
"ประหยัด-ลดหนี้" ใช้ไม่ได้ผลยุโรปส่อสะบั้น โลกส่อสะเทือน
หลังจากที่ความพยายามแก้วิกฤตการณ์หนี้ยูโรโซนที่ดำเนินมาตลอด 3 ปี ยังไม่ประสบผลสำเร็จ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
หลังจากที่ความพยายามแก้วิกฤตการณ์หนี้ยูโรโซนที่ดำเนินมาตลอด 3 ปี ยังไม่ประสบผลสำเร็จ ซ้ำร้ายสถานการณ์ยังเลวร้ายลง จากแนวโน้มที่ยุโรปจะต้องเผชิญภาวะเศรษฐกิจถดถอย จนฉุดให้เศรษฐกิจโลกต้องย่ำแย่ตามกันไปหมดด้วย หลายฝ่ายจึงหันกลับมาตั้งคำถามที่ต้นตอของปัญหาอีกครั้งว่า ได้ดำเนินความพยายามมากเพียงพอ หรือแก้ปัญหาได้ถูกจุดแล้วหรือไม่
แม้ว่ากองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) อาจจะไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาครั้งนี้ได้เหมือนกับหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา เพราะไม่มีเงินพอจะช่วยให้ครอบคลุมได้ทั้งหมด ทว่าไอเอ็มเอฟก็ตอบคำถามดังกล่าวได้น่าสนในว่า แนวทางรัดเข็มขัดลดรายจ่ายของยุโรปนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ทว่าอาจไม่ถูกเวลา
คริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟ ได้เรียกร้องล่าสุดให้กลุ่มประเทศยุโรปชะลอเป้าหมายแผนรัดเข็มขัดออกไปก่อน เพื่อไม่ให้แต่ละประเทศต้องลดงบประมาณรายจ่ายเร็วเกินไป จนสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจเลวร้ายเกินกว่าที่คาดเอาไว้ ซึ่งไม่ใช่แค่ในระดับชาติเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบวงกว้างไปยังทั่วโลกด้วย ซึ่งการส่งเสียงทัดทานในช่วงเวลานี้ที่สถานการณ์เริ่มเลวร้ายลงอย่างเห็นได้ชัดในหลายด้านและหลายประเทศ อาจถือเป็นจังหวะเหมาะของการเตือนให้ยุโรปหันมาทบทวนแนวทางแก้ปัญหาของตนเองอีกครั้ง
เพราะหากยังฝืนเล่นบทตึงเกินไป ฟางเส้นสุดท้ายของบูรณภาพแห่งกลุ่มยูโรโซน 17 ประเทศที่ใช้เงินสกุลยูโร หรือแม้แต่สหภาพยุโรป 27 ประเทศ ก็อาจขาดผึงลงได้อย่างคาดไม่ถึง และจะส่งผลกระทบไปทั้งโลกอย่างทั่วถึงพร้อมกันด้วย
หากจะกล่าวว่ากลุ่มยูโรโซน ได้กลายเป็นภูมิภาคแห่งการประท้วงไปแล้ว ก็คงไม่ผิดนัก เพราะสถานการณ์ในปัจจุบันล้วนเต็มไปด้วยการก่อหวอดประท้วงอย่างรุนแรงของสหภาพแรงงานและประชาชน ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการลดรายจ่ายของรัฐ เช่น กรีซและสเปน ทางด้านโปรตุเกสก็เผชิญการประท้วงเงียบของผู้คนที่ทยอยหนีไปแสวงหางานทำในอดีตประเทศอาณานิคม ในขณะที่ฝรั่งเศสนั้นก็ต้องเผชิญการหนีออกนอกประเทศของเศรษฐี เพื่อเลี่ยงมาตรการรีดภาษีคนรวย
กรีซ นับเป็นตัวอย่างของการ “จนตรอก” จากมาตรการรัดเข็มขัดของภาครัฐอย่างแท้จริง ด้วยการตัดลดรายจ่ายลงในทุกภาค ตั้งแต่การปฏิรูปภาคแรงงาน ปฏิรูปภาษี ปฏิรูปภาคธนาคาร ตัดลดสวัสดิการและเงินบำนาญ หั่นงบประมาณรายจ่ายภาครัฐ ไปจนถึงการแปรรูปขายกิจการของรัฐให้เป็นเอกชนเพื่อความอยู่รอดของประเทศ
นับตั้งแต่ขอเงินกู้งวดแรกไปเมื่อกลางปี 2010 และเงินกู้รอบสองในเดือน มี.ค.ปีนี้ รวม 2.4 แสนล้านยูโร (ราว 9.6 ล้านล้านบาท) ชาวกรีกทั่วประเทศต้องเผชิญภาวะตกงาน เศรษฐกิจย่ำแย่ การค้าซบเซา และอีกสารพัดปัญหาในช่วงเกือบ 3 ปีมานี้ ยังไม่นับรวมปัญหาสังคมต่างๆ เช่น การทอดทิ้งลูก ครอบครัวแตกแยก และอาชญากรรมที่เพิ่มขึ้น ภายหลังรัฐบาลได้หั่นการขาดดุลงบประมาณลงจาก 15.7% ของจีดีพีในปี 2009 มาอยู่ที่ 9.2% ของจีดีพีในปี 2011
ล่าสุดรัฐบาลกรีซยังได้เปิดเผยมาตรการรัดเข็มขัดครั้งใหม่ ด้วยการประกาศให้ประชาชนทำใจยอมรับเศรษฐกิจ ที่จะหดตัวลงถึง 6.5% ในปีนี้ จากที่ติดลบไป 4.8% ในปีที่แล้ว และจะเดินหน้าติดลบในปีหน้าอีก 3.8% เป็นการหดตัวต่อเนื่อง 6 ปีซ้อน เนื่องจากรัฐบาลต้องตัดลดงบประมาณลงถึงราว 1.15 หมื่นล้านยูโร (ราว 4.56 แสนล้านบาท) ในปีงบประมาณรายจ่ายปีหน้า ซึ่งครอบคลุมรายจ่ายด้านเงินเดือนข้าราชการ สวัสดิการ และบำนาญ
ทว่า กลุ่มเจ้าหนี้หรือทรอยกา ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากสหภาพยุโรป ไอเอ็มเอฟ และธนาคารกลางยุโรป ยังคงกดดันให้กรีซต้องเดินหน้าแผนที่เข้มงวดขึ้นอีก ด้วยการดำเนินแผนปฏิรูปให้ครบทั้ง 89 แผนการ จึงจะได้เงินกู้งวดใหม่ 3.15 หมื่นล้านยูโร (ราว 1.26 ล้านล้านบาท)
ปัจจุบันกรีซมีการขาดดุลงบประมาณที่ 7.5% ของจีดีพีในปีนี้ ทว่าเงื่อนไขของทรอยกาให้ลดการขาดดุลลงมาให้ได้ที่ 2.1% ของจีดีพี ภายในปี 2014 นั้น หมายถึงกรีซจะต้องหั่นรายจ่ายและยกเลิกการอุ้มภาษีหลายด้านจากที่ลดลงไปอย่างหนักในช่วงเกือบ 3 ปีมานี้ เพื่อลดหนี้สาธารณะลงมาให้ได้มากที่สุดจากในปัจจุบันที่ 170.7% ของจีดีพี จนทำให้นายกรัฐมนตรี อันโตนิส ซามาราส ของกรีซ ถึงกับต้องอ้อนวอนว่า ชาวกรีกไม่อาจทนรับแผนการลดหนี้ได้อีกต่อไป และหากไม่ได้รับเงินกู้ ประเทศก็อาจต้องล้มละลายภายในเดือน พ.ย.นี้
ความบอบช้ำของกรีซเป็นเพียงตัวอย่างคร่าวๆ ที่สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางที่ยุโรปกำลังจะเดินไป จากการดำเนินมาตรการรัดเข็มขัดที่ “สุดโต่ง” จนเกินไป ซึ่งปัจจุบันหลายประเทศล้วนเผชิญตัวเลขจีดีพีหดตัวในไตรมาส 2 ของปีนี้ อาทิ โปรตุเกส 1.2% อิตาลี 0.7% เบลเยียม 0.6% สเปนและอังกฤษ 0.4% โดยเฉพาะอังกฤษนั้นได้กลับเข้าสู่ภาวะถดถอยไปเรียบร้อยแล้ว หลังจากที่จีดีพีไตรมาสแรกหดตัวลงไป 0.2%
หลายฝ่ายกังวลว่าวิกฤตหนี้ยุโรปอาจต้องทวีความเลวร้ายลงหาก “สเปน” ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจใหญ่สุดอันดับ 4 ของยุโรป เดินหน้าขอเงินกู้เป็นรายต่อไป และต้องเผชิญเงื่อนไขรัดเข็มขัดสุดโหดเช่นเดียวกันกับกรีซ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น ภาวะเศรษฐกิจโลกก็จะยิ่งเลวร้ายลงไปอีก จากที่คาดการณ์ว่าจะเลวร้ายลงอยู่แล้วในปัจจุบัน
ไอเอ็มเอฟได้ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจโลกในปีนี้ลงมาอยู่ที่ 3.3% จากเดิมที่ 3.5% และยังปรับลดคาดการณ์จีดีพีในปีหน้าลงมาอยู่ที่ 3.6% จาก 3.9% ขณะที่ธนาคารโลกได้ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจในเอเชียตะวันออกลงมาอยู่ที่ 6.7% ในปีนี้จากเดิมที่ 7.1% และลดคาดการณ์ในปีหน้าลงมาอยู่ที่ 7.2% จากเดิมที่ 7.5% โดยที่การปรับลดเหล่านี้ไม่ได้รวมสมมติฐานว่า สถานการณ์ในยุโรปอาจเลวร้ายลงอีกจากสเปนหรืออิตาลี หรือปัญหาที่ไม่คาดฝันอื่นๆ
การปรับแนวทางแก้ปัญหาโดยปล่อยสายป่านที่กำลังขึงตึงอยู่ให้คลายลงบ้าง เพื่อไม่ให้ปัญหาทุกอย่างที่สั่งสมระเบิดออกมา จึงอาจเป็นการเดินทางสายกลางที่ยุโรปจำเป็นต้องจำใจยอมรับอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้







