
ค่านิยมที่ผิด
ในขณะที่หนี้สาธารณะของประเทศกำลังพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง เป็นผลมาจากนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยนโยบายประชานิยมแบบสุดโต่ง ทำให้ละลายเงินงบประมาณแผ่นดินไปอย่างไร้ประสิทธิภาพ อีกทางหนึ่งเศรษฐกิจที่ชะลอตัวทำให้รัฐเก็บภาษีได้ต่ำกว่าเป้าหมาย
ในขณะที่หนี้สาธารณะของประเทศกำลังพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง เป็นผลมาจากนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยนโยบายประชานิยมแบบสุดโต่ง ทำให้ละลายเงินงบประมาณแผ่นดินไปอย่างไร้ประสิทธิภาพ อีกทางหนึ่งเศรษฐกิจที่ชะลอตัวทำให้รัฐเก็บภาษีได้ต่ำกว่าเป้าหมาย
ในด้านของเศรษฐกิจระดับครัวเรือนนั้น ไม่ได้ดูดีเหมือนที่รัฐบาลอยากเห็น เนื่องจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาเตือนว่าหนี้ครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้นมาก แถมสัดส่วนการเป็นหนี้ส่วนบุคคลเพิ่มขึ้นจาก 2 เท่าของรายได้ เป็น 4 เท่าของรายได้ และที่น่าเป็นห่วงคือการขยายตัวของหนี้นอกระบบ คือ เจ้าหนี้ที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นันแบงก์) เพิ่มขึ้นมาก
ผู้ที่ควรจะต้องดูแลเรื่องนี้คือรัฐบาล ทั้งรองนายกฯ เศรษฐกิจ หรือ รมว.คลัง หรือ รมต.ประจำสำนักนายกฯ ควรจะหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาดู แต่กลายเป็นคนที่สะกิดให้เห็นภาพของหนี้นอกระบบกลับเป็น ธปท. หรือ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตผู้ว่าการ ธปท. รองนายกฯ และ รมว.คลัง ทั้งที่ไม่ได้มีหน้าที่ดูแลเรื่องนี้โดยตรง
ที่ว่า ธปท.ไม่ได้มีหน้าที่ดูแลเรื่องนี้โดยตรง เพราะ ธปท.ไม่ได้มีกฎหมายที่จะเข้าไปดูแลและปราบปรามเจ้าหนี้นอกระบบเหล่านี้ แต่กลับเป็นฝ่ายพยายามที่จะงัดเอาเครื่องมืออะไรก็ได้ที่จะนำมาใช้ควบคุมเพื่อช่วยประชาชน
เครื่องมือที่ ธปท.ใช้คือ ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 หรือ ปว.58 ซึ่งจะต้องมีการกระทำที่เข้าข่ายผิดกฎหมายนี้จึงจะเข้าไปจัดการได้
ฉะนั้น เมื่อมีคนชี้ประเด็นให้เห็นแล้ว สิ่งที่รัฐบาลควรจะทำ คือ หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าจะช่วยเหลือประชาชนไม่ให้ได้รับผลกระทบจากนันแบงก์ที่คิดดอกเบี้ยโหด จนทำให้ประชาชนต้องติดกับดักหนี้ คือ ใช้หนี้เท่าไหร่ก็ไม่หมด เพราะดอกเบี้ยจะทบเงินต้นตลอดเวลา และคนที่เข้าไปใช้เงินกู้ประเภทนี้ คือ รายย่อยที่มีเงินเดือนไม่ถึง 1.5 หมื่นบาท ซึ่งไม่เข้าเกณฑ์จะทำบัตรเครดิตได้
เรื่องนี้ รมว.คลัง ควรจะต้องรีบเข้ามาดูแล เพราะหากประชาชนก่อหนี้เต็มเพดานรายได้ สุดท้ายก็จะต้องออกจากการกู้ในระบบไปสู่การกู้นอกระบบ และกลายเป็นงูกินหางมีหนี้ท่วมหัว และในที่สุดก็หมดแรงใช้จ่าย เศรษฐกิจที่รัฐบาลคิดว่าจะดีก็จะไม่ดีจริงอย่างที่คิด
รัฐบาลนี้ได้เคยให้ลงทะเบียนลูกหนี้และแก้ไขหนี้รายย่อยให้ประชาชนไปแล้วรอบหนึ่ง โดยใช้ธนาคารของรัฐเป็นเครื่องมือ แต่หลังจากที่ได้ทำไปแล้วเคยติดตามผลว่าลูกหนี้ที่พักหนี้ไปแล้ว ได้ไปเป็นหนี้นอกระบบเพิ่มอีกหรือไม่
เรื่องของการสร้างค่านิยมใช้ก่อนผ่อนทีหลังเป็นเรื่องอันตราย และจะทำลายระบบการออมของประเทศ รวมทั้งสร้างปัญหาทำให้สัดส่วนเงินออมต่อเงินลงทุนของประเทศต่ำเกินไป ประเทศจะลงทุนอะไรก็ต้องกู้อย่างเดียว ซึ่งเป็นสัญญาณที่ไม่ดีต่อเศรษฐกิจระยะยาว รัฐบาลควรรีบแก้ไขก่อนจะสายเกินแก้







