posttoday
เอสเอ็มอีแบงก์โคม่า เถ้าแก่น้อย-รากหญ้า ท่าจะแย่

เอสเอ็มอีแบงก์โคม่า เถ้าแก่น้อย-รากหญ้า ท่าจะแย่

24 ตุลาคม 2555

นโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจระดับรากหญ้า โดยเฉพาะการฟูมฟักผู้ประกอบการรายขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี ของรัฐบาลกำลังจะสะดุดตอหัวคะมำเสียแล้ว

โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ

นโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจระดับรากหญ้า โดยเฉพาะการฟูมฟักผู้ประกอบการรายขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี ของรัฐบาลกำลังจะสะดุดตอหัวคะมำเสียแล้ว

ล่าสุด ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ เอสเอ็มอีแบงก์ ซึ่งเป็นแหล่งเงินที่พึ่งหลักของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอีกลุ่มรากหญ้า และเถ้าแก่จิ๋ว โดยเฉพาะรายที่ถูกธนาคารพาณิชย์ปฏิเสธการให้สินเชื่อกำลังจะหมดที่พึ่งพิง เนื่องเพราะปัญหาหนี้เน่าที่ปูดขึ้นเกือบ 3 หมื่นล้านบาทของเอสเอ็มอีแบงก์

จนทำให้คณะกรรมการหรือบอร์ด ซึ่งมี นริศ ชัยสูตร อธิบดีกรมธนารักษ์เป็นประธาน ต้องเข้าควบคุมการบริหารจัดการพร้อมสั่งปลด โสฬส สาครวิศว กรรมการผู้จัดการคนล่าสุดออกจากตำแหน่ง เพื่อเร่งสอบหาข้อเท็จจริงการปล่อยสินเชื่อตามโครงการของรัฐบาล ที่ถูกตั้งข้อหาว่าเป็นการปล่อยสินเชื่อแบบไม่ชอบมาพากล

ที่สำคัญเพื่อเป็นการเปิดทางในการเข้าสอบหนี้เสียที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีการซ่อนหนี้เน่าไว้ใต้พรมมากมาย สะท้อนจากผลดำเนินงานของเอสเอ็มอีแบงก์ 8 เดือนแรก มีเงินให้สินเชื่อคงค้างกว่า 8.7 หมื่นล้านบาท มีผลขาดทุนสุทธิ 2,200 ล้านบาท มีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล กว่า 2.2 หมื่นล้านบาท หรือ 22.75% ส่งผลให้เงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (บีไอเอส) ลดลงไปต่ำอยู่ที่ 6.35% ขณะที่ข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง หรือ สศค. รายงานงบดุลของเอสเอ็มอีแบงก์ พบว่ามียอดขาดทุนสะสมถึง 7,779 ล้านบาท เพิ่มจากต้นปีที่มียอดขาดทุนสะสม 5,394 ล้านบาท

เอสเอ็มอีแบงก์โคม่า เถ้าแก่น้อย-รากหญ้า ท่าจะแย่

ล่าสุด บอร์ดเอสเอ็มอีแบงก์แต่งตั้ง พิชัย ชุณหวชิร ประธานคณะกรรมการบริหารเอสเอ็มอีแบงก์ ในฐานะประธานคณะกรรมการฟื้นฟูกิจการเอสเอ็มอีแบงก์ กล่าวว่า คณะกรรมการเตรียมทำแผนฟื้นฟูเสนอกระทรวงการคลัง ตั้งเป้าทำให้เสร็จใน 90 วัน ซึ่งเหลือเวลาอีกไม่ถึง 2 เดือนหลังจากนี้

ทั้งนี้ หากบอร์ดไม่จัดการเรื่องหนี้เน่า มั่นใจว่าปัญหาจะลุกลามจนขยายวงกว้าง คาดว่าหนี้เน่าก่อนสิ้นปีนี้น่าจะเพิ่มเป็นกว่า 3.3 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป้าหมายการทำงานในแผนฟื้นฟูฉบับนี้คือการหาแนวทางล้างหนี้เน่า 3 หมื่นล้านบาทภายใน 3 ปี

ทำให้เชื่อว่าการทำงานของเอสเอ็มอีแบงก์หลังจากนี้จะทุ่มเทสรรพกำลังในการแก้หนี้เน่า ทั้งการเร่งปรับโครงสร้างหนี้ การฟ้องร้องบังคับคดีลูกหนี้ การยึดหลักประกันเพื่อนำทรัพย์สินมาขายทอดตลาด เพื่อเร่งดึงที่ตั้งสำรองหนี้เน่าคืนกลับมาเป็นกำไร อาจเป็นผลทำให้ประสิทธิภาพการปล่อยกู้อ่อนด้อยถอยลง

ทำให้ต้องจับตาการทำงานเอสเอ็มอีแบงก์หลังจากนี้ว่า ธนาคารรัฐแห่งนี้ยังจะคงทำหน้าที่เป็นแหล่งทุนในการปล่อยสินเชื่อให้ผู้ประกอบการได้ตามวัตถุประสงค์ของรัฐบาลต่อไปได้หรือไม่

เพราะเชื่อว่าเอ็มดีคนใหม่ หรือแม้กระทั่งบอร์ดที่บริหารเอสเอ็มอีแบงก์ชุดปัจจุบันจะต้องเข้มงวดกับการสแกนลูกหนี้ที่ยื่นขอสินเชื่อมากขึ้น เนื่องจากกลัวว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย อย่าง โสฬส และเอ็มดีคนอื่นๆ ของเอสเอ็มอีแบงก์ที่ก่อนหน้านี้ที่เจอพิษการเมืองเข้าแทรกถูกสั่งให้ปล่อยสินเชื่อตามนโยบายรัฐบาล แต่พอการเมืองเปลี่ยนหัว ผู้บริหารก็ถูกเชือดเจอสอบเรื่องทุจริตการปล่อยสินเชื่อเช่นนี้เหมือนดูหนังซ้ำเรื่องเก่าทุกที

อย่างไรก็ดี ตลอดช่วงเวลา 8-9 เดือน ที่เอสเอ็มอีแบงก์มีปัญหามากมายภายในองค์กร ทั้งเรื่องการสอบทุจริตการปล่อยสินเชื่อจนนำไปสู่การปลดโสฬส ปรากฏว่า ธนาคารพาณิชย์ได้ก้าวเข้ามาบุกตลาดสินเชื่อเอสเอ็มอีกันอย่างคึกคักจนผลประกอบการของธนาคารเกือบทั้งระบบมีกำไรรวมกันมากกว่าแสนล้านบาท โดยพบว่าพอร์ตสินเชื่อส่วนใหญ่มีการขยายสินเชื่อเอสเอ็มอีแทบทุกธนาคาร เช่น ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงไทย และธนาคารทหารไทย มียอดสินเชื่อเอสเอ็มอีโตไม่น้อยหน้ากันที่ระดับกว่า 20% กันทั้งนั้น

แต่ปัญหาสำคัญที่รัฐบาลต้องตระหนักให้มากจากนี้คือ การเร่งช่วยเหลือเอสเอ็มอีรายย่อยที่ไม่สามารถขอกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ได้ โดยเทียบจากตัวเลขผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั้งประเทศที่มีอยู่จำนวน 3 ล้านราย แต่พบว่ามีผู้ประกอบการที่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้เพียง 1.24 ล้านราย ซึ่งเอสเอ็มอีที่ขอกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ได้ส่วนใหญ่เป็นเอสเอ็มอีชั้นดีระดับ High End ที่ผลิตภัณฑ์ชั้นดี นวัตกรรมเยี่ยม แผนธุรกิจเป็นเลิศ มีความพร้อมให้ธนาคารพาณิชย์ทั้งหลายจับบุกตลาดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ไปจนถึงตลาดต่างประเทศ

ขณะที่เอสเอ็มอีอีกครึ่ง หรือกว่า 1.7 ล้านราย ซึ่งเป็นเอสเอ็มอีกลุ่มชาวบ้าน พวกรากหญ้า และชาวโอท็อป ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่ความเสี่ยงในการเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ซึ่งปกติก็เป็นกลุ่มที่แบงก์พาณิชย์คัดทิ้งอยู่แล้ว กำลังจะลำบากมากยิ่งขึ้น เพราะที่พึ่งสุดท้ายคือเอสเอ็มอีแบงก์เองก็ยังจะเอาตัวเองไม่รอด

แถมยังต้องมาเจอปัญหาเรื่องต้นทุนแพงจากนโยบายขึ้นค่าแรง 300 บาทของรัฐบาลถล่มซ้ำอีก จึงกลายโจทย์ใหญ่ของรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในยามที่ประเทศต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภายในประเทศ เพื่อรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก เพราะมูลค่าทางด้านเศรษฐกิจของเอสเอ็มอีคิดเป็น 80% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ หรือจีดีพี ที่ทำให้เกิดการจ้างงานหลายล้านราย

หากรัฐบาลยังไม่มีนโยบายเรื่องการจัดการเอสเอ็มอีที่ชัดเจน และยังปล่อยให้เอสเอ็มอีแบงก์มีปัญหาการเมืองเข้าแทรกเช่นที่ผ่านมานี้ เชื่อว่าจะกระทบต่อเป้าหมายของรัฐบาลและกระทรวงการคลัง ที่ต้องการเสียโอกาสในการพัฒนาเอสเอ็มอีไทยบุกตลาดเออีซีได้อย่างที่ตั้งความหวังไว้

 

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI