
'ชัชชาติ'...ขายฝัน แก้รถติดเป็นจริงได้
แม้จะเคยติดโผรัฐมนตรีโลกลืม จากการจัดอันดับของโพลหลายสำนัก แต่เวลานี้ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” อดีตรองอธิการบดีหนุ่มจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
โดย...สุภชาติ เล็บนาค
แม้จะเคยติดโผรัฐมนตรีโลกลืม จากการจัดอันดับของโพลหลายสำนัก แต่เวลานี้ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” อดีตรองอธิการบดีหนุ่มจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดูจะมีบทบาทมากขึ้น เมื่อ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มอบบทบาทอันหนักอึ้งให้เขาวางแผนแก้ปัญหาการจราจรของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ใหม่ทั้งหมด
ชัชชาติ บอกกับ “โพสต์ทูเดย์” ถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างว่า ต้องดำเนินการภายใต้แผน 3 ระยะ (เร่งด่วนกลางยาว) แต่ละแผนมีสาระสำคัญ คือ ระยะเร่งด่วน เพื่อแก้ปัญหาความฝืดของระบบ เช่น มีคอนเสิร์ตเล่นที่ราชมังคลากีฬาสถาน หัวหมาก แล้วรถติดยาวทั้งเมือง ไปจนถึงปัญหา รถเมล์ รถบัส รถตู้ รถแท็กซี่จอดเกะกะ
“ผมให้อธิบดี รองอธิบดี ทุกกรม ลงไปลุยในจุดที่รถติดทั้งหมด ในชั่วโมงเร่งด่วน แล้วให้จดปัญหาแต่ละอย่างมา ก็ได้เต็มไปหมด ทั้งเรื่องคอขวด จุดกลับรถ ความฝืดหน้าด่านก่อนขึ้นทางด่วน อีซี่พาส ฯลฯ ส่วนตัวผมเองก็ไปนั่งที่บก.02 (กองบังคับการตำรวจจราจร) ตั้งแต่ 6 โมงเช้า เพื่อดูการจราจรทุกวัน จนสนิทกับตำรวจที่นั่นหมดแล้ว”
ส่วนการแก้ปัญหาระยะกลาง ชัชชาติ บอกว่า ใช้เวลาไม่เกิน 3 ปี แก้ไขคอขวด 271 จุด จุดกลับรถ และการจัดป้ายรถเมล์ใหม่ทั้งเมือง และจัดการระบบรถเมล์ใหม่หมด ส่วนนี้ต้องใช้เวลาในการสำรวจข้อมูล
“ปัจจุบันรถเมล์มันเน่า ผมมีลูก ผมก็ไม่ให้ลูกขึ้นรถเมล์หรอก ระยะกลาง ต้องปรับปรุงระบบรถเมล์ให้มีคุณภาพที่ดีขึ้น ถึงจะลดปริมาณรถยนต์บนถนนได้” ชัชชาติ กล่าว
ขณะที่ระยะยาว จะเป็นแผนหลังจากมีรถไฟฟ้า 10 สายระยะทางราว 460 กิโลเมตร โดย รมช.คมนาคม ระบุว่า เมื่อมีรถไฟฟ้าแล้วจะทำให้คนใช้รถส่วนตัวน้อยลง และใครที่ใช้รถส่วนตัวต้องจ่ายชดเชยให้กับคนที่ใช้รถสาธารณะมากขึ้น เหมือนที่ในประเทศสิงคโปร์ทำ ซึ่งอาจใช้เวลาอีกราว 5-6 ปี
ขณะที่ข้อคาใจอยู่ว่าในเมื่อรัฐบาลอยากให้ประชาชนใช้ระบบขนส่งสาธารณะแต่ทำไมกลับมี “นโยบายรถคันแรก” ออกมาซึ่งเป็นนโยบายที่สวนทางกันอย่างสิ้นเชิง ได้รับคำตอบจากรัฐมนตรีว่า
“สิ่งที่ต้องยอมรับ ก็คือระบบขนส่งมวลชนบ้านเรายังไม่ดีพอ เพราะฉะนั้นจะหวังให้ชีวิตคนปัจจุบันพึ่งแต่รถเมล์ รถแท็กซี่ และรถตู้สาธารณะที่ไม่มีคุณภาพไม่ได้ คนจบใหม่ มาทำงานก็ยังต้องซื้อรถ
...ผมมั่นใจได้เลยว่า ร้อยทั้งร้อยที่เข้าโครงการรถคันแรก ไม่ได้ซื้อรถเพราะอยากโก้ คนที่ซื้อรถคันแรก ถ้าไม่มีความจำเป็น เขาก็ไม่ซื้อจอดไว้ที่บ้านเฉยๆ หรอก 1 แสนบาทที่ลดภาษีให้ เขาก็เอาไปใช้อย่างอื่นได้ คือมันไม่หนีหายไปจากระบบหรอก ถ้าเราบอกให้ทนนั่งรถเมล์ ทนนั่งรถตู้ไป เชื่อไหมเราโดนด่ามากกว่าเก่า คือเราต้องยอมรับความจริง ถ้าเราจะบอกว่าไม่ให้คุณขับรถแล้ว ให้ไปขึ้นรถเมล์ มันไม่แฟร์หรอก เรื่องซื้อรถจึงเป็นความจำเป็นในช่วง 34 ปีนี้”
ชัชชาติ ยกข้อมูลมาหักล้างคำถามนี้อีกว่า ปีที่ผ่านมาโครงการรถคันแรก ทำให้รถเพิ่มขึ้นมาแค่ 2 หมื่นคันต่อปีเท่านั้น จากยอดซื้อรถปีละกว่า 4 แสนคัน แต่เหตุที่เห็นรถป้ายแดงอยู่เต็มท้องถนนของ กทม. เพราะตอนน้ำท่วมบริษัทรถส่งรถไม่ได้ตามกำหนด และกรมการขนส่งทางบกเองก็มีปัญหาเรื่องป้ายทะเบียนอยู่ช่วงหนึ่ง ทำให้ดูเหมือนว่ารัฐบาลส่งเสริมให้รถเต็มท้องถนนมากขึ้น
ส่วนเรื่องเหลื่อมให้ข้าราชการเลิกงานก่อนกำหนดในช่วงที่ฝนตกหนัก เพื่อแก้ปัญหารถติด ชัชชาติ ชี้แจงว่า เรื่องนี้มีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) กำหนดไว้อยู่แล้ว แต่ยังไม่เคยนำออกมาใช้ โดยมติ ครม.กำหนดว่า ให้หน่วยงานราชการกำหนดเวลาเข้างาน และออกจากงานใหม่ได้ เหมือนกับที่บริษัทเอกชนหลายๆ แห่งทำขณะนี้ เช่น เข้างาน 07.30 น. ต้องออกจากที่ทำงาน 15.30 น. หรือเข้างาน 09.30 น. ออกจากที่ทำงาน 17.30 น. เป็นต้น
“แต่เรื่องนี้ยังไม่ตกผลึก เพราะเราไม่ได้เชื่อมข้อมูลกับโรงเรียน ถ้าเราทำก็กลายเป็นว่า ผู้ปกครองจะเลือกเวลาทำงานที่ตรงกับลูกเขาเข้าโรงเรียนเหมือนเดิม และการจราจรก็ติดขัดรอบโรงเรียนและในเขตเมืองใหญ่อยู่ดี”
ชัชชาติ ทิ้งท้ายถึงความฝันที่อยากให้เป็นจริงว่า วาดแผนไว้ว่าหลังจากนี้ เราต้องมีตัวชี้วัด หากรถเสีย จะต้องมีรถลากมาในกี่นาที หรือถ้ารถติดชั่วโมงเร่งด่วน ก็ต้องมีตัวชี้วัดว่า รถต้องขยับในกี่ชั่วโมงหรือนาที
“ถ้าทำทุกอย่างได้เสร็จในรัฐบาลชุดนี้ ผมก็แฮปปี้ คนกรุงเทพฯ ก็แฮปปี้ ไม่ได้หวังถึงคะแนนเสียง เพราะผมก็เป็นคนกรุงเทพฯ คนหนึ่ง”







