่นนี้ แต่การบิดเบือนของคนเหล่านี้อ้างอย่างเดียวว่า เสียงข้างมาก เพราะฟังง่ายทำให้คนคล้อยตาม เช่น ในสมัยที่สภาเลือกตนเป็นนายกฯ ก็มีการบิดเบือนว่าไม่เป็นประชาธิปไตยเพราะประชาธิปัตย์ไม่ได้รับเลือกเป็นพรรคอันดับหนึ่งในสภา
ทั้งที่ตามระบบคือใครรวบรวมเสียงข้างมากได้ก็เป็นรัฐบาล ในยุคนั้นไม่มีพรรคไหนได้เสียงข้างมากแต่นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน รวบรวมพรรคการเมืองได้ก็เป็นรัฐบาล ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงเป็นนายมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกฯ ก่อนที่จะมีการยุบพรรคพลังประชาชนเพราะทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง จึงมีการเลือกให้ตนเป็นนายกรัฐมนตรีใหม่ในสภา ทุกอย่างเป็นไปตามระบบเดียวกัน ทั้งนี้ยังยกตัวอย่งในสมัยที่พรรคประชาธิปัตย์ได้เสียงข้างมากเป็นอันดับหนึ่งแต่ผู้ที่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีคือ หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งมีเสียงส.ส.เพียงแค่ 18 คน แต่พรรคประชาธิปัตย์เคารพกติกาไม่มีการไปยึดสี่แยกราชประสงค์
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวด้วยว่า ระบอบประชาธิปไตยไม่ได้หมายถึงคนจำนวนมากกว่าทำอะไรก็ได้ แต่ต้องมีหลักประกันให้ประชาชนว่ามีสิทธิที่เสมอภาคกัน รัฐบาลที่มาจากเสียงข้างมากต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ถ้าอ้างเสียงข้างมากแล้วไม่อยู่ภายใต้กฎหมายไม่ใช่ประชาธิปไตย ซึ่งนายชวน หลีกภัย เคยพูดในสมัยเป็นนายกว่า ไม่สามารถทำให้ทุกคนร่ำรวยเท่ากันได้ แต่ต้องทำให้ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน รัฐบาลจากระบอบประชาธิปไตยต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย เรามีสามอำนาจ คือ บริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ฝ่ายบริหารใช้กฎหมายที่ออกจากนิติบัญญํติเป็นเครื่องมือบริหารประเทศเมื่อมีปัญหาฝ่ายตุลาการเป็นผู้ชี้ขาด นี่คือหลักถ่วงดุลของระบบ แต่ตอนนี้เมื่อรัฐบาลทุจริตคอร์รัปชั่นจนถูกตรวจสอบ หรือศาลตัดสินว่าผิด ก็คิดที่จะเปลี่ยนแปลงโดยอ้างว่าศาลไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง
อยากย้ำว่า อังกฤษซึ่งใช้ระบบรัฐสภาศาลก็ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่ถ้าไขว้เขวว่าใครไม่ได้มาจากการเลือกตั้งไม่เป็นประชาธิปไตยหรือต้องให้คนมาจากการเลือกตั้งแต่งตั้ง ในวันนั้นความเสมอภาคในบ้านเมืองจะไม่มี เพราะโครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายบริหารจะทำงานแบบไม่เป็นกลาง เช่น กรณีตำรวจถูกคนมีอำนาจใช้เป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งฝ่ายตรงข้ามเหมือนที่ตนและนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รับหมายศาล ตำรวจ ดีเอสไอทุกสัปดาห์ ขณะที่อัยการก็ไม่ฟ้อง ไม่อุทธรณ์ ไม่ฎีกาเมื่อเกี่ยวกับผลประโยชน์ของผู้มีอำนาจ โดยเฉพาะดีเอสไอกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองอย่งชัดเจน วันศุกร์แฟกซ์ถึงตนขอรายชื่อคนบริจาคให้พรรคทุกคนตั้งแต่ปี 2550 ซึ่งส่งมาแล้วเป็นครั้งที่สอง ครั้งแรกตอบไปว่าอยู่ที่ ก.ก.ต.หมดแล้ว แต่ดีเอสไอก็ยังส่งหนังสือกลับมาว่าคนละส่วนต้องส่งให้โดยตรงกับดีเอสไอ
สมัยหนึ่งก็มีการใช้อำนาจที่ไม่ถูกต้อง ทั้งการทำสงครามกับยาเสพติด มีการอุ้มฆ่าเกิดเหตุการณ์กรือเซะ ตากใบ จนทำให้เกิดความสูญเสียกับประชาชน ดังนั้นระบอบประชาธิปไตยต้องมีขอบเขต มีองค์กรคอยถ่วงดุลย์จึงมีการพัฒนาระบบว่า รัฐบาลต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ และศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรตรวจสอบหากรัฐบาลละเมิดกติกาสูงสุด แต่รัฐบาลพยายามจะเลิก ถ้ารัฐบาลมีคำสั่งที่ไม่ถูกต้องเราก็มีศาลปกครองดูแลสิทธิประชาชน แต่รัฐบาลก็จะเลิกศาลปกครอง เช่นเดียวกับกรรมการสิทธิฯมีหน้าที่ดูแลสิทธิประชาชน แต่สรุปว่าคนเสื้อแดงชุมนุมไม่สงบ รัฐบาลก็ไม่พอใจ แม้แต่ผู้ตรวจการแผ่นดินซึ่งดูแลด้านจริยธรรม เมือรัฐบาลทำผิดจริยธรรมรัฐบาลก็อยากจะยุบผู้ตรวจการแผ่นดิน เพราะไม่ต้องการให้มีระบบตรวจสอบไม่มีจิตใจเป็นประชาธิปไตย ไม่ยอมรับสิทธิของคนอื่น อ้างไม่ได้มาจากการเลือกตั้งแล้วก็ล้มล้างองค์กรเหล่านี้ เพื่อที่ตัวเองจะได้ใช้อำนาจตามใจชอโดยไม่ถูกตรวจสอบ
สื่อมวลชนมีความสำคัญมากต้องมีเสรีภาพ ไม่ถูกแทรกแซง แต่บ้านเมืองเราฟรีทีวีแทบไม่นำเสนอข่าวพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งที่สังคมประชาธิปไตยต้องไม่เป็นแบบนี้ เช่น ที่สหรัฐอเมริกาการให้เวลากับทั้งประธานาธิบดีและคู่แข่งจะให้เวลาอย่างเท่าเทียมกัน ในขณะที่ประเทศไทยในช่วงเลือกตั้งมีการเสนอข่าวด้านลบกับประชาธิปัตย์ เสนอด้านบวกกับพรรคเพื่อไทย จนตรวจสอบพบว่าคนในพรรคเพื่อไทยให้เงินบรรณาธิการบางฉบับ และมีมติว่า มติชน และข่าวสด นำเสนอข่าวและภาพลำเอียง แต่เมื่อถูกสภาการหนังสือพิมพ์ตรวจสอบก็ใช้วิธีลาออกหนีการตรวจสอบ เป็นความบิดเบี้ยวของสื่อที่ไม่ทำหน้าที่ของตัวเอง เป็นปัญหาที่จะทำให้บ้านเมืองไม่เป็นประชาธิปไตย ในขณะที่รัฐบาลปัจจุบันใช้รัฐวิสาหกิจเป็นเครื่องมือกดดันสื่อมวลชนด้วยการให้โฆษณา หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้การตรวจสอบจากสื่ออย่างตรงไปตรงมาจะไม่มี
มีประเทศไทยประเทศเดียวที่นายกฯไม่เข้าประชุมสภาในวาระกระทู้ถามสด นักการเมืองในประเทศอื่นตกใจเมื่อทราบเรื่องนี้เพราะเขาเห็นว่านายกฯต้องตอบกระทู้ถามเพราะเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อประชาชน แต่นายกฯไทยไม่เข้าสภาและสังคมก็ไม่เข้มแข็งพอที่จะบอกว่าพฤติกรรมอย่างนี้ใช้ไม่ได้ ตรงกันข้าม มติชน ข่าวสด กลับกล่าวหาว่าฝ่ายค้านถามกระทู้ทำไมในเมื่อรู้อยู่แล้วนายกฯไม่ไปสภา ดังนั้นจึงต้องช่วยกันให้สังคมได้เรียนรู้ในการประชันวิสัยทัศน์ แต่ในช่วงเลือกตั้งพรรคเพื่อไทยใช้การโฆษณาชวนเชื่อเพียงอย่างเดียว ไม่ยอมเปิดโอกาสให้ถกเถียงว่านโยบายทำได้จริงหรือไม่ ปัจจุบันเหลือไทยพีบีเอสที่ยังจัดเวทีให้สองฝ่ายมีโอกาสได้พูด
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวด้วยว่า การชุมนุมสาธารณะของประเทศอังกฤษกติกาห้ามค้างคืน ถ้าจะสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ ไม่มีที่ไหนอนุญาตให้การชุมนุมมีผู้ติดอาวุธ คนไทยต้องช่วยกันรักษาประชาธิปไตยและบ้านเมืองอย่างมีหลัก อย่ามองว่าเสียงข้างมากใช้ไม่ได้เพราะเป็นความชอบธรรมที่ประชาชนเลือก แต่เมื่อได้รับเลือกตั้งแล้วต้องรับผิดชอบต่อนโยบายของตัวเอง และการมีเสยงข้างมากไม่ใช่ใบอนุญาตให้ทำผืดกฎหมาย ทุจริต คอร์รัปชั่น หรือทำลายองค์กรอิสระ หน้าที่ของประชาชนต้องช่วยกันปกป้องระบบยตรวจสอบ ถ้าคิดล้มล้างเราต้องต่อสู้อย่างเข้มข้น เช่น การรื้อรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ และการออกกฎหมายล้างผิดคนโกง เป็นสิ่งที่ยอมไม่ได้ พรรคจึงเปิดเวทีผ่าความจริงบอกกับประชาชน รัฐบาลต้องมีขอบเขตในการใช้อำนาจ มีจริยธรรม มีความรับผิดชอบต่อประชาชนทุกคนไม่ใช่เฉพาะกับคนที่สนับสนุนตัวเองเท่านั้น ซึ่งพรรคยืนยันว่าจะรักษาหลักการที่ถูกต้องของบ้านเมืองเอาไว้







