
111 ไม่ดิ้นรนอยากเป็นรมต.
สมาชิกบ้าน111ที่เพิ่งออกมา ทุกคนมีงานล้นมือหมด ไม่มีใครคิดถึงเรื่องปรับครม.เลย ที่สำคัญการแต่งตั้งเป็นเรื่องของนายกฯที่ชัดเจนว่าวันนี้ยังไม่ตั้ง
สมาชิกบ้าน111ที่เพิ่งออกมา ทุกคนมีงานล้นมือหมด ไม่มีใครคิดถึงเรื่องปรับครม.เลย ที่สำคัญการแต่งตั้งเป็นเรื่องของนายกฯที่ชัดเจนว่าวันนี้ยังไม่ตั้ง
โดย...ชุษณ์วัฎ ตันวานิช, วิษณุ นุ่นทอง
ติดโผทุกครั้งที่มีกระแสข่าวปรับทัพเสนาบดีของรัฐบาล สำหรับ"เสี่ยอ้วน"ภูมิธรรม เวชยชัย ผู้อำนวยการพรรคเพื่อไทยดีกรีอดีต รมช.คมนาคมในรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ล่าสุดเก้าอี้ รมว.มหาดไทย ว่างลง หลัง ยงยุทธ วิชัยดิษฐ ยอมไขก๊อกแรงบีบทางการเมืองในคดีสนามกอล์ฟอัลไพน์ข่าวลือ"ภูมิธรรม"ผงาดยึด มท.1กลับมาบนหน้าสื่ออีกครั้งแต่เจ้าตัวยังเขิน แถมปฏิเสธเสียงดังว่ายังไม่มีการส่งสัญญาณ
"ไม่เห็นนายกฯ ส่งสัญญาณ มีแต่สื่อที่ตั้งให้ผมรายวัน"เสี่ยอ้วนเปรย พลางยิ้มอารมณ์ดี เมื่อ"โพสต์ทูเดย์"ถามถึงกระแสข่าวที่มีชื่อติดโผการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ปู3
ตอนเป็นรัฐมนตรีครั้งแรก พ.ต.ท.ทักษิณ บอกก่อนไหม?เสี่ยอ้วน ตอบว่า วันที่รู้ครั้งแรกคือวันที่เชิญมาคุยเรื่องงานเมื่อคุยเสร็จแล้วก็เรียกมาเขียนใบสมัครก็แค่นั้น ใครได้เขียนใบสมัครก็ชัดเจนว่าได้เป็นรัฐมนตรี เป็นกระบวนการธรรมดา นายกฯ จะจัด ครม. เขาย่อมรู้ว่าการบริหารประเทศเขาต้องการกำลังส่วนไหน อย่างไร เพื่อที่จะไปทำภาระหน้าที่อะไร แล้วคนในพรรคก็มีศักยภาพเยอะแยะ ดังนั้นจะต้องคิดว่าใครเหมาะกับจุดไหน เมื่อจัดได้ลงตัวทั้งหมด เขาก็เริ่มทาบทาม
เขาย้อนภาพไปสมัยรัฐบาลไทยรักไทย แต่ ณปัจจุบันสำหรับพรรคเพื่อไทยภูมิธรรม ยืนยันว่า การปรับ ครม.เป็นอำนาจของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี หากนายกฯ ไม่ปรับก็คือไม่ปรับ ย้ำว่าไม่ต้องเสียเวลาตีความมาก เพราะส่วนตัวไม่เคยดิ้นรนอยากได้ตำแหน่งรัฐมนตรี
"สมาชิกบ้าน111ที่เพิ่งออกมา ทุกคนมีงานล้นมือหมด ไม่มีใครคิดถึงเรื่องปรับครม.เลย ที่สำคัญการแต่งตั้งเป็นเรื่องของนายกฯที่ชัดเจนว่าวันนี้ยังไม่ตั้ง ต้องใส่ใจพายุดีเปรสชันที่กำลังจะเข้าประเทศ มันก็ชัดเจนในเหตุผลอยู่แล้วว่าประเทศกำลังเผชิญปัญหาสำคัญ การปรับ ครม.ยังไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน ใครที่มัวแต่นั่งคิดเรื่องปรับครม. ก็คิดฝันไปตามแต่เจตนารมณ์ความต้องการของตัวเอง"
"ในทางที่ถูกต้องคือยังไม่ต้องคิดอะไร ผมเองก็ทำงานมีบทบาทชัดเจนอยู่แล้ว เป็นกองหลังของรัฐบาล เป็นกองหน้าของพรรค ไม่ใช่ภาระที่ต้องไปดิ้นรนอะไร" ภูมิธรรม ตอบเสียงดังฟังชัดเสี่ยอ้วนแจงภารกิจ"กองหน้าพรรค"ที่กำลังง่วนแทบทุกสัปดาห์ว่า หลังเข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการพรรค3เดือน ได้เริ่มปฏิรูประบบคณะกรรมการในพรรคเพื่อไทยดึงอดีตผู้บริหาร สส. สมาชิกพรรคที่ก่อนหน้านี้แตกกระเด็นกระจัดกระจาย หลังพรรคเผชิญมรสุมทางการเมืองเข้ามารวมไว้อย่างมีเอกภาพ เพื่อช่วยกันรวมศูนย์การบริหารงานนำพารัฐบาลไปให้ถึงฝั่ง ทำภารกิจครบเทอม
เริ่มที่"ทีมขงเบ้ง"ประจำพรรคอย่างคณะกรรมการยุทธศาสตร์ที่คอยวางแผน คุมทิศทางเปลี่ยนยุทธวิธีรุก-รับทางการเมือง"เสี่ยอ้วน"เผยว่าดึงสมาชิก111เข้ามาประจำการอย่างเต็มตัว รวมคณะกรรมการทั้งสิ้น10กว่าชีวิต อาทิ ภูมิธรรมจาตุรนต์ ฉายแสง โภคิน พลกุล พงศ์เทพ เทพกาญจนา สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ประชุมสัปดาห์เว้นสัปดาห์ มี ยิ่งลักษณ์ เป็นประธาน แต่อาจมอบหมายผู้อื่นแทนได้
ต่อมาคือ"คณะกรรมการบริหารโซน19 โซน"ที่เปลี่ยนมาจากการบริหารแบบ5ภาค ภูมิธรรม แจงว่า ก่อนหน้านี้คิดว่าระบบภาคง่ายกว่าเพราะมีผู้บริหารไม่กี่คน สามารถรวมศูนย์แล้วทำงานได้ แต่ในความเป็นจริง พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคใหญ่ มีสมาชิกสภา 260กว่าคน ทำให้บริหารกันเองได้ไม่ทั่วถึง โดยระบบโซนแบ่งเป็น กรุงเทพมหานคร (กทม.) 3โซน ภาคกลาง4โซน อีสาน
6โซน ภาคเหนือ3โซน ภาคใต้3โซน ประธานแต่ละโซน คือ รัฐมนตรี มีหน้าที่ดูแลสมาชิกพรรคสส. อดีตผู้สมัคร สส. หรือผู้สมัครหน้าใหม่ที่เตรียมลงสมัคร ที่เน้นทำงานเข้าถึงประชาชน แล้วรายงานการประชุมทุกเดือนที่มีนายกฯ นั่งโต๊ะเป็นประธานคณะกรรมการโซนใหญ่เดือนละครั้ง
อย่างไรก็ตาม ภายหลังอาจมีการมองว่าคณะกรรมการโซนเป็นผู้ส่งตัวผู้ลงสมัครเลือกตั้ง แต่ยืนยันว่าการเลือกตั้งยังเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการบริหารพรรคในการตัดสินใจสามารถตั้งคณะอนุกรรมการคัดเลือกผู้สมัครขึ้นมาในช่วงเวลาที่จะมีการเลือกตั้ง
ขึ้นชื่อว่าพรรคการเมืองใหญ่ที่สุดในประเทศทั้งที เสี่ยอ้วน อธิบายต่อว่า ยังมีอีกหลายคณะกรรมการ เช่น คณะกรรมการประสานภารกิจก็คือ เอาประเด็นที่หารือในที่ประชุมใหญ่ที่นายกฯ และประธานโซนกำหนด ลงมาดำเนินการผลักดันให้เกิดขึ้น เน้นว่าต้องประชุมทุกสัปดาห์ นอกจากนี้ยังมีคณะกรรมการประสานงานในรัฐสภา ที่ประชุมกรรมการวิปรัฐบาลฝั่งพรรคเพื่อไทยก่อนจะมีการเรียกประชุมวิปรัฐบาลทุกวันจันทร์เช้า โดยจะมีนายกฯ นั่งประชุมด้วยเช่นกัน เพื่อร่วมรับฟังว่าวิปมีข้อเสนออะไรจะตักเตือนรัฐบาล
ทั้งนี้ ยังมีที่ประชุมผู้ช่วยรัฐมนตรี ที่ปรึกษารัฐมนตรี และเลขานุการรัฐมนตรีอีกชุด ที่ผ่านมาประชุมวันละ3ครั้ง มีเจ้าตัวเป็นประธาน
ในที่ประชุม รับฟังความเห็นปัญหาในแต่ละกระทรวง ทั้งยังจัดตั้งสำนักงานผู้อำนวยการโดยสำนักผู้อำนวยการนี้ ภูมิธรรม ดึงคนสนิทตั้งแต่ไทยรักไทย มีประสบการณ์โชกโชนเข้ามาทำหน้าที่
ไม่เพียงจัดระบบเฉพาะคนในพรรค แต่คนนอกพรรค เสี่ยอ้วน ก็เร่งจัดระเบียบเช่นกัน วาดภาพสมาชิกพรรคของเพื่อไทยไม่ให้ต่างจากไทยรักไทยสมัยยังรุ่งเรืองเมื่อเกือบ10ปีที่แล้วโดยสั่งตรง สส.พรรค ให้เดินหน้าหาสมาชิกพรรค5,000 คนต่อ สส. 1 ราย ตั้งเป้าภายในสิ้นปีนี้ต้องได้สมาชิกพรรคไม่ต่ำกว่า1ล้านคน
"เราสะดุดไปมาจากการถูกยุบพรรคภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญที่มันไม่สมบูรณ์พิกลพิการ ผมไม่อยากใช้คำว่า รัฐธรรมนูญวิปริตเพราะพยายามสกัดกั้นบทบาทการเติบโตของพรรคการเมือง ทั้งที่พรรคการเมืองเป็นหัวใจของระบบรัฐสภา เป็นศูนย์รวมในการจะดึงเอาคนเข้ามาเป็นองค์ประกอบของตัวสถาบัน แต่รัฐธรรมนูญปัจจุบันกลับไม่ได้เปิดโอกาสให้กับพรรคการเมืองเท่าที่ควร"
"ที่ผ่านมาพรรคไทยรักไทยถูกยุบไป2ครั้งเป็นการยุบที่ไม่ยุติธรรม ไม่ค่อยสมเหตุสมผลในระบอบประชาธิปไตย มันได้สร้างปัญหา เกิดภาวะบุคลากรของพรรคถูกทำให้ต้องยุติบทบาทลง เขาเองก็ต้องดิ้นรนกับกลไกของรัฐที่กระทำต่อเขา เพราะฉะนั้นเขาก็ไม่มีเวลามาพัฒนาพรรคให้มีพื้นฐานที่แข็งแรง ต้องถือว่าช่วงที่เพิ่งผ่านมาผู้บริหารของพรรครุ่นใหม่เก่งมากที่ทำงานจนสามารถได้รับเสียงข้างมากในสภา แต่ว่าไม่พอ ยังต้องมีกระบวนการที่ต่อเนื่องที่ทำให้รัฐบาลและพรรคแข็งแรงมากขึ้นจะต้องดึงความร่วมมือของคนในพรรคและประชาชนให้มีส่วนร่วมให้มากขึ้น ให้เป็นองคาพยพที่พัฒนาทรัพยากรบุคคล สมาชิกพรรค หรือผู้ที่มีส่วนทางการเมืองทั้งระบบ แต่ปัจจุบันตรงนี้มันยังขาดไป"
"เพราะฉะนั้นเมื่อเข้ามาผมพยายามดึงการมีส่วนร่วมทางการเมืองของพรรคและสมาชิกของพรรคและประชาชนที่มีส่วนเกี่ยวข้องให้มากขึ้น มีการจัดองค์กรใหม่ จัดคณะกรรมการใหม่ วันนี้ทุกคนสบายใจขึ้น ได้มีบทบาทแสดงมากขึ้น พอดีกับคนในบ้านเลขที่111 ซึ่งเป็นคนเก่าคนแก่ของพรรคเราก็ถูกดึงเข้ามาช่วยกันทำงาน องคาพยพของพรรคก็สามารถระดมคนที่มีความสามารถในแต่ละบทบาทของเขาเข้ามาทำงานได้เต็มที่มากขึ้น"
ภูมิธรรม ชี้ความคืบหน้าของระบบสมาชิกพรรคว่า ขณะนี้ได้ให้ใบสมัครออกไปแล้ว1 ล้านใบ โดยคณะกรรมการบริหารพรรคจะแก้กฎระเบียบที่จะทำให้รับสมาชิกพรรคสามารถรับได้ที่สำนักงานใหญ่ สำนักงานสาขาประมาณ6สาขา ศูนย์ประสานงาน สส.และสถานที่จัดกิจกรรมของ สส.ทุกคนเต็มไปหมดหลายร้อยหลายพันที่ หากระเบียบนี้ออกไปก็ทำได้หมด ไม่ต้องเดินมาสมัครที่พรรคเพียงอย่างเดียว ขณะนี้รับสมัครบุคลากรมา30-40 คน เตรียมที่จะคีย์ข้อมูลเข้าระบบพรรคแล้วเราต้องจัดองคาพยพภายในพรรคให้ได้ภายในสิ้นปี
"ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นหลังจากผมเข้ามาทำ ก่อนเข้ามาไม่ได้มีกลไกขนาดนี้"เสี่ยอ้วนพูดพลางยิ้มภูมิใจกับโครงการที่วาดฝันพรรคเพื่อไทยให้แข็งแรงไม่ต่างจากไทยรักไทยในครั้งอดีต
จำนำข้าวทุจริตประกันราคาก็ทุจริต
4 เดือนคือระยะเวลาที่ ภูมิธรรม เวชยชัย ยืนยันว่าเป็นช่วงที่รัฐบาลได้ทำงานอย่างจริงจังในปีที่ผ่านมาตั้งแต่ได้รับเลือกตั้ง เพราะเสียเวลากับพิบัติอุทกภัยและการปรับจูนกำลังคนโดยเฉพาะงบประมาณที่ถูกฝ่ายค้านหั่นงบรายจ่าย ซึ่งยังไม่นับวิกฤตเศรษฐกิจโลกและความขัดแย้งทางการเมืองที่รัฐบาลต้องฝ่ามรสุมดังนั้นการที่ "ยิ่งลักษณ์" ผลักดันนโยบายที่แถลงไว้ต่อสภาได้สำเร็จมากถึงขนาดนี้ ภูมิธรรม ระบุว่า "แค่นี้ก็เก่งมากแล้ว" "แต่ปีนี้จะเป็นตัววัดฝีมือเขาแบบเนื้อๆ ว่ามีศักยภาพแค่ไหน" เจ้าตัวประเมินก่อนยอมรับว่าอาจมีบางนโยบายที่ทำได้ยากและต้องใช้เวลามากเป็นพิเศษ เช่น การปรองดองและการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะมีเสียงข้างมาก
ผลักดันให้เกิดขึ้นได้ แต่สถานการณ์ที่คนในสังคมอยู่บนพื้นฐานของความขัดแย้ง ที่ผ่านมารัฐบาลจึงรู้จักรอ ให้เวลากับสังคมได้ทำความเข้าใจมากขึ้น ไม่ได้ใช้เสียงข้างมากที่มีอยู่ตัดสินใจแต่ถึงจุดหนึ่งยอมรับว่าต้องมีการตัดสินใจเป็นธรรมดา
โครงการรับจำนำข้าวถือเป็นอุปสรรคในปีที่2 ของรัฐบาลไหม? ภูมิธรรม ยืนยันว่ารัฐบาลยังเดินหน้าเต็มที่ในนโยบายนี้ เพราะเป้าหมาย
อยู่ที่พี่น้องประชาชน ชาวนา และเกษตรกร ตามที่พรรคเพื่อไทยคิดไว้ตั้งแต่แรกต่างจากโครงการประกันราคาข้าวของพรรคฝ่ายค้าน ที่ เป้าหมายให้น้ำหนักไปที่พ่อค้าและผู้ส่งออก
"ถามว่ามีกระบวนการทุจริตคอร์รัปชันไหมมีทั้งสองฝ่าย ประกันราคาข้าวก็มีการโกงใบประทวน มี 20 ไร่ บอกว่ามี 50 ไร่ มาเบิกเงินเกิน จำนำข้าวก็มีการสวมสิทธิเอาข้าวนอกเข้ามา แต่คำถามควรอยู่ที่ว่าขณะนี้มีการคอร์รัปชันของฝ่ายการเมืองแล้วหรือยัง ถ้าฝ่ายการเมืองได้ประโยชน์ ผมเชื่อว่าสังคมยอมรับไม่ได้ แต่โครงการนี้ต้องรู้จักรอเวลาให้กระบวนการมันครบวงจรว่าขายข้าวได้หรือไม่ มีเงินมาหมุนเวียนเท่าไร ถ้ากำหนดราคาขายได้ เงินที่รัฐลงไปอุ้มชูเกษตรกรมันอาจเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการประกันราคาข้าวก็ได้"
"เสียงวิจารณ์ขณะนี้ก็ต้องฟัง แต่อย่าคิดว่านักวิชาการจะมองอะไรถูกต้องเสมอไป เพราะหลายเรื่องที่ฝ่ายพรรคเพื่อไทยหรือไทยรักไทยเคยทำมา ก็อยู่บนฐานที่ไม่ได้เหมือนกับทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ที่หลายคนเชื่อในโลกนี้ไม่มีทฤษฎีที่มันถูกต้องเป๊ะ เพราะเศรษฐศาสตร์เป็นเรื่องการคำนวณอนาคตต้องดูความสำคัญและปัจจัยที่เกี่ยวข้องทั้งหมด นักเศรษฐศาสตร์จำนวนไม่น้อยก็วิเคราะห์คาดการณ์ผิดมาเยอะแล้ว"
ไม่อธิบายเปล่า ภูมิธรรม ฉายภาพเมื่อครั้งไทยรักไทยคลอดนโยบายว่า
"โครงการกองทุนหมู่บ้าน เราใช้เงินทั้งหมดบนพื้นฐานความคิด คือ ต้องการกระจายทรัพยากร โดยตัดตอนกระบวนการควบคุมทรัพยากรเพื่อลงไปหาประชาชนเอาเงินถ่ายเทจากรัฐลงไปอยู่ที่ชาวบ้านโดยตรง 8 หมื่นหมู่บ้านเราเชื่อว่าเงิน8 หมื่นล้านจะเคลื่อนตัวอยู่ในหมู่ประชาชน และทำให้เกิดการหมุนเวียนของรายได้ขึ้นอีก 6-7 เท่าตัว ถามว่า 8 หมื่นล้านดีหมดเลยไหม ไม่ใช่! เสียหายไหม มีเสียหาย แต่รายงานวิจัยของเวิลด์แบงก์ ทีดีอาร์ไอ มีข้อยืนยันว่าเสียหายไม่ถึง 5%"
"ยกตัวอย่างครูมาสอนคณิตศาสตร์แล้วให้การบ้านคุณไป 20 ข้อ คุณก็ทำมาถูก 8 ข้อบ้าง10 ข้อบ้าง ก็เหมือนประชาชนที่เขาต้องได้โอกาสที่จะเรียนรู้ อย่ามองการเรียนรู้ของประชาชนที่ผิดพลาดเป็นข้อเสียหายที่ให้อภัยไม่ได้ คุณต้องให้กระบวนการที่ทำให้เขาได้ฝึกคิด ฝึกใช้เงิน ฝึกสร้างรายได้ และฝึกสร้างดอกผลให้เกิดขึ้นกับเขา เป็นแบบฝึกหัดทางสังคม ดังนั้นอย่ามองความบกพร่องของประชาชนเป็นข้อสรุปเพียงเพื่อจะปิดโอกาสเขา"
"เอสเอ็มแอลก็เหมือนกัน คุณก็บอกว่าไอ้นี่ประชานิยม เอาเงินลงไปให้เขา 4-5 แสน แจกเงิน เอ้า! ก็คุณมองจากผู้ให้ มองจากคนที่เหนือกว่า แต่ไม่เคยมองจากมุมชาวบ้านที่เขายากลำบากกว่าจะเข้าถึงงบประมาณ" ภูมิธรรม ย้ำแนวคิดที่เขาเชื่อมั่นจากการอยู่เบื้องหลังผลักดันนโยบายพรรคมานับสิบปี
"เรื่องจำนำข้าวก็เช่นกันเป็นกระบวนการที่เปิดให้ประชาชนเขาเรียนรู้ เป้าหมายเราอยู่ที่เกษตรกร แต่ถ้าคุณจะมาโยงไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ผมต้องถามถึงจุดยืนของคุณว่ากำลังตัดสินใจบนพื้นฐานของใครได้ประโยชน์เป็นนักวิชาการคุณมีหน้าที่ต้องมองให้ครบถ้วนกระบวนความ คุณกำลังพูดด้านหนึ่ง แต่เลอะเลือนหรือเมินเฉยที่จะมองอีกด้านหรือไม่
ดังนั้น ให้สังคมเป็นตัวตัดสิน จะผิดถูกเป็นเรื่องในอนาคตที่รัฐบาลต้องทบทวนมากน้อยก็ขึ้นอยู่กับความบกพร่องที่เกิดขึ้น แต่ผมคิดว่าความบกพร่องในทางนโยบายนั้นเป็นความตั้งใจจริง ถ้ามีผลเสียหายอะไรไม่มากก็ควรจะยอมรับได้ ไม่เช่นนั้นการคิดสิ่งใหม่ๆ ก็จะไม่มีวันเกิดขึ้น"
ชุดดำไม่ใช่ประเด็น
แรงสะเทือนจากการคลอดผลสรุปการศึกษาของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ(คอป.) เมื่อเดือนที่แล้วกลายเป็นชนวนสร้างความแตกร้าวเพิ่มขึ้นในสังคม ในฐานะกองหน้าพรรคการเมืองที่คุมกลไกอำนาจรัฐบาล "ภูมิธรรม" วิเคราะห์ผ่านสายตาของผู้ที่ผ่านวิกฤตความขัดแย้งมาหลายยุคสมัยว่า เป็นเรื่องถูกต้องที่มีคนบอกว่ารายงานฉบับนี้ไม่สามารถจะตอบสนองต่อความพอใจของคนได้ทั้งหมด แต่คำถามคือคอป.ได้พูดถึงในส่วนของคนที่เป็นผู้ถูกกระทำมากพอหรือไม่ที่ทำให้พวกเขาเหล่านี้ได้รู้สึกว่าความทุกข์ของตัวเองได้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดบ้าง
ภูมิธรรม แนะว่า "วันนี้ที่ควรทำคือ คอป.ต้องบอกว่า นี่คือความจริงส่วนหนึ่งที่ได้เห็นมา และมีบางอย่างเป็นความเชื่อของตัวเอง จากนั้นสังคมต้องช่วยกันมองหลายด้าน มันถึงจะมีทางออกแล้วเดินไปได้ แต่ถ้าบอกว่าฉันคือผู้ผูกขาดความจริง รายงานนี้คือสิ่งที่ฉันเห็นทั้งหมด มันไม่ง่าย แต่หากคุณยอมรับว่าความเป็นจริงมีหลายด้าน ทุกคนก็จะยอมรับได้ว่าอย่างน้อยความจริงที่ฉันเห็นก็มีคนยอมรับและเชื่อฟัง"
"ผมว่า คอป.พลาดที่ให้คุณสมชาย (หอมลออ กรรมการ คอป.) ออกมาพูดเรื่องชายชุดดำ ประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่ชุดดำไม่ชุดดำ แต่คุณพูดถึงคนที่ได้รับผลกระทบไม่พอ แล้วมาบอกว่ารายงานไม่ได้มีแค่นี้ ก็คุณปล่อยให้คุณสมชายพูดซะส่วนใหญ่ในเรื่องที่คุณสมชายเชื่อไม่ว่าคุณสมชายจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม มันทำให้คนอื่นมองว่าสิ่งที่คุณสมชายพูดเหมือนจะบอกว่าความจริงมันอยู่แค่ตรงนั้น เมื่อวิธีการมันผิดพลาด ปัญหามันก็เกิด"
"ถ้าให้เสนอ ผมจะเอารายงานของ คอป.กับรายงานของ ศปช. (ศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุม เม.ย.-พ.ค. 2553) มาบวกกัน แล้วสังคมก็เอามาเผยแพร่ให้มันกว้าง ขณะเดียวกันกระบวนการยุติธรรมก็กำลังทำหน้าที่ในคดี สิ่งสำคัญคือ ไม่ควรให้เอกสารของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นเอกสารอ้างอิงที่เป็นข้อสรุป ควรเปิดให้เอกสารทั้งสองด้านเข้าไปใช้ในศาลได้ แล้วดุลยพินิจก็อยู่ที่ผู้พิพากษา"







