
ความจริงกับความเป็นธรรม
ขอเขียนต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อนอีกครั้ง เพราะไม่ต้องการเห็นความพยายามทางการเมืองที่จะบิดเบือนความจริงที่เกิดขึ้น
โดย...ภุมรัตน์ ทักษาดิพงษ์
ขอเขียนต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อนอีกครั้ง เพราะไม่ต้องการเห็นความพยายามทางการเมืองที่จะบิดเบือนความจริงที่เกิดขึ้น มีคำกล่าวว่า ประวัติศาสตร์เป็นสิ่งที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ก็ตาม แต่ก็มีความพยายามของคนบางกลุ่มที่พยายามบิดเบือนประวัติ เปลี่ยนผิดให้เป็นถูก เปลี่ยนโจทก์ให้เป็นจำเลย ซึ่งถือว่าเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อสังคมไทย
วิญญูชนคงไม่ต้องมาตั้งคำถามหรือสงสัยกันอีกต่อไปแล้วว่า ชายชุดดำมีจริงหรือไม่ คนกลุ่มนี้เป็นกองกำลังที่ต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ทหารอย่างไม่เกรงกลัว เพราะได้รับการฝึกอบรมการใช้อาวุธและมีความรู้ทางยุทธวิธีเป็นอย่างดี หลายคนเคยเป็นอดีตทหารหรือทหารพราน บางคนเพิ่งได้รับการฝึกอาวุธอย่างเปิดเผยใน กทม.โดยทหารประจำการนอกคอก
เหตุการณ์ในช่วงเวลานั้นไม่ใช่เป็นการชุมนุมอย่างสงบ สันติ ปราศจากอาวุธ ตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ แม้ว่าแกนนำและคนเสื้อแดงส่วนใหญ่ต้องการชุมนุมอย่างสงบ สันติ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า แกนนำบางคนยอมรับและต้อนรับการปรากฏตัวของกองกำลังติดอาวุธ โดยประกาศว่านี่คือแก้วดวงที่ 3 ที่ทำให้องค์ประกอบการต่อสู้ครบสมบูรณ์ คือ พรรค แนวร่วม และกองกำลังติดอาวุธในการล้มรัฐบาลขณะนั้น
การใช้ความรุนแรงด้วยอาวุธสงครามเริ่มมีประปรายตั้งแต่ปลายปี 2552 เป็นต้นมา แต่มีมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดหลังจากที่ศาลมีคำสั่งยึดทรัพย์ 6.4 หมื่นล้านบาท นอกจากมีการใช้ปืนพกยิงประปรายแล้ว ยังมีการขว้างระเบิดใส่ธนาคารกรุงเทพ สาขาพระประแดง สาขาบางยี่ขัน ศาลปกครองเชียงใหม่ กรมศุลกากร กรมบังคับคดีเขตตลิ่งชัน ใกล้และหน้าบ้านพักนายบรรหาร ศิลปอาชา หน้าบ้านประธาน กกต. อาคารมูลนิธิรัฐบุรุษ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ สถานีโทรทัศน์ช่อง 11 เชียงใหม่ บ้านพักรองผู้อำนวยการโทรทัศน์ช่อง 5 ขว้างระเบิดใส่ทหารที่ถนนดินสอและสี่แยกคอกวัว เป็นต้น
ยิงเอ็ม 79 ใส่กรม ร.1 รอ. บริเวณพื้นที่ใกล้บ้านพักของอดีตประธานศาลปกครองสูงสุด อาคารกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งใช้เป็นที่ประชุม ครม. สถานีโทรทัศน์ช่อง 5 สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ร้านอาหารถนนรามอินทรา กรม ร.11 รอ. ตึกนารีสโมสร ตึกไทยคู่ฟ้า ห้างแม็คโคร เชียงใหม่ สถานีรถไฟฟ้าศาลาแดง 3 จุด สี่แยกคอกวัว เป็นต้น
ยิงจรวดอาร์พีจี ซึ่งเป็นอาวุธสงครามที่มีอำนาจทำลายร้ายแรง ใส่ถังน้ำมันที่ลำลูกกาและที่นนทบุรี ใส่วัดพระแก้ว แต่ไปติดสายโทรศัพท์หลังกระทรวงกลาโหม เป็นต้น
สถานการณ์บ้านเมืองขณะนั้นเข้าขั้น “การจลาจล” มีการตั้งค่ายคูประตูหอรบ มีการตั้งฐานปฏิบัติการ สะสมกำลังและอาวุธไว้สู้กับทหาร ก่อเหตุร้าย ก่อวินาศกรรม ควบคู่ไปกับการชุมนุม ยั่วยุให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้ความรุนแรง ธุรกิจใน กทม.โดยเฉพาะย่านราชประสงค์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางธุรกิจของ กทม.ได้รับผลกระทบอย่างหนัก ถนนหลายสายถูกปิด ประชาชนเดินทางไปมาลำบาก ซึ่งคนไทยทั่วประเทศคงได้เห็นแล้วจากโทรทัศน์ สถานการณ์รุนแรงเกินกว่าการควบคุมของตำรวจ จึงต้องใช้ทหารเข้ามาดูแลสถานการณ์แทน เห็นได้ชัดว่า รัฐบาลขณะนั้นพยายามใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาตามความรุนแรงของสถานการณ์ พ.ร.บ.ความมั่นคงที่ใช้ในระยะแรกไม่สามารถหยุดยั้งและจัดการกับสื่อที่ใช้ในการปลุกระดมได้ ตัดตอนการสนับสนุนด้านการเงินแก่กลุ่มจลาจลไม่ได้ คุมพื้นที่ไม่ได้ จึงต้องใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่ให้อำนาจมากขึ้นและคุ้มครองเจ้าหน้าที่ด้วย
รัฐบาลขณะนั้นและทหารพยายามหลีกเลี่ยงความสูญเสียอย่างถึงที่สุด โดยดำเนินการเป็นขั้นตอน ใช้การเจรจาจนสามารถตกลงกันได้ว่ารัฐบาลจะยุบสภาและจัดให้มีการเลือกตั้ง แต่ผู้บงการกลับไม่ยอม การปฏิบัติการของทหารเป็น “การป้องกันตัว” มากกว่า ด้วยการปิดกั้น ปิดล้อม กดดันให้อีกฝ่ายฝ่อไปเอง เป็นการเข้า “คลี่คลาย” สถานการณ์ ไม่ใช่ “สลาย” การชุมนุม โดยเฉพาะการเข้าคุมสวนลุม ซึ่งเป็นที่ซ่องสุมกำลังพลและอาวุธ อาคารสูงบริเวณบ่อนไก่และประตูน้ำที่มีกองกำลังติดอาวุธคอยซุ่มยิงเจ้าหน้าที่ในเวลากลางคืน
ความมั่นคงของชาติขณะนั้นเปราะบางมาก หากทหารไม่ออกมาช่วยรัฐบาล ป่านนี้บ้านเมืองจะพลิกโฉมเป็นอย่างไรบ้างไม่มีใครเดาได้ ฝ่ายก่อการจลาจลมีความมั่นใจมากว่าพวกเขาต้องชนะแน่ ถึงการยื่นคำขาดให้รัฐบาลยอมแพ้ภายใน 36 ชั่วโมง และนายอภิสิทธิ์ต้องเดินทางออกนอกประเทศโดยทันที และอาจใช้พลังมวลชนซึ่งหยุดไม่อยู่แล้วไปเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองแบบพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินก็ได้ เวลานั้นหากแกนนำปลุกระดมอย่างไร มวลชนก็พร้อมจะทำ เราขอยกย่อง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีกลาโหม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รอง ผบ.ทบ.ในขณะนั้น ซึ่งลูกน้องเสียชีวิตและบาดเจ็บหลายร้อยนาย เหตุการณ์คืนวันที่ 10 เม.ย. 2553 ทำให้ฝ่ายการเมืองถอดใจแล้ว และพร้อมยอมรับการตัดสินใจของบรรดาขุนทหารที่กำลังประชุมลับกันอยู่ ช่วงเวลานั้นเป็นโอกาสเหมาะที่สุดหากทหารถือโอกาสเข้าคุมอำนาจเลย แต่ท่านไม่ทำและยืนยันว่าจะไม่ก้าวก่ายการตัดสินใจของฝ่ายการเมือง วันนั้นถ้าทหารไม่ออกมา ทุกอย่างก็จบ วิกฤตปี 2553 ทำให้พวกเขาได้บทเรียนว่าจะต้องคุมกองทัพให้ได้
แต่วันนี้มีความพยายามที่จะลบข้อมูลให้พวกเผาบ้านเผาเมือง ไล่ฆ่า ไล่ยิง ทำร้ายร่างกายทหาร ประชาชนผู้บริสุทธิ์ ให้หายไปจากประวัติศาสตร์ เพื่อไม่ต้องถูกลงโทษตามกฎหมาย หรือฟอกคนทำผิดกฎหมายให้เป็นคนถูกกฎหมาย ฟอกคนทำร้ายบ้านเมืองให้เป็นพระเอก มีความพยายามเพิ่มตัวเลขผู้เสียชีวิตให้ดูสูงขึ้นเพื่อหวังผลทางการเมือง เช่นเดียวกับพยายามทำตัวเลขผู้เสียชีวิตที่ทหารเข้าไปเกี่ยวข้องให้สูงขึ้น ทั้งที่ตอนแรกเริ่มต้นจาก 13 รายที่พิจารณาจากกระสุนหัวสีเขียวที่พบในร่างกายผู้เสียชีวิตเท่านั้น ต่อมามีความพยายามดึงทหารเข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้น ทั้งที่ใครก็รู้ว่าหากทหารปราบปรามประชาชนจริง ต้องมีคนตายมากกว่านี้เยอะ
หากแต่ละฝ่ายต่างยืนยันว่าตนเองเป็นฝ่ายถูก อีกฝ่ายผิด กองเชียร์แต่ละฝ่ายต่างก็เชียร์พวกตนเอง ดังนั้นช่องทางที่เหมาะสมที่สุดที่จะดำเนินต่อไป คือ ให้ทุกอย่างเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและให้ไปจบกันที่ศาลยุติธรรม แต่ละฝ่ายต่างเอาหลักฐานไปหักล้างกัน เมื่อศาลยุติธรรมตัดสินว่าอย่างไร สองฝ่ายต้องน้อมรับคำตัดสินนั้น ไม่ใช่ว่าตัดสินถูกใจก็บอกว่ายุติธรรม หากผลออกมาไม่ถูกใจก็บอกว่าสองมาตรฐาน ถึงแม้เจ้าหน้าที่ยุติธรรมขั้นต้นและขั้นกลางบางคนอาจ “เปลี่ยนสี” ได้ แต่เขาไม่มีทาง “เปลี่ยนความจริง” ได้







