posttoday
เอเชียสะท้าน มะกันสะเทือน จีดีพีดิ่งเหว-รายได้เอกชนดิ่งฮวบ

เอเชียสะท้าน มะกันสะเทือน จีดีพีดิ่งเหว-รายได้เอกชนดิ่งฮวบ

09 ตุลาคม 2555

นับเป็นการตอกย้ำกระแสขาลงให้ชัดเจนขึ้นไปอีก เมื่อธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

นับเป็นการตอกย้ำกระแสขาลงให้ชัดเจนขึ้นไปอีก เมื่อธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ลงมาอยู่ที่ระดับ 7.2% จากคาดการณ์เดิมที่ 7.6% และยังลดคาดการณ์ในปีหน้าลงมาอยู่ที่ 7.6% จาก 8.0%

ตัวเลขดังกล่าวจะถือเป็นการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ต่ำที่สุดของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก นับตั้งแต่ปี 2001 เป็นต้นมา และยังเติบโตได้น้อยกว่าในช่วงที่โลกเผชิญจุดต่ำสุดของวิกฤตการณ์การเงินเมื่อปี 2009 อีกด้วย

แน่นอนว่าเบื้องหลังของแรงฉุดกระชากที่ทำให้ทั่วทั้งเอเชียร่วงลงมาด้วย ก็คือภาวะขาลงของ “จีน” ซึ่งเคยเป็นความหวังของโลกมาตลอด โดยจีนถูกปรับลดคาดการณ์จีดีพีลงมาถึง 7.7% จากเดิมที่คาดว่าจะโตได้ที่ 8.1% ซึ่งจะเป็นครั้งแรกในรอบ 13 ปี ที่เศรษฐกิจแดนมังกรเติบโตได้ต่ำกว่า 8%

ธนาคารโลกนั้นมองว่า ความเสี่ยงจากภาวะขาลงในจีนอาจส่งผลกระทบรุนแรงและยาวนานกว่าที่คาดเอาไว้ โดยจีนยังถือว่าโดนปัญหาขวางทางการเติบโตถึงสองเด้งด้วยกัน ทั้งจากการส่งออกที่ชะลอตัวลงกันทั่วโลกและจากการบริโภคภายในที่เริ่มอ่อนตัวลงไปพร้อมความเชื่อมั่น ซึ่งการบริโภคภายในลดลงนั้น จะถือเป็นแนวโน้มที่อันตรายอย่างยิ่งสำหรับประเทศที่มีประชากรกว่า 1,300 ล้านคนแห่งนี้

หากพิจารณาสถานการณ์ของภาคเอกชนในจีนขณะนี้ จะพบว่ามีแนวโน้มด้านลบเช่นกัน โดยซีเอ็นบีซีระบุว่า ภาคเอกชนหลายแห่งต้องออกรายงานเมื่อเดือนที่แล้วเพื่อเตือนเรื่องแนวโน้มผลกำไรที่อาจไม่เป็นไปตามเป้า ก่อนที่จะเริ่มสัปดาห์แห่งการประกาศผลดำเนินงานในไตรมาส 3 ในสัปดาห์นี้เป็นต้นไป อาทิ บริษัทรถบรรทุกขนาดใหญ่ จี้หนัน ทรัค บริษัทผลิตแชมพู ปาหวัง และบริษัทผลิตเหล็กรายใหญ่อย่าง ไชนา โอเรียนทอล

เอเชียสะท้าน มะกันสะเทือน จีดีพีดิ่งเหว-รายได้เอกชนดิ่งฮวบ

แนวโน้มขาลงแรงเช่นนี้จึงไม่น่าแปลกใจที่จีนจะฉุดเศรษฐกิจเอเชียทั้งแปซิฟิกให้ชะลอลงมาด้วย เพราะต้องไม่ลืมว่าจีนซึ่งเป็นโรงงานอันดับ 1 ของโลกนั้น นำเข้าสินค้ามหาศาลจากทั่วโลกเพื่อป้อนโรงงานผลิต เช่น การนำเข้าเหล็ก ซึ่งบลูมเบิร์กระบุว่าราคาสินแร่เหล็กทั่วโลกกำลังเข้าสู่ภาวะตลาดหมี เนื่องจากนโยบายควบคุมภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีน ได้ทำให้ความต้องการเหล็กลดลงไปมากกว่าครึ่ง และอาจทำให้ราคาเหล็กลดลงถึง 50 เหรียญสหรัฐต่อตัน ซึ่งเป็นระดับราคาต่ำสุดนับตั้งแต่ช่วงปี 2006

อีกประเด็นสำคัญที่ทำให้จีนไม่อาจเป็นที่พึ่งของโลกได้อีกต่อไปก็คือ จีน “ไม่สามารถ” ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่ได้เหมือนกับเมื่อ 3 ปีก่อนได้อีก เนื่องจากบรรดาผู้กำหนดนโยบายต่างกังวลกับปัญหาฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์และแนวโน้มที่เงินเฟ้อจะไหลท่วมเข้ามาเก็งกำไรในบ้าน ทว่าจีนน่าจะเริ่มผ่อนปรนมาตรการทางการเงินอีกครั้งในช่วงต้นปีหน้า พร้อมกระตุ้นการใช้จ่าย ซึ่งน่าจะช่วยให้จีดีพีในปี 2556 กระเตื้องขึ้นมาอยู่ที่ 8%

ทิศทางของมหาอำนาจทางเศรษฐกิจฝั่งเอเชียครั้งนี้ อาจไม่ต่างอะไรไปกับในฝั่ง “สหรัฐ” ซึ่งกำลังจะเริ่มต้นสัปดาห์แห่งการประกาศผลประกอบการไตรมาส 3 ในสัปดาห์นี้เช่นกัน

แม้จะมีการอัดฉีดมาตรการคิวอีครั้งที่ 3 และทำให้ตลาดเงินตลาดทุนพากันขยับตัวอย่างคึกคัก ซึ่งล่าสุดอัตราการว่างงานเดือน ส.ค. ก็ลดลงมาต่ำกว่าระดับ 8% เป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี ทว่าบรรดานักวิเคราะห์และนักลงทุนก็เตือนว่าอย่าเพิ่งวางใจ เพราะการจับจ่ายใช้สอยในประเทศและรายได้ของภาคเอกชน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญของภาคเศรษฐกิจสหรัฐนั้น ยังไม่มีแนวโน้มฟื้นตัวดีเท่าที่ควร

ตรงกันข้าม รายได้ของภาคเอกชนในไตรมาส 3 ปีนี้ อาจเลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่ปี 2009 เสียด้วย

ไฟแนนเชียล ไทมส์ ได้รายงานอ้างนักวิเคราะห์หลายฝ่าย ว่า รายได้ของภาคเอกชนในไตรมาส 3 ปีนี้ อาจเป็นตัวเลขที่ย่ำแย่ลงครั้งแรก หลังจากที่ขยายตัวได้ต่อเนื่องกันตลอด 11 ไตรมาสที่ผ่านมา เนื่องจากผลกระทบของภาวะเศรษฐกิจโลก โดยคาดว่ารายได้ของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ในกลุ่มเอสแอนด์พี 500 จะลดลงเฉลี่ย 2.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งสวนทางจากคาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่าจะโตขึ้นได้ 1.9%

แม้แต่บริษัท เฟดเอ็กซ์ และยูพีเอส ซึ่งเป็นบริษัทโลจิสติกส์รายใหญ่ที่เป็นเสมือนปรอทวัดชีพจรเศรษฐกิจโลก ก็ยังต้องลดคาดการณ์รายได้ของปี 2555 เช่นเดียวกับบริษัทรถตักขนาดใหญ่เบอร์ 1 ของโลกอย่าง แคเทอร์พิลลา ที่เพิ่งเตือนถึงความผันผวนทางเศรษฐกิจโลกก่อนหน้านี้ ซึ่งอาจลากยาวต่อเนื่องถึง 5 ปี จนกว่ายุโรปจะแก้ปัญหาหนี้สาธารณะและเริ่มมีการเติบโตทางเศรษฐกิจได้อีกครั้ง

นอกจากการชะลอตัวลงทางเศรษฐกิจทั่วโลก โดยเฉพาะยุโรปและจีน จะทำให้การค้าและรายได้ของภาคเอกชนหดหายลงแล้ว ก็ยังเป็นเพราะชาวอเมริกันยังไม่มีศักยภาพที่จะจับจ่ายใช้สอยได้เหมือนเดิม การว่างงานที่ลดลงนั้น เป็นผลส่วนหนึ่งมาจากคนหันไปทำงานพาร์ตไทม์และไม่คิดหางานอีก ทำให้ไม่สามารถกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึง 2 ใน 3 ของเศรษฐกิจสหรัฐได้มากนัก

เห็นได้ชัดเจนว่าภายใต้บรรยากาศที่เสาสำคัญทางเศรษฐกิจโลกเผชิญปัญหาภายในอยู่นั้น ได้ส่งผลให้ภาวะการขยายตัวของทั้งโลกต้องปั่นป่วนไปด้วย

อย่างไรก็ตาม มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อให้เกิดการบริโภคภายในแทนที่การส่งออกที่ย่ำแย่นั้น อาจถือเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดที่ช่วยพยุงตัวเองให้รอดในยามนี้ เช่นที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ “อาเซียน” กำลังดำเนินการอยู่

อาเซียนถือเป็นภูมิภาคเดียวในกลุ่มเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ที่ไม่ถูกลดแนวโน้มเศรษฐกิจลงมา โดยเวิลด์แบงก์ได้คงแนวโน้มจีดีพีของประเทศไทยที่ระดับ 4.5% และอินโดนีเซียที่ 6.1% และยังได้ปรับเพิ่มคาดการณ์จีดีพีของมาเลเซียขึ้นไปอยู่ที่ 4.8% จากเดิมที่ 4.6% และเพิ่มคาดการณ์ของฟิลิปปินส์ขึ้นไปถึง 5.0% จากเดิมที่ 4.2%

ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นผลจากมาตรการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของภาครัฐ เช่น ในฟิลิปปินส์ ที่เน้นกระตุ้นการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศและเห็นผลชัดเจนไปแล้วในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ส่วนอินโดนีเซียก็ประกาศทิศทางเน้นลงทุนสาธารณูปโภค เพื่อวางรากฐานทางเศรษฐกิจให้แข็งแกร่งเช่นกัน ในขณะที่มาเลเซียเพิ่งประกาศแผนช่วยเหลือผู้มีรายได้ต่ำ 8.21 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ ก่อนที่จะถึงการเลือกตั้งทั่วไปในปีหน้า

แม้จะยังไม่ใช่ทางรอดอย่างยั่งยืน เพราะเป็นการก่อหนี้และเพิ่มภาระของภาครัฐในยามที่รายได้เข้าประเทศลดลง ทว่าก็ถือเป็นทางออกเฉพาะหน้าที่จำเป็นและไร้ทางเลือกอื่น ในยามที่เสาเศรษฐกิจสำคัญต้นอื่นๆ ไม่อาจเป็นที่พึ่งได้มากอีกต่อไป

 

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI