
"1 กรม 1 ป้องกันโกง"
รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้แถลงนโยบาย “ป้องกันและปราบปรามการทุจริตมิชอบในภาครัฐอย่างจริงจัง” เป็นนโยบายเร่งด่วนที่จะทำในปีแรกต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 23 ส.ค. 2554
รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้แถลงนโยบาย “ป้องกันและปราบปรามการทุจริตมิชอบในภาครัฐอย่างจริงจัง” เป็นนโยบายเร่งด่วนที่จะทำในปีแรกต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 23 ส.ค. 2554
รัฐบาลได้ประกาศ “ยุทธศาสตร์ของรัฐบาลในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น” โดยกำหนดวัตถุประสงค์ไว้ว่าเพื่อ
(1) ยกระดับการต่อต้านคอร์รัปชันของประเทศไทยให้อยู่ในระดับมาตรฐานสากล
(2) สร้างภาพลักษณ์ที่ดีและความเชื่อมั่นศรัทธาในการบริหารราชการแผ่นดิน
เมื่อได้อ่านยุทธศาสตร์ 6 ประการของรัฐบาลแล้วต้องยอมรับว่า “โดนใจ” และพอจะมองเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ของการแก้ปัญหา “มะเร็งร้าย” ของประเทศและสังคมไทยที่กำลังทำให้ชาติใกล้ถึงจุดจบ
เริ่มตั้งแต่เปลี่ยนชื่อจาก “การป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ” มาเป็น “การต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น” ทำให้ดูจริงจังขึ้นและตรงกับภาษาอังกฤษที่ใช้เป็นสากลว่า “Anti Corruption”
และยุทธศาสตร์ ได้แก่ (1) การปลุกจิตสำนึกและสร้างการตระหนักรู้ (2) การพัฒนาองค์การ (3) การเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วม (4) การปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย (5) การตรวจสอบเฝ้าระวังเชิงรุก และ (6) การปราบปรามและการลงโทษที่เข้มงวด ซึ่ง “ดูดี” เพราะสะท้อนแนวทางการแก้ปัญหาที่ชัดเจน ตรงประเด็น
ปัญหาจึงเหลือเพียงการกำหนดนโยบายและนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมเท่านั้นที่ต้องติดตามกันต่อไป
ถ้าเริ่มดูตั้งแต่ยุทธศาสตร์แรก “การปลุกจิตสำนึกและสร้างการตระหนักรู้” ต้องยอมรับว่า รัฐบาลเลือกใช้ค่านิยมที่ชัดเจนตรงประเด็นมากคือ “ไม่โกง”
เมื่อนำมาเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์การพัฒนาองค์กรที่กำหนดเป็นแผนงาน “1 กรม 1 ป้องกันโกง” แทนชื่อเดิมที่ใช้ว่า “1 กรม 1 ข้อเสนอการเปลี่ยนแปลง” ทำให้เห็นภาพของเจตนารมณ์ที่รัฐบาลต้องการได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น เพราะเขียนวัตถุประสงค์ว่า
“ส่งเสริมให้ส่วนราชการริเริ่มจัดทำข้อเสนอการเปลี่ยนแปลง เพื่อสร้างความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการของตนเอง โดยการพัฒนาหรือปรับปรุงกระบวนงานที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดการทุจริตคอร์รัปชัน ผ่านกระบวนการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง (Action Learning)”
คำนี้ทำให้คนไทยทุกคนหวังว่า รัฐบาลจะต่อต้านคอร์รัปชันในภาครัฐได้สำเร็จ
อย่างไรก็ดี เมื่อติดตามดูไปถึงกระบวนงานหลักของหน่วยงานระดับกรม 144 กรม และ 76 จังหวัด ที่จะ “ป้องกันโกง” กลับพบว่าไม่ค่อยตรงกับวัตถุประสงค์ของรัฐบาล
โดยเฉพาะหน่วยงานที่มีภารกิจเสี่ยงต่อการทุจริตคอร์รัปชันของคนในองค์กรสูง กลับพบว่ากระบวนงานที่ปรับปรุงไม่ค่อยตรงกับสาเหตุของการทุจริตคอร์รัปชัน
แม้กระทั่งหน่วยงานที่ยกตัวอย่างในเอกสารของรัฐบาลที่ประชาสัมพันธ์ว่า เป็น 2 หน่วยงานที่โดดเด่นในการทำให้การปฏิบัติราชการมีความโปร่งใสสามารถลดการทุจริตคอร์รัปชันได้ คือ
กรมสรรพากร : นำระบบการคัดเลือกผู้เสียภาษี เพื่อกำกับตรวจสอบเชิงบูรณาการ
และกรมทางหลวงชนบท : สร้างกลไกการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน สำหรับกระบวนงานก่อสร้างและบำรุงรักษาทาง
เมื่อเห็นเพียงชื่อกระบวนงานที่ยกเป็นแบบอย่างก็ไม่เกิดความประทับใจ
ถ้าย้อนกลับไปดูผลสำรวจทัศนะของภาคธุรกิจที่มีต่อสถานการณ์การทุจริตคอร์รัปชันในประเทศไทย ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้จ้างให้มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนที่มีต่อสถานการณ์การทุจริตคอร์รัปชัน เมื่อปี 2553 ได้รายงานว่า
นักธุรกิจจ่ายเงินให้แก่นักการเมืองที่มีอิทธิพลต่อกิจการกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี (กรมเจ้าท่า) กรมสรรพากร กรมศุลกากร และกรมโรงงานอุตสาหกรรม
การจ่ายเงินพิเศษเฉลี่ยต่อครั้งเป็นจำนวนที่สูงให้แก่ กรมสรรพากร นักการเมืองที่มีอิทธิพลต่อกิจการกรมสรรพสามิต กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (กรมทะเบียนการค้า) และกรมการปกครองตามลำดับ
สำหรับหน่วยงานที่กลุ่มตัวอย่างจ่ายเงินพิเศษคิดเป็นร้อยละของจำนวนครั้งที่ติดต่องานสูงสุด 5 ลำดับแรก ได้แก่ องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เทศบาล กรมที่ดิน องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และตำรวจทางหลวง/จราจร
จากข้อมูลดังกล่าวจะเห็นว่า “ความเสี่ยง” สูงสุดของกรมสรรพากรต่อการทุจริตคอร์รัปชันน่าจะเป็น “การจัดเก็บภาษีที่ชัดเจนโปร่งใสตรวจสอบได้” ซึ่งน่าจะนำมาปรับปรุงกระบวนงานตามโครงการนี้ เพื่อมิให้มีการ “จ่ายเงินพิเศษ” ซึ่งเป็นรากเหง้าของการคอร์รัปชัน
ส่วนกรมทางหลวงชนบทควรถอดบทเรียนจากข่าวอื้อฉาวเกี่ยวกับการใช้งบประมาณแก้ไขปัญหาอุทกภัย มาปรับปรุงกระบวนงานให้โปร่งใสตรวจสอบได้จากทุกภาคส่วน เพื่อช่วยให้ถนนหนทางมีมาตรฐานดีขึ้นและจะลดการรั่วไหลของเงินงบประมาณจำนวนมาก
เรื่องถนนดีมีมาตรฐานนี้เป็นดัชนีชี้วัดการคอร์รัปชันที่ทั่วโลกใช้อยู่ เพราะถ้าคอร์รัปชันมากมาตรฐานการก่อสร้างจะต่ำ ทำให้ถนนชำรุดเร็ว เรื่องนี้ประเมินได้ชัดเมื่อเดินทางด้วยรถยนต์ระหว่างประเทศที่มีดินแดนติดต่อกัน
อย่างไรก็ดี มีหลายจังหวัดที่ให้ความสนใจกับนโยบายนี้ โดยนำจุดอ่อนเกี่ยวกับงานบริการประชาชนด้านที่ดิน ซึ่งมักจะถูกกล่าวหาว่ามีการให้เงินพิเศษมาแก้ไข ได้แก่ จ.กระบี่ กาฬสินธุ์ ชุมพร เชียงใหม่ นครพนม นครราชสีมา นราธิวาส บุรีรัมย์ ประจวบคีรีขันธ์ พัทลุง ร้อยเอ็ด สมุทรสงคราม สระบุรี สุราษฎร์ธานี สุรินทร์ และอุบลราชธานี ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าชมเชยท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเหล่านี้
ส่วนกรมที่ดินเลือกกระบวนงาน “การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมประเภทขาย” ซึ่งเชื่อว่าน่าจะเป็นจุดอ่อนที่ผู้บริหารกรมที่ดินเห็นว่า “เสี่ยง” ต่อการทุจริตมากที่สุด โดยเฉพาะการ “รับเงินพิเศษ” ที่เป็นข้อกล่าวหาที่คนกรมที่ดินถูกประชาชนปรามาสมากที่สุด
อีกหน่วยงานหนึ่งที่ถูกกล่าวหาว่ามีการเรียกรับ “เงินพิเศษ” มากเป็น 1 ใน 5 ของหน่วยงานของรัฐ จนกระทั่งสำนักงาน ป.ป.ช.นำไปเป็นภาพยนตร์ตัวอย่างของการคอร์รัปชันคือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปรากฏว่าเลือกกระบวนงาน “การรักษาห่วงโซ่วัตถุพยานการพิสูจน์ทางนิติเวชศาสตร์”
การเลือกปรับปรุงกระบวนงานเพื่อ “ไม่โกง” ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติครั้งนี้ ทำให้ทุกฝ่าย “งง” เพราะกระบวนงานที่ถูกกล่าวหาว่ามีการรับเงินพิเศษมากที่สุดคือ การรับเงินพิเศษของตำรวจทางหลวงและตำรวจจราจร ไม่ได้รับการแก้ไข ทั้งๆ ที่ทำให้ประชาชนดูถูกศักดิ์ศรีของตำรวจไทยมากที่สุด
เรื่องนี้ยังไม่สายที่ท่านนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รมต.ประจำสำนักนายกฯ ผู้รับผิดชอบโครงการจะเชิญหัวหน้าส่วนราชการต่างๆ มาชี้แจงว่า รัฐบาล “เอาจริง” ขอให้กลับไปทบทวนกระบวนงาน “ป้องกันโกง” ของหน่วยให้ตรงกับ “ความเสี่ยง” ต่อการทุจริตคอร์รัปชันที่ระบุในแผนปฏิบัติราชการประจำปีของหน่วย
และอาจแนะนำให้นำกระบวนการพัฒนาคุณภาพ (Quality Control CircleQ.C.C.) มาใช้ เพื่อให้คนในองค์กรได้มีส่วนร่วมและตระหนักในความบกพร่องของหน่วยที่ทำให้สังคมตำหนิว่า “ทำลายชาติ”
พร้อมกับเน้นว่า ถ้าโครงการนี้สำเร็จจะเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและความเชื่อมั่นศรัทธาในการบริหารราชการแผ่นดิน อีกทั้งจะช่วยให้ประเทศไทยของเราเป็นที่น่าเชื่อถือในเวทีการเมืองของโลกด้วย
อย่างไรก็ดี ตัวรัฐบาลเองก็ควรจะรณรงค์แก้ไขความเสี่ยงต่อการทุจริตคอร์รัปชันที่มักถูกตั้งข้อสงสัยจากสังคมอยู่เสมอ เพื่อเป็น “แบบอย่าง” ของการ “ไม่โกง” ให้กับส่วนราชการต่างๆ เช่น การล้วงลูกในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการที่เป็นอำนาจของข้าราชการประจำ ซึ่งเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 267 อย่างชัดเจน และเป็นต้นเหตุของข่าวลือเกี่ยวกับการซื้อขายตำแหน่งข้าราชการมากขึ้นทุกที
สรุปแล้ว โครงการ “1 กรม 1 ป้องกันโกง” เป็นโครงการที่ดี แต่ยัง “เกาไม่ถูกที่คัน”
ในช่วงนี้เป็นการเริ่มต้นปีงบประมาณและมีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารในส่วนข้าราชการประจำมาก
นายกฯ ควรจัดประชุมหัวหน้าส่วนราชการทุกคน เพื่อยืนยันนโยบาย “ไม่โกง” ให้ชัดเจน และปรับคณะรัฐมนตรีใหม่อย่าให้บุคคลที่เคยมีมลทิน หรือเคยมีเรื่องอื้อฉาวจากการทุจริตคอร์รัปชันอยู่ร่วมงานในรัฐบาลของท่าน
เพียงเท่านี้ประชาชนก็จะไว้วางใจรัฐบาลมากขึ้น และการทุจริตคอร์รัปชันในวงราชการก็จะลดลงอย่างรวดเร็วทันตาเห็น







