posttoday
เลื่อนAECออกไป!...จะดีหรือ?

เลื่อนAECออกไป!...จะดีหรือ?

17 ตุลาคม 2555

จากข่าวผลการสำรวจของสำนักโพลแห่งหนึ่งถึงความพร้อมในการปรับตัวของผู้ส่งออกเอสเอ็มอี (SMEs)

โดย...วิณุ วงศ์สินศิริกุล

จากข่าวผลการสำรวจของสำนักโพลแห่งหนึ่งถึงความพร้อมในการปรับตัวของผู้ส่งออกเอสเอ็มอี (SMEs) ไทยเพื่อรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community ; AEC) ที่ระบุว่า มีผู้ประกอบการถึงร้อยละ 60 ของ SMEs ไทยจากทั้งหมด 2.9 ล้านราย ยังไม่มีการปรับตัวเพื่อรองรับ AEC แต่อย่างใด โดยประมาณร้อยละ 42 รอการช่วยเหลือจากภาครัฐ เกือบร้อยละ 30 ระบุว่าไม่ทราบข้อมูล และต้องการข้อมูลที่ชัดเจนที่เกี่ยวข้องกับ AEC

มีเพียงผู้ประกอบการประมาณร้อยละ 7 เท่านั้นที่ยืนยันว่า ได้มีการปรับตัวเพื่อรับการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนแล้ว และส่วนท้ายของข่าวรายงานว่า นักวิชาการที่ทำการสำรวจสนับสนุนให้มีการเลื่อนการรวมตัวเป็น AEC ออกไปอีก 1 ปี เพื่อให้มีเวลาเพียงพอในการปรับตัว

ลองมาพิจารณาดูว่า หากมีการเลื่อนการรวมตัวเป็น AEC ออกไป จะเกิดผลกระทบทางบวกและทางลบ อย่างไรบ้าง ขอเริ่มที่ผลกระทบทางลบก่อน

หนึ่ง หากประเทศไทยแสดงเจตจำนงขอเลื่อนการรวมตัวเป็น AEC ออกไป ในขณะที่อีก 9 ประเทศสมาชิกที่เหลือยังยืนยันเจตนารมณ์เดิม ประเทศไทยย่อมเสียเปรียบในหลายมิติอย่างแน่นอน เช่น สูญเสียโอกาสทางการตลาดในอาเซียน เป็นต้น และที่สำคัญเป็นการเปิดเผยจุดอ่อนให้ประเทศสมาชิกอื่นๆ ต่างรับรู้ว่า ประเทศไทยนั้นยังไม่มีความพร้อมในการปรับตัวเอาเสียเลย

เลื่อนAECออกไป!...จะดีหรือ?

 

จริงอยู่ที่ประเทศที่มีความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจและความมั่นคงทางการเมืองในระดับที่สูงกว่าในอดีต ก็น่าจะมีระดับของความพร้อมในการปรับตัวมากกว่าประเทศอื่น แต่ในความเป็นจริง หลายสถานการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลให้เชื่อได้ว่า ระดับความพร้อมในการปรับตัวของผู้ประกอบการ SMEs ของแต่ละประเทศในอาเซียนนั้นไม่น่าแตกต่างกันมากนัก ยิ่งกว่านั้นไม่น่าเป็นไปได้ที่ผู้ประกอบการ SMEs ของกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม) จะสามารถปรับตัวและสร้างความพร้อมเพื่อรองรับ AEC ได้ดีกว่าผู้ประกอบการ SMEs ไทยอย่างมีนัย ซึ่งกลุ่มประเทศ CLMV ไม่เคยแสดงเจตจำนงขอเลื่อนการรวมตัวเป็น AEC ออกไปเลย

ในทางกลับกันกลับแสดงเจตจำนงขอเลื่อนการเข้าเป็นประชาคมอาเซียน (ASEAN Community; AC) เร็วขึ้นจากปี พ.ศ. 2563 เป็น พ.ศ. 2558 เสียด้วยซ้ำ เพราะกลุ่มประเทศเหล่านี้มองเห็นโอกาสและผลประโยชน์มหาศาลของการเป็นประชาคมอาเซียนโดยแท้

สอง จากผลการสำรวจ รวมไปถึงข้อเสนอของการเลื่อนการรวมตัวเป็น AEC ออกไป ทำให้เห็นได้ชัดเจนว่า คนไทยจำนวนไม่น้อยยังเข้าใจ AEC อย่างคลาดเคลื่อนและไม่ถูกต้องนัก แท้จริงแล้วองค์ประกอบส่วนหนึ่งของ AEC คือ เขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 กรอบการตกลงด้านการค้าบริการ (AFAS) เริ่มมีผลบังคับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 ความตกลงเขตการลงทุนอาเซียน (AIA) มีผลตั้งแต่ปี พ.ศ. 2541

รวมไปถึงธุรกิจบริการอย่าง สาขาบริการด้านคอมพิวเตอร์ โทรคมนาคม และธุรกิจท่องเที่ยวและสุขภาพ มีผลภายใต้กรอบ AEC ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 จะเห็นได้ว่า ส่วนหนึ่งของสิทธิประโยชน์ต่างๆ ตามข้อตกลงของ AEC มีผลบังคับใช้เรียบร้อยแล้ว กล่าวอีกนัยหนึ่ง ประเทศไทยกำลังเดินอยู่บนถนน AEC หาได้ก้าวเข้าสู่ AEC อย่างที่เข้าใจ

แต่เรากำลังจะก้าวเข้าสู่ความเป็นประชาคมอาเซียน หรือ AC ต่างหาก และนี่คือที่มาของความจำเป็นของคนไทยที่ต้องรู้จักปรับตัวเพื่อรองรับ AC ที่กำลังจะเกิดขึ้น ดังนั้นการเลื่อนการรวมตัวเป็น AEC ออกไป ไม่น่าจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เลย และข้อเสนอดังกล่าวดูจะสร้างความสับสน และความเข้าใจผิดเพิ่มขึ้นในสังคมไทยอย่างมาก

สาม หากมีการเลื่อนการรวมตัวเป็น AEC ออกไปอีก 1 ปีจริงตามข้อเสนอ ก็ไม่มีสิ่งใดจะยืนยันได้ว่า อีก 1 ปีข้างหน้านั้น ผู้ประกอบการ SMEs ไทยจะมีการปรับตัวจนมีระดับความพร้อมเพียงพอ และที่สำคัญต้องทำความเข้าใจว่า วันที่ 1 ม.ค. 2558 ซึ่งเป็นวันแรกของการเป็นประชาคมอาเซียน และเป็นวันเริ่มต้นที่แต่ละประเทศจะต้องปรับปรุง เปลี่ยนแปลงอีกหลายๆ อย่าง เพื่อให้สอดรับ และเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของประชาคมอาเซียน

สหภาพยุโรปถือเป็นอีกหนึ่งแม่แบบของการรวมตัวทางเศรษฐกิจในรูปแบบประชาคม กำเนิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 7 ก.พ. 2535 จวบจนวันนี้ผ่านไปกว่า 20 ปี แต่ละประเทศสมาชิกในสหภาพยุโรป ยังคงต้องปรับตัว เปลี่ยนแปลงในอีกหลายๆ ด้าน เพื่อบรรลุตามวัตถุประสงค์ของการรวมตัวเป็นสหภาพยุโรป

ดังนั้นแต่ละประเทศสมาชิกอาเซียนจึงควรเริ่มปรับตัวเพื่อสร้างความพร้อมเสียแต่วันนี้ และให้เป็นไปอย่างต่อเนื่องในอนาคต แต่หากยังคงเลื่อนการรวมตัวออกไป ย่อมไม่ส่งผลดีต่อภูมิภาคนี้เป็นแน่

ผลกระทบทางบวกของการเลื่อนการรวมตัวเป็น AEC ออกไป ดูเหมือนจะมีอยู่เพียงประการเดียว คือ มีระยะเวลาเพิ่มขึ้นสำหรับการปรับตัวเพื่อสร้างความพร้อม หากแต่ตามที่กล่าวไว้ข้างต้น ไม่มีสิ่งใดยืนยันว่า การเลื่อนการรวมตัวออกไป จะส่งผลให้ระดับความพร้อมของผู้ประกอบการ SMEs ไทยเพิ่มสูงขึ้นจริง และที่สำคัญต้องคำนึงว่า นโยบายการรวมตัวทางเศรษฐกิจอย่างการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนนั้น เป็นนโยบายระดับภูมิภาค กล่าวคือ วัตถุประสงค์ต่างๆ ที่ตั้งไว้

รวมถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นในภูมิภาคจากนโยบายนี้จะสัมฤทธิผลได้ จำต้องได้รับความร่วมไม้ร่วมมือจากผู้บริหารประเทศที่เป็นสมาชิก ผู้ที่จะร่วมกำหนดทิศทาง รวมไปถึงมาตรการต่างๆ คือ ผู้นำของแต่ละประเทศสมาชิก หาใช่เป็นนโยบายระดับประเทศอย่างนโยบายคืนภาษีรถคันแรก นโยบายรับจำนำข้าว ฯลฯ ที่ผลกระทบต่างๆ ที่เกิดขึ้นย่อมส่งผลกระทบโดยตรงภายในประเทศเท่านั้น ซึ่งผู้บริหารประเทศมีอำนาจโดยตรงในการตัดสินใจออกมาตรการต่างๆ

จึงกล่าวได้ว่า คนไทยทุกภาคส่วนจำต้องเดินหน้าในการปรับตัวเพื่อสร้างความพร้อมสำหรับการเป็นประชาคมอาเซียนที่กำลังจะเกิดขึ้น ภาครัฐต้องให้ความรู้ ความเข้าใจ ทั้งข้อมูล สิทธิประโยชน์ที่จะได้รับ รวมไปถึงผลกระทบต่างๆ จากการเป็นประชาคมอาเซียนให้กับภาคเอกชน

ในขณะที่ภาคเอกชนก็ต้องเปิดใจยอมรับกับการปรับตัว และการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้ ภาคส่วนวิชาการเองก็มีความสำคัญในการ สร้างองค์ความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องประชาคมอาเซียน ไม่สร้างความสับสนหรือนำไปสู่ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนให้กับสังคม

ทั้งนี้เพราะประชาคมอาเซียน คือ ความยืดหยุ่นในการปรับตัวของแต่ละประเทศสมาชิก ถ้าประเทศใดมีระดับความยืดหยุ่นในการปรับตัวสูง ประชาคมอาเซียนจะคือโอกาสในการได้รับผลประโยชน์มหาศาลของประเทศนั้น

แต่ถ้าหากประเทศใดมีระดับความยืดหยุ่นในการปรับตัวต่ำ โอกาสอันดีก็จะถูกแปรเปลี่ยนเป็นวิกฤตนั่นเอง

 

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI