
วันนี้กินดีอยู่ดีแต่ 2 ปี หายนะ
โดย...ธรรมสถิตย์ ผลแก้ว
โดย...ธรรมสถิตย์ ผลแก้ว
“ผมปลูกข้าวไม่เป็น”
ชัดถ้อยชัดคำจาก รศ.ดร.อดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา หัวขบวนกลุ่มนักวิชาการและนักศึกษาสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือนิด้า ที่ร่วมกันยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้รัฐบาลยุติโครงการรับจำนำข้าวหลังถูกตั้งคำถาม “อาจารย์ปลูกข้าวเป็นหรือเปล่า”
ก่อนหน้านี้แกนนำมวลชนฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลออกมาโจมตีกลุ่มนักวิชาการที่เคลื่อนไหวคัดค้านโครงการรับจำนำข้าว ด้วยการเย้ยหยันแค่เห็นนามสกุลรู้ทันที “ไม่เคยปลูกข้าว” ไปไกลกว่านั้น ยัดเยียดให้เป็นลูกหลานอำมาตย์ ช่วยเหลือคนรวย จ้องทำลายชาวนา
ทว่า รศ.ดร.อดิศร์ มองข้ามเสียงครหานินทา เพราะไม่ได้เป็นเหตุเป็นผลทำให้บทบาทหน้าที่ทางวิชาการที่มีต่อสังคมต้องสูญเสียไป
“เราช่วยในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อชาวนา นักวิเคราะห์ข้าวไม่จำเป็นต้องปลูกข้าวเป็น ผมเชื่อว่าอาจารย์อัมมาร (อัมมาร สยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ) ก็ปลูกข้าวไม่เป็น แต่ท่านเป็นมือหนึ่งของนักวิชาการด้านข้าว จริงอยู่ผมปลูกข้าวไม่เป็น แต่ผมก็รู้เรื่องเกี่ยวกับสิ่งที่รัฐบาลได้ทำไป และโอกาสที่จะไปทำลายภาคการเกษตร”
ทั้งอาจารย์อัมมาร หรือแม้แต่วีรพงษ์ รามางกูร หัวหน้ากุนซือเศรษฐกิจนายกฯ ปู ส่งหนังสือเตือนรัฐบาลจะพังเพราะโครงการรับจำนำข้าว ล่าสุด สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการสีแดง โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊กแสดงความห่วงใย หากเดินหน้าโครงการรับจำนำข้าวต่อไปจะมีประเด็นปัญหาตามมาอีกมาก และเตือนพวกที่เชียร์นโยบายนี้ให้เพลาๆ กันหน่อย
อย่างไรก็ตาม เสียงสะท้อนนักวิชาการเหล่านี้อาจไม่เจอปฏิกิริยาโต้กลับหนักหน่วงเท่ากับ รศ.ดร.อดิศร์ เพราะตลอดระยะเวลาของการเคลื่อนไหวต้องเผชิญแรงเสียดทานจากวาจาเสียดสี มากกว่าการใช้เหตุผลทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน
“ยอมรับมีแรงเสียดทานบ้าง แต่ผมไม่ค่อยให้ความสำคัญ ส่วนใหญ่เป็นการด่าทอง่ายๆ ตรงไปตรงมา คือถ้าเป็นแรงเสียดทานทางวิชาการผมจะกลัว เช่น กล่าวว่าบทวิเคราะห์นิด้าผิด หรือนิด้าบอกคุณภาพข้าวต่ำ แต่ที่จริงแล้วคุณภาพข้าวดีขึ้น อย่างนี้ผมกลัว ถ้าผมพูดในสิ่งที่วิเคราะห์ผิด แต่แรงเสียดทานที่เห็นไม่ใช่แบบนั้น มันไม่มีคนเอาเหตุผลมาพูดกัน บางทีบอกว่าสถาบันนิด้าเชื่อถือไม่ได้ ดีแล้วที่ฉันไม่ไปเรียน ดับเครื่องชนอย่างนี้เลย ก็คิดว่าไม่เป็นไร ผมคิดว่าคนพวกนี้ต้องมีอยู่แล้วในสังคม เขาอยากพูดก็พูด เราไม่ว่าอะไร”
ยิ่งย้อนดูบทบาทนักวิชาการผู้นี้ มิได้ตรวจสอบเฉพาะโครงการรับจำนำข้าว แต่มีงานวิจัยทั้งเรื่องสร้างเสริมหลักเศรษฐกิจพอเพียง การให้ความสำคัญต่อปัญหาทรัพยากรธรรมชาติ เพราะเป็นถึงฝ่ายที่ปรึกษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของทีดีอาร์ไอ
รศ.ดร.อดิศร์ ยังเป็นผู้นำเสนอบทความต้นตอมหาอุทกภัยเมื่อปีที่ผ่านมา จากการใช้ประโยชน์ที่ดินผิดประเภทเพื่อการแสวงหาผลประโยชน์ จึงควรวางผังเมืองเพื่อพัฒนาประเทศ หรือแม้แต่การให้ความสำคัญเสนอทางแก้ปัญหาความไม่เสมอภาคจากนายทุนครอบครองที่ดินทำกินเกษตรกร ฯลฯ
ตรงนี้เป็นเครื่องชี้วัดความรับผิดชอบทางวิชาการที่มีต่อนโยบายสาธารณะได้อย่างดี
แต่น่าเสียดายแกนนำทางการเมืองที่ออกมาไล่ให้นักวิชาการไปทำเรื่องความไม่เป็นธรรมทางสังคม ไม่ได้ทำความเข้าใจเจตนาที่แท้จริงของงานวิชาการเหล่านี้
การที่คณบดีคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ นิด้า ผู้นี้จำเป็นต้องตรวจสอบโครงการรับจำนำข้าวอย่างจริงจัง ก็มาจากชนวนเหตุรัฐบาลกำหนดราคาจำนำข้าว 1.5 หมื่นบาท กำลังทำลายโครงสร้างตลาดข้าว
“ที่ต้องตรวจสอบโครงการรับจำนำข้าวรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เพราะเสนอราคาสูงกว่าราคาตลาด ตรงนี้เองเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ ทำให้รัฐบาลชุดนี้ต้องเรียกว่าไม่ได้จำนำข้าวแล้วนะ แต่เป็นการตั้งโต๊ะรับซื้อผูกขาดตลาดข้าวโดยสิ้นเชิง แม้ใช้ชื่อจำนำข้าวเหมือนกัน แต่ข้อเท็จจริงไม่ใช่”
รศ.ดร.อดิศร์ อธิบายเพิ่มเติมว่า การจับเรื่องนี้เพราะเป็นเรื่องเศรษฐกิจและติดตามนโยบายรัฐบาลมานาน หลังๆ มีการพูดถึงเรื่องทุจริตเข้ามาด้วย นำมาสู่โครงการรับจำนำข้าวเพราะมีการทุจริต เพียงแต่เวลามองประเด็นเรื่องทุจริตจะไม่ตรงกับงานในคณะ งานในคณะพูดถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจ ซึ่งนโยบายนี้กระทบกับโครงสร้างตลาดข้าวโดยตรง จึงคิดว่าประเด็นที่น่าหยิบยกมาพูดกันและน่าเป็นประโยชน์ต่อสังคมว่าสิ่งที่รัฐบาลทำรุนแรง
อีกทั้งมีเงื่อนไขรัฐธรรมนูญที่ห้ามทำ จึงเหมือนไปฟ้องให้สังคมเห็นว่าการรับจำนำไม่ใช่ประเด็นทุจริตอย่างเดียว ยังเป็นการสร้างความเสียหายตลาดข้าวระยะยาว โดยเฉพาะในรัฐธรรมนูญเขียนไว้ว่ารัฐบาลไม่สามารถทำอย่างนี้ได้ ต้องการชี้ให้สังคมไทยเห็นว่าบ้านเมืองไทยมีขื่อมีแป ก็เลยอยากให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย
รศ.ดร.อดิศร์ เริ่มสังหรณ์ใจตั้งแต่เกิดเหตุน้ำท่วมใหญ่เมื่อปีที่แล้ว
“บางจังหวัดมีการบริหารน้ำจังหวัดตัวเอง ให้ความสำคัญในพื้นที่ปลูกข้าวเป็นพิเศษ เหมือนขอเวลาสองอาทิตย์ได้ไหม ปิดประตูน้ำ ทำให้เริ่มสังหรณ์ใจทำไมต้องรักษาพื้นที่ปลูกข้าวมากมายขนาดนี้ เพราะในอดีตเห็นภาพนาข้าวล่ม น้ำมาก็เห็นใจไม่ควรจะเกิด แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่าเป็นเพราะนโยบายรับซื้อข้าวราคาสูง ทำให้กลุ่มผู้มีผลประโยชน์ต้องรักษาพื้นที่ปลูกข้าวสุดชีวิต เพื่อยังคงตักตวงผลประโยชน์นี้ไว้ ตั้งแต่จุดนั้นมาทำให้คิดว่านโยบายการรับซื้อข้าวของรัฐมันน่ามีผลกระทบเยอะ มีเรื่องเอื้อประโยชน์กับผู้ได้ประโยชน์ เพราะพื้นที่นาข้าวไม่ใช่ของคนจนทั้งหมด นาข้าวที่เป็นของคนรวยก็มีเยอะ ข้าราชการ นักการเมือง ก็เป็นเจ้าของที่นาปล่อยให้คนเช่า”
เขาย้ำ “ผมมาทำงานนี้เพื่อต้องการช่วยชาวนา แต่ดูเหมือนคนบางส่วนมองว่าอาจารย์นิด้ามาคัดค้านหรือขัดขวางโอกาสที่ชาวนากำลังลืมตาอ้าปาก แต่ข้อเท็จจริงสิ่งที่พวกเราทำเราเห็นความหายนะที่กำลังเกิดขึ้นกับข้าวไทยในเรื่องคุณภาพข้าว เรื่องต้นทุนการผลิต การใช้ที่ดินมากเกินกว่าที่ควรจะเป็น ความเสียหายนี้จะเกิดขึ้นแน่ภายใน 2 ปี ถ้าไม่หยุด ท้ายสุดเกษตรกรจะได้รับความเสียหาย จะไม่สามารถส่งออกหรือขายข้าวได้ คิดดูง่ายๆ ข้าวคุณภาพต่ำ ต้นทุนแพง ขายใครไม่มีใครซื้อ เราไม่อยากเห็นสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้น เราจึงออกมาคัดค้าน”
“ดูเหมือนว่าเราไปขัดขวางเกษตรกรไม่ให้รับเงิน 1.5 หมื่นบาท ซึ่งมันก็จริง แต่เป็นสิ่งที่เรายังคงเก็บรักษาอนาคตข้าวไทยไว้ให้เป็นข้าวคุณภาพสูงในสายตาชาวต่างชาติเหมือนเดิม”
แม้ฝ่ายการเมืองสร้างความเข้าใจอีกด้าน ด้วยการชี้ให้เห็นรับจำนำข้าว 1.5 หมื่นบาท ทำให้ชีวิตเกษตรกรลืมตาอ้าปากได้ แต่ รศ.ดร.อดิศร์ ก็เชื่อว่าเกษตรกรเริ่มเห็นปัญหาแล้ว
“เกษตรกรยังอยากเห็นความสะดวกสบายจากวันนี้ไปก่อน คือการได้รับค่าตอบแทนที่สูงขึ้น แต่ผมเชื่อว่าเกษตรกรหลายรายไม่ได้หมื่นห้า จะได้หมื่นหนึ่งหมื่นสอง ไม่มีใครสักคนบอกว่าได้หมื่นห้า หมื่นสี่ก็ไม่มี แต่เขาขายข้าวได้ดีขึ้น เขายอมรับ เขาก็ชอบ ผมคิดว่าชาวนาส่วนหนึ่งเล็งเห็นแล้วว่าจะเป็นอย่างนี้ต่อไปได้อีกไม่นาน”
การออกมาส่งเสียงดังๆ จาก รศ.ดร.อดิศร์ และปรมาจารย์วิชาการอีกหลายรายถึงรัฐบาลครั้งนี้จึงไม่ธรรมดา
ถือเป็นบทบาทภาควิชาการที่มีต่อประเทศด้วยความห่วงใย แม้จะมีบางฝ่ายแปลงเจตนาไปอีกด้านหนึ่งก็ตาม







