posttoday
ว่างงานลดยังไม่ใช่ข่าวดี เศรษฐกิจมะกันยังไม่แกร่งพอ

ว่างงานลดยังไม่ใช่ข่าวดี เศรษฐกิจมะกันยังไม่แกร่งพอ

08 ตุลาคม 2555

เรียกเสียงฮือฮาด้วยความประหลาดใจกันไปไม่น้อยในทันทีที่กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขอัตราคนว่างงานเมื่อวันที่ 5 ต.ค.ที่ผ่านมา

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

เรียกเสียงฮือฮาด้วยความประหลาดใจกันไปไม่น้อยในทันทีที่กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขอัตราคนว่างงานเมื่อวันที่ 5 ต.ค.ที่ผ่านมา

เพราะตัวเลขการว่างงานประจำเดือน ก.ย. ลดต่ำลงมาอยู่ที่ระดับ 7.8% หรือ 1.14 แสนตำแหน่งจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ 8.1% โดยนอกจากจะปรับลดต่ำกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์แทบทุกสำนักแล้ว อัตราการว่างงานล่าสุดยังนับเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน ม.ค. ปี 2552

สรุปให้เข้าใจง่ายขึ้นก็ต้องบอกว่า อัตราดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าคนอเมริกันจำนวนมากมีงานทำมากขึ้น ภายใต้การว่าจ้างงานจากภาคเอกชนมากกว่า 1 แสนตำแหน่ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจบางภาคส่วนของสหรัฐเริ่มกระเตื้องขยับขยาย เพราะมีการจ้างงานเพิ่ม

ทั้งนี้ เมื่อมองแบบผิวเผินแล้ว บรรดาผู้ที่ติดตามข่าวสารสถานการณ์ของประเทศมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกมาโดยตลอด หรือกระทั่งพลเมืองของสหรัฐเองย่อมอดคาดฝันวาดหวังไม่ได้ว่า สถานะเศรษฐกิจของประเทศกำลังฟื้นตัวดีวันดีคืน เตรียมหลุดพ้นจากหล่มถดถอยซบเซาเรียบร้อยแล้ว

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ นักเศรษฐศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายต่างพร้อมใจกันส่งเสียงเตือนออกมาดังๆ ว่า ข่าวดีเรื่องการว่างงานของสหรัฐที่ดิ่งต่ำสุดในรอบ 3 ปี ซึ่งแสดงตัวออกมาล่าสุดนี้ ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เชื่อมั่นได้อย่างแท้จริงว่า เศรษฐกิจของแดนพญาอินทรีย์แห่งนี้กลับเข้ารูปเข้ารอยจนพอจะวางใจหรือเบาใจกันได้

เหตุผลแรก สืบเนื่องมาจากตัวเลขการว่างงานที่ลดต่ำลงจนแทบจะเหลือเชื่อนี้ ยังไม่ได้สะท้อนการฟื้นตัวของตลาดแรงงานอย่างแท้จริง และเป็นการกระเตื้องขึ้นแค่ช่วงสั้นๆ เท่านั้น โดยนักเศรษฐศาสตร์ส่วนหนึ่งให้เหตุผลว่าตัวเลขการจ้างงานเพิ่มสูงขึ้นได้ เนื่องจากพลเรือนชาวสหรัฐทั่วประเทศหันมาทำงานแบบไม่เต็มเวลา หรือที่เรียกกันว่า งานพาร์ตไทม์ กันมากขึ้น ในระหว่างที่ต้องค้นหาตำแหน่งงานประจำ

เรียกได้ว่า พอครบกำหนดสัญญาการทำงานตามช่วงเวลาที่ตกลงกันไว้ แรงงานเหล่านี้ก็จำต้องค้นหาหน้าที่การงานที่มั่นคงเพื่อเลี้ยงดูตนเองต่อไป

ว่างงานลดยังไม่ใช่ข่าวดี เศรษฐกิจมะกันยังไม่แกร่งพอ

ทั้งนี้ ข้อมูลการสำรวจภาคครัวเรือนเมื่อไม่นานมานี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่า เมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ประชาชนชาวอเมริกันมากถึง 5.82 แสนคน กลายเป็นลูกจ้างแรงงานประเภทไม่เต็มเวลามากขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นงานในภาคธุรกิจบริการ เช่น บริกรตามร้านอาหาร โดยที่ส่วนหนึ่งเป็นแรงงานวัยหนุ่มสาวอายุระหว่าง 16-24 ปี

เหตุผลประการต่อมา เป็นผลต่อเนื่องมาจากเหตุผลข้างต้น โดยหลังจากที่ต้องทำๆ เลิกๆ หรือไม่ว่าอย่างไรก็ไม่สามารถหางานประจำทำได้สักที ชาวอเมริกันส่วนหนึ่งเริ่มถอดใจกับการหางานจนพานเลิกหางานทำไปในที่สุด

ทั้งนี้ มีการคำนวณกันคร่าวๆ ว่าหากรวมจำนวนคนที่เลิกหางานทำร่วมเข้าไปด้วยแล้ว ตัวเลขการว่างงานของสหรัฐในขณะนี้น่าจะสูงถึง 11% เลยทีเดียว

ขณะเดียวกัน เหตุผลดังกล่าวได้รับการยืนยันเมื่อรายงานกระทรวงแรงงานฉบับล่าสุดแสดงให้เห็นว่า ระยะเวลาที่คนว่างงานไม่มีงานทำปรับเพิ่มขึ้นเป็น 39.8 สัปดาห์ หรือมากกว่า 6 เดือน

สำหรับอีกหนึ่งเหตุผลที่ไม่อาจมองข้ามไปได้ก็คือ ความเร็วหรืออัตราการจ้างงานกับการขยายตัวของแรงงาน

ความเห็นของนักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งชี้ว่า ในเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา มีการจ้างงานเพิ่มขึ้นเพียงแค่ 1.14 แสนตำแหน่งเท่านั้น ต่ำกว่าระดับอัตราเฉลี่ยมาตรฐานที่ 1.5 แสนตำแหน่ง ซึ่งเป็นระดับการจ้างงานที่พอจะทำให้นักเศรษฐศาสตร์และนักลงทุนมั่นใจได้ว่า เศรษฐกิจมีการเติบโตเท่าทันการขยายตัวของตลาดแรงงานของประเทศ

นอกจากนี้ เมื่อเปรียบเทียบตัวเลขการจ้างงานกับเดือนก่อนหน้า โดยเดือน ก.ค. มีการจ้างงาน 1.81 แสนตำแหน่ง และเดือน ส.ค. มีการจ้างงานอยู่ที่ 1.42 แสนตำแหน่ง จะเห็นได้ว่าการจ้างงานในเดือน ก.ย. เพิ่มขึ้นได้ช้ามาก แถมยังเพิ่มขึ้นในแต่ละเดือนในระดับที่ต่ำกว่า 1 แสนตำแหน่ง ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเศรษฐกิจของสหรัฐในขณะนี้ยังไม่มีการเติบโตอย่างแข็งแกร่งอย่างที่ควรจะเป็น

ดีน เบเคอร์ เจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและนโยบายในสหรัฐกล่าวยอมรับแบบตรงไปตรงมาว่า อัตราการจ้างงานในตลาดแรงงานยังคงเชื่องช้าเกินไป เมื่อเทียบกับการขยายตัวของจำนวนแรงงาน ซึ่งถ้าเหตุการณ์ยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป สหรัฐอาจต้องอาศัยระยะเวลายาวนานถึง 20 ปี กว่าที่ตลาดของประเทศจะเข้าสู่ภาวะการจ้างงานอย่างเต็มที่

ความเห็นของเบเคอร์สอดคล้องกับรอน ฟลอเรนซ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารเอกชนเวลส์ ฟาร์โก ซึ่งระบุว่าตลาดแรงงานของสหรัฐจะยังคงอยู่ในระดับอ่อนแอ ที่แม้หลายภาคส่วนจะพยายามเพิ่มตำแหน่งงานมากขึ้น แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะรองรับการขยายตัวของแรงงาน

ขณะที่เหตุผลประการสุดท้ายอยู่ที่สถานการณ์ในระยะยาวของสหรัฐที่มีแนวโน้มจะปรับลดแรงงานเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะจากภาครัฐ

หนังสือพิมพ์วอลสตรีต เจอร์นัล ได้เปรียบเทียบตัวเลขระหว่างการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นกับการเลิกจ้างพบว่า เศรษฐกิจในช่วง 4 ปี หลังวิกฤตการเงินครั้งใหญ่ของสหรัฐ ตลาดแรงงานมีการจ้างงานเพิ่มขึ้นมาเพียง 3.25 แสนตำแหน่ง ขณะที่การเลิกจ้างงานเฉพาะภาครัฐมีจำนวนปาเข้าไปแล้วถึง 9.67 แสนตำแหน่ง โดยเป็นผลสืบเนื่องมาจากการแก้ปัญหาการขาดดุลงบประมาณประเทศที่รวมถึงการตัดลดค่าใช้จ่ายอย่างการปลดพนักงาน

นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า รัฐบาลกลางสหรัฐมีแนวโน้มจะต้องปรับลดพนักงานของรัฐเพิ่มขึ้นอีก โดยอาจสูงถึง 2.77 แสนตำแหน่งภายในสิ้นปีนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาหน้าผาทางการคลัง (Fiscal Cliff) ซึ่งต้องจัดการกับการจัดเก็บภาษีและตัดลดค่าใช้จ่ายที่หนักหน่วงขึ้น ซึ่งอาจจะส่งผลให้การเติบโตของสหรัฐสะดุดลงได้

พร้อมกันนี้สถานการณ์ดังกล่าวยังส่งผลให้บรรดานักลงทุน และผู้ประกอบการเจ้าของกิจการทั้งหลายเกิดความลังเลที่จะลงทุนหรือขยับขยายกิจการในช่วงเวลานี้ ซึ่งแน่นอนว่าอาการห่วงหน้าพะวงหลังเช่นนี้ย่อมส่งผลครอบคลุมถึงการจ้างงาน

นอกจากนี้ ยังไม่นับรวมถึงความกังขาของตัวเลขการว่างงานที่ลดลงชนิดดีเกินความคาดหมาย ซึ่งมาประจวบเหมาะในช่วงที่มีการหาเสียงเลือกตั้งพอดี จนทำให้เกิดการถกเถียงระหว่างผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกันที่มองว่าเป็นการจัดฉากจากประธานาธิบดีโอบามา เพื่อหวังผลทางการเมืองกับกลุ่มผู้สนับสนุนที่มองว่าเป็นผลพวงจากความพยายามอย่างหนักหน่วงของรัฐบาล

แม้จะไม่เห็นด้วยกับทฤษฎีที่รัฐบาลสมรู้ร่วมคิดกับนักสถิติกระทรวงแรงงาน แต่บรรดานักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ต่างเห็นสอดคล้องไปในทำนองเดียวกันว่า ตราบใดที่รัฐบาลไม่อาจทำให้ประชาชนชาวอเมริกันทั่วประเทศ รู้สึกสบายใจที่จะต้องหยิบเงินขึ้นมาใช้จ่ายได้ ซึ่งรวมถึงการมีงานทำถาวร เมื่อนั้นเศรษฐกิจของสหรัฐก็ยังไม่อาจเรียกได้ว่าฟื้นตัวและกลับมาเติบโตอย่างเต็มที่

 

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI