
ข่มขวัญอาชญากร ติดกล้องล้านตัวทั่วกรุง
เพราะปัญหาอาชญากรรมในเมืองกรุงที่คุกคามต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ถึงแม้ว่า พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง
โดย...กันติพิชญ์ ใจบุญ
เพราะปัญหาอาชญากรรมในเมืองกรุงที่คุกคามต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ถึงแม้ว่า พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล หรือ ผบช.น. จะสามารถควบคุมอาวุธปืนได้พอสมควร จากการสั่งระดมกวาดล้างเกือบทุกสัปดาห์ แต่ปัญหาอื่นๆ ทั้งลักวิ่งชิงปล้น หรือทะเลาะวิวาทไล่ฆ่ากัน ก็ยังคงพลุกพล่านอยู่ในถนนเมืองกรุง
ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาด้วยการเฝ้าระวังของตำรวจ ที่ต้องพึ่งพาระบบเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการทำงาน กองบัญชาการตำรวจนครบาลจึงจำเป็นต้องผลักดัน “กล้องวงจรปิด” ในโครงการ Miracle Eyes (มิราเคิล อายส์) จำนวน 1 ล้านตัว เพื่อมาติดตั้งเฝ้าระวังเหตุและใช้เป็นเบาะแสในกรณีเกิดเหตุอาชญากรรมต่างๆ กล้อง 1 ล้านตัวนี้ส่วนใหญ่จะเอามาลุยเพื่องานอาชญากรรมโดยเฉพาะ
จากแนวคิดของ พล.ต.ต.อดุลย์ ณรงค์ศักดิ์ รอง ผบช.น. จนผลักดันทำคลอดโครงการนี้ออกมา พล.ต.ต.อดุลย์ เล่าถึงความสำคัญของกล้องวงจรปิด และรูปแบบการทำงานของระบบนี้ที่จะมาช่วยงานด้านอาชญากรรม โดยมวลรวมทั้งหมด ผลประโยชน์จะตกอยู่ที่ประชาชน
“กล้องวงจรปิดในกรุงเทพฯ ที่ใช้งานได้มีไม่ถึง 5,000 ตัว แบ่งเป็นของกองบังคับการตำรวจจราจร (บก.จร.) 148 ตัว ของ กทม.อีกจำนวนกว่า 4,000 ตัว ถือว่าน้อยมากในการเฝ้าระวังเหตุอาชญากรรม” พล.ต.ต.อดุลย์ เปิดประเด็น พร้อมระบุว่ากล้องจำนวนนี้ในปัจจุบันยังต้องแบ่งไปดูในเรื่องของการจราจรเป็นหลัก ส่งผลให้หลายครั้งงานอาชญากรรมตำรวจต้องงมโข่งไม่สามารถหาเบาะแสของคนร้ายที่ก่อเหตุได้
พล.ต.ต.อดุลย์ กล่าวอีกว่า จากสถิติคดีในปี 2554 คดีอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญเกิดถึง 372 ราย จับได้เพียง 262 ราย คดีประทุษร้ายต่อทรัพย์เกิดขึ้น 8,968 ราย แต่จับได้เพียง 3,662 ราย หรือแค่เพียง 1 ใน 3 เท่านั้น ยังไม่รวมถึงคดีที่ถึงชั้นศาล แต่ผู้ต้องหาหลุดเพราะหลักฐานไม่เพียงพอ อีกทั้งความซับซ้อนและความรุนแรงของคดีก็มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ฉะนั้น กล้องวงจรปิด 1 ล้านตัวทั่ว กทม. จึงจะเข้ามาช่วยได้อย่างมาก
“1 ล้านตัวจะติดตั้งครบได้ภายใน 3 ปี” โดยกล้องวงจรปิดของ บช.น.ที่จับมือกับทีโอที พัฒนาระบบซอฟต์แวร์บรรจุในตัวกล้อง เพื่อเป็นระบบการทำงานที่สามารถแจ้งภัยได้ตลอด 24 ชั่วโมง ที่สำคัญเป็นระบบ CCTV ออนไลน์ ที่ปรับเปลี่ยนจากการแจ้งเหตุร้ายผ่านทางวิทยุสื่อสาร เป็นระบบที่ทันสมัยขึ้น
พล.ต.ต.อดุลย์ อธิบายถึงการทำงานของกล้องวงจรปิดรูปแบบนี้ว่า มีการเขียนซอฟต์แวร์ที่สมบูรณ์แล้วเตรียมป้อนข้อมูลเข้าระบบของกล้องได้ทันที ซอฟต์แวร์ที่ว่าจะมีอยู่ 5 ลักษณะการทำงาน คือ 1.ระบบการแจ้งเหตุ (Call Center System) เมื่อมีเหตุเกิดขึ้น ประชาชนสามารถแจ้งเหตุต่อศูนย์ควบคุมสั่งการของ บช.น. หรือใน สน.แต่ละท้องที่ได้ทันทีในช่วงเวลา หรือที่เรียกว่า Real Time 2.ระบบการแจ้งเตือน (Warning System) ระบบที่เตือนทันทีในกรณีที่ประชาชนที่ติดกล้องไว้ไม่อยู่บ้าน โดยจะแจ้งอย่างอัตโนมัติมาที่ศูนย์ควบคุมสั่งการของ สน.ได้ทันที รวมถึงแจ้งเตือนเข้าโทรศัพท์มือถือของเจ้าของบ้านได้ด้วย 3.ระบบการจดจำใบหน้า (Face Recognize System) มีการบันทึกใบหน้าคนร้าย คนในบ้าน ระบบจะจดจำใบหน้าบุคคลภายในบ้าน แต่หากมีคนแปลกหน้าเข้ามา ระบบจะแจ้งเตือนทันที 4.ระบบการกำหนดเส้นสัญญาณสีแดง (Red Line System) เปิดระบบเส้นสีแดงในพื้นที่ของบ้าน หากมีคนร้ายบุกเข้ามาระบบจะแจ้งมายังศูนย์ควบคุมของ สน.ทันที และ 5.การจัดการระบบควบคุมการจราจร (Traffic Control System) เป็นการตรวจจับผู้กระทำความผิดจราจร เพื่อควบคุมให้มีประสิทธิภาพ
โดยศูนย์ควบคุมการสั่งการแบบเบ็ดเสร็จจะตั้งอยู่ที่ บก.จร. และมีการวางระบบไปทุก 88 สน.ทั่วกรุงเทพฯ เชื่อมต่อระบบเดียวกัน หากเกิดเหตุขึ้นมีการแจ้งเตือนเข้ามา ศูนย์ควบคุมรู้ สน.ก็ต้องรู้เช่นกัน
แต่งบประมาณที่ต้องเรียกว่าจำนวนมหาศาลน่าดูทีเดียว คิดง่ายๆ กล้อง 1 ตัว 5,000 บาท ไม่รวมระบบซอฟต์แวร์ หากติดตั้ง 1 ล้านตัว ก็จะตกอยู่ในราคาถึง 5,000 ล้านบาท งบประมาณตรงนี้แน่นอนว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่มีให้อย่างแน่นอน แต่ พล.ต.ต.อดุลย์ ขอใช้งบเพียงแค่ 34 ล้านบาท สำหรับดำเนินการเท่านั้น
“แน่นอนงบประมาณของตำรวจไม่มีให้ แต่ระบบนี้ถือว่าจำเป็นอย่างมากต่อคนกรุง ดังนั้นก็ต้องขอความร่วมมือจากประชาชน ช่วยเข้ามาลงทะเบียนขอติดตั้งกล้องวงจรปิดเป็นของตนเอง โดยตำรวจจะเชื่อมต่อระบบการทำงานทั้ง 5 ลักษณะในข้างต้นให้ ตั้งเป้าและมุ่งหวังให้มีบ้านละ 1 จุด หรือมากกว่านั้น อีกอย่าง ประชาชนแต่ละบ้านก็มีโทรศัพท์มือถือใช้งาน รวมถึงโทรศัพท์บ้าน หากติดกล้องวงจรปิดเข้ามาอีกตัวหนึ่งก็จะเป็นเรื่องดี ไม่มีเสียหาย ซ้ำยังป้องกันเหตุอาชญากรรมที่อาจจะเกิดขึ้นในครัวเรือนตนเองได้อีก ดังนั้น เราตั้งเป้าขอความร่วมมือในรูปแบบนี้เป็นหลัก แต่ยังมีกล้องอีกจำนวนหนึ่งราว 1 แสนตัว ที่ทางตำรวจจะนำไปติดตั้งเองตามสถานที่สำคัญๆ ต่างๆ” รอง ผบช.น. เล่า
พล.ต.ต.อดุลย์ ย้ำอีกว่า กำหนดการให้ประชาชนมาลงทะเบียนขอติดตั้งกล้องวงจรปิดได้ภายในเดือน ต.ค.นี้ โดยสามารถติดต่อในแต่ละ สน.ที่ท้องที่ที่พักอาศัยของตนเองได้เลย
เป้าหมายที่วางไว้ รอง ผบช.น.เจ้าของไอเดียกล้องวงจรปิด 1 ล้านตัว ย้ำว่า กล้องจำนวนนี้ รวมถึงการทำงานของระบบที่ถือว่าใหม่สำหรับคนกรุง ต้องการให้เมืองหลวงของประเทศมีการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมได้อย่างเบ็ดเสร็จ และสามารถเข้าไปช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้ ยังช่วยสนับสนุนงานด้านอาชญากรรมให้กับตำรวจนครบาล ทั้งด้านปราบปราม สืบสวน ช่วยในการหาพยาน หลักฐานในคดีอาญา และจับกุมอาชญากรรมได้ทุกคดีอย่างมีประสิทธิภาพ
“ต้องยอมรับว่าภาพของกรุงเทพฯ ปัญหาอาชญากรรมมีอยู่แทบทุกหย่อมหญ้า แต่จะทำอย่างไรให้สามารถป้องกันได้ ควบคุมเหตุได้ทันท่วงที กล้องวงจรปิด 1 ล้านตัว จะเข้ามาช่วยทำงานได้อย่างดีแน่นอน” พล.ต.ต.อดุลย์ ทิ้งท้าย
ระยะแรกภายในปี 2555 นี้ จะติดตั้งกล้องในส่วนของภาคประชาชนจำนวน 1 แสนตัวได้เสร็จสมบูรณ์ และสิ้นสุดโครงการในช่วงเดือน ต.ค. 2558 เชื่อว่าจะสามารถติดตั้งครบ 1 ล้านตัวตามเป้าของโครงการ น่าสนใจที่ว่าโครงการนี้ต้องได้รับความร่วมมือจากประชาชนด้วย อยู่ที่ว่าบ้านแต่ละหลังจะเห็นความสำคัญของการเฝ้าระวังปัญหาอาชญากรรมหรือไม่ เพราะผลจะสำเร็จได้ประชาชนต้องมีส่วนร่วม







