posttoday
หนี้ประเทศบานฉ่ำเศรษฐหิจโตไม่ทัน

หนี้ประเทศบานฉ่ำเศรษฐหิจโตไม่ทัน

03 ตุลาคม 2555

ต้องบอกว่าสถานการณ์หนี้สาธารณะของประเทศในยุครัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยิ่งนับวันยิ่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนทำให้หลายฝ่ายเป็นห่วงรัฐบาล

โดย...บากบั่น บุญเลิศ/เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

ต้องบอกว่าสถานการณ์หนี้สาธารณะของประเทศในยุครัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยิ่งนับวันยิ่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนทำให้หลายฝ่ายเป็นห่วงรัฐบาลจะพาประเทศจมกองหนี้ และเป็นวิกฤตเหมือนประเทศกลุ่มยูโรโซนที่แก้ไม่ตกและล้มจมพิษไปทั่วโลก

ข้อมูลล่าสุดกระทรวงการคลังรายงานหนี้สาธารณะของประเทศล่าสุด ณ สิ้นเดือน ก.ค. 2555 ว่า มีจำนวน 4.89 ล้านล้านบาท คิดเป็น 44.19% ของจีดีพี เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นสุทธิ 1.08 แสนล้านบาท

หนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น มาจากหนี้ของรัฐบาลและหนี้รัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงินที่รัฐบาลค้ำประกัน เพิ่มขึ้น 6.46 หมื่นล้านบาท และ 6.08 หมื่นล้านบาท ตามลำดับ

เมื่อดูสถิติจะเห็นว่า หนี้สาธารณะที่เพิ่มในเดือน ก.ค. 2555 เป็นการเพิ่มขึ้นเดือนที่ 5 ติดต่อกันนับตั้งแต่เดือน มี.ค. 2555 เป็นต้นมา

นอกจากนี้ หากเทียบหนี้สาธารณะตั้งแต่เดือน ม.ค. 2555 อยู่ที่ 4.36 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 41.06% ของจีดีพี เมื่อเทียบกับเดือนล่าสุด ก.ค. 2555 หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น 5.3 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 3.13% ของจีดีพี

เมื่อเทียบหนี้สาธารณะล่าสุดกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คือ ในเดือน ก.ค. 2554 ที่หนี้สาธารณะอยู่ที่ 4.28 ล้านล้านบาท หรือ 40.57% ของจีดีพี เท่ากับว่าหนี้สาธารณะของไทยเพิ่มมากถึง 6.1 แสนล้านบาท คิดเป็น 3.62% ของจีดีพี

จะเห็นได้ว่า ไม่ว่าจะหยิบจับช่วงไหนมาเปรียบเทียบจะพบว่าจำนวนหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นมาตลอดทั้งจำนวนหนี้ และสัดส่วนหนี้เมื่อเทียบกับจีดีพีของประเทศ แสดงให้เห็นว่า จำนวนหนี้ของไทยเริ่มโตเร็วกว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจเสียแล้ว จนทำให้สัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีเพิ่มขึ้นไม่ยอมลดลง

รัฐบาลพยายามออกมาแก้ต่างว่า หนี้สาธารณะของประเทศยังอยู่ในกรอบความยั่งยืนของประเทศ คือ ไม่เกิน 60% ของจีดีพี แต่ก็ไม่ได้คลายความกังวลของบรรดานักวิชาการที่ลงความเห็นร่วมกันว่า จริงๆ แล้วหนี้สาธารณะของไทยไม่ควรเกิน 50% ของจีดีพีเสียด้วยซ้ำ

เพราะประเทศไทยมีความสามารถการหารายได้แค่เพียง 20% ของจีดีพี หากเป็นหนี้มากเกิน 60% จะทำให้ไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยในแต่ละปี จนอาจนำไปสู่วิกฤตของประเทศในที่สุด

เรื่องดังกล่าว รัฐบาลก็รู้อยู่เต็มอก เพราะรัฐบาลนี้เข้ามาบริหารประเทศเมื่อ 1 ปีที่ผ่านมา มีการวางแผนการกู้เงินจำนวนมากมายเพื่อจัดทำโครงการลดประชานิยม ลด แลก แจก แถม เพื่อเอาใจฐานคะแนนที่เลือกเข้ามาเป็นรัฐบาล

จนเพดานการชำระหนี้ต่อภาระงบประมาณใกล้ชนเพดาน 15% ของงบประมาณรายจ่ายของประเทศ ซึ่งเกินกว่ากฎหมายกำหนด จนทำให้รัฐบาลแก้ไขด้วยการโยกภาระหนี้สินกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน 1.1 ล้านล้านบาท ที่เป็นภาระงบประมาณจ่ายดอกเบี้ยปีละ 6-7 หมื่นล้านบาท ไปให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไปเก็บเงินค่าต๋งเงินฝากธนาคารพาณิชย์มาใช้หนี้ในส่วนนี้แทน

การซุกหนี้ไปไว้ที่ ธปท. ทำให้ภาระการชำระหนี้ของรัฐบาลลดต่ำลงกว่า 10% ของงบประมาณ เปิดช่องทำให้รัฐบาลก่อหนี้ได้อีกมาก โดยที่ไม่ชนเพดานการชำระหนี้ที่ตั้งไว้ 15%

หนี้ประเทศบานฉ่ำเศรษฐหิจโตไม่ทัน

 

อย่างไรก็ตาม หนี้ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งการตั้งงบประมาณขาดดุลปี 2555 ถึง 4 แสนล้านบาท การออก พ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท ทำให้สัดส่วนการชำระหนี้ของรัฐบาลเด้งสูงกลับมาอีกครั้ง

ที่สำคัญหนี้สาธารณะที่สูงขึ้นในขณะนี้ยังไม่ได้สูงที่สุด เนื่องจากในอนาคตอันใกล้รัฐบาลมีแผนการกู้เงินอีกจำนวนมหาศาล ซึ่งล้วนเป็นตัวเร่งทำให้สัดส่วนหนี้วิ่งผ่าน 50% ของจีดีพี หรือไปแค่ 60% ของจีดีพี ได้อย่างไม่ยากเย็น

และเมื่อหนี้เพิ่มขึ้น สิ่งที่ตามมาก็คือ ความสามารถชำระหนี้จะเกิน 15% ของภาระงบประมาณ ทำให้ประเทศอยู่ในภาวะล่มสลายตกอยู่ในภาวะชักหน้าไม่ถึงหลังได้โดยไม่ยาก

เพราะหากไปไล่เรียงดูแผนการกู้ของรัฐบาลในปีงบประมาณ 2556 จะพบว่ามีหนี้แผนการบริหารหนี้สาธารณะ ปีงบ 2556 มีวงเงินสูงถึง 2 ล้านล้านบาท ในจำนวนนี้กว่า 1 ล้านล้านบาท เป็นการกู้เงินใหม่จากหลายรายการ ไม่ว่าจะเป็นการกู้เพื่อชดเชยขาดดุลงบประมาณ 2556 จำนวน 3 แสนล้านบาท กู้ส่วนที่เหลือจากการออก พ.ร.ก. 3.5 แสนล้านบาท ที่ยังเหลือจำนวนมากถึง 3.4 แสนล้านบาท กู้เงินเพื่อการนำส่งเข้ากองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติอีก 4.95 หมื่นล้านบาท และยังมีการกู้ลงทุนของรัฐวิสาหกิจอีก 2.26 แสนล้านบาท

แผนการกู้เงินปี 2556 ที่อยู่ในกรอบนั้นชัดเจนแล้วว่าจะทำให้หนี้ของประเทศ 4.89 ล้านล้านบาท สูงขึ้นแตะ 6 ล้านล้านบาท ทันที และยังทำสัดส่วนหนี้เพิ่มขึ้นเป็น 4748% ต่อจีดีพี

สิ่งที่น่าเป็นห่วงอยู่ตรงที่ว่ารัฐบาลยังมีแผนการกู้ก้อนโตอีกหลายชุดก่อนนำเข้ามาคำนวณเป็นหนี้ของประเทศในปีหน้า เริ่มตั้งแต่ การกู้เงินจำนำข้าวรอบใหม่ที่ต้องใช้เงิน 4.05 แสนล้านบาท

หรือว่าจะเป็นการออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กู้เงินลงทุนโครงการสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท ภายใน 7 ปีข้างหน้า ซึ่งเท่ากับว่า รัฐบาลต้องกู้เงินเพิ่มในแต่ละปีอีก 2-3 แสนล้านบาท

ดังนั้น เมื่อรวมตัวเลขจำนำข้าวรอบใหม่ และการกู้เงินเพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้ในปีหน้ารัฐบาลจะต้องกู้เงินอีก 6-7 แสนล้านบาท

ทำให้หนี้ของประเทศใกล้ 7 ล้านล้านบาท และสัดส่วนหนี้สาธารณะกระโดดผ่าน 50% ของจีดีพี วิ่งเข้าหา 60% ของจีดีพี เข้าเขตโซนอันตรายที่จะทำให้เศรษฐกิจเข้าสู่วิกฤตในที่สุด

ขนาดธนาคารโลกยังคาดการณ์ว่าหนี้สาธารณะสิ้นปี 2555 แม้จะอยู่ที่ระดับ 48.7% ต่อจีดีพี แต่ในปี 2556 น่าจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 50.7% ต่อจีดีพี และปี 2559 หนี้สาธารณะจะเพิ่มขึ้นเป็น 53.9% ต่อจีดีพี ถือว่าเป็นการคาดการณ์ที่เป็นการสะท้อนความเบ่งบานและอันตรายอย่างยิ่ง

หนี้ที่ของประเทศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้รัฐบาลต้องทำทุกวิถีทางปั่นอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจของประเทศให้ขยายตัวมากที่สุด เพื่อทำให้สัดส่วนหนี้ของประเทศลดลง หรือไม่เพิ่มขึ้น

นี่จึงเป็นส่วนหนึ่งที่แกนนำรัฐบาลพยายามกดดัน ธปท. ให้ลดอัตราดอกเบี้ย และทำค่าเงินบาทอ่อน เพื่อกระตุ้นการลงทุน และเพิ่มมูลค่าการส่งออก จะได้ปั่นจีดีพีของประเทศให้โตขึ้นได้ 56% ซึ่งจะช่วยกดสัดส่วนหนี้ให้ไม่สูงขึ้นมากนัก

อย่างไรก็ตาม ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนไม่ใช่เรื่องง่ายที่รัฐบาลจะกระตุ้นเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้อย่างที่วาดฝันไว้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือเศรษฐกิจปี 2555 รัฐบาลพยายามตีฆ้องร้องป่าวว่าเศรษฐกิจของไทยจะเติบโตได้ถึง 7% มาตั้งแต่ต้นปี แต่ล่าสุดกระทรวงการคลังคาดว่าน่าจะเติบโตได้แค่ 5.5% เท่านั้น ขนาดของเศรษฐกิจหายวับไป 1.5% คิดเป็นเม็ดเงินก็ตก 1.5-1.75 แสนล้านบาท

เมื่อมองเลยผ่านไปถึงปีหน้าที่หนี้สาธารณะจะเพิ่มขึ้นเท่าทวี กระทรวงการคลังประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตลดลงมาอยู่ที่ 5.2% ของจีดีพีเท่านั้น ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ไม่ดี

ข้อเท็จจริงที่เป็นแบบนี้อันตราย เพราะถ้าเศรษฐกิจขยายตัว 5.2% แต่หนี้สาธารณะขยายตัว 2% เท่ากับว่าทำมาหาได้ก็มีแต่นำไปจ่ายหนี้

เพราะในสถานการณ์ที่นโยบายของประเทศเน้นหนักในการกู้เงินเพิ่มมากขึ้น แต่เศรษฐกิจกลับเติบโตได้น้อยลง นอกจากเป็นการฟ้องว่า การใช้เงินกู้ไม่คุ้มค่าแล้ว ยังส่งผลให้สัดส่วนหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นอีกด้วย

ในขณะเดียวกัน การที่หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นย่อมทำให้สัดส่วนการจัดสรรงบประมาณเพื่อจ่ายเงินต้นและดอกเบี้ยในแต่ละปีจะเพิ่มขึ้นจนน่าใจหาย และไม่แน่ว่าอาจมากกว่างบลงทุนในแต่ละปีเสียอีก

ขณะเดียวกันปัญหารายได้ของประเทศที่หาได้ไม่พอก็กลายเป็นหนามตำคอรัฐบาลไม่น้อย เพราะในปีงบประมาณ 2555 รัฐบาลประสบภาวะถังแตกไปเรียบร้อย เก็บรายได้ไม่เข้าเป้า 1.98 ล้านล้านบาท จนทำให้กระทรวงการคลังต้องกู้เงินมาเพิ่มเพื่อโปะรายได้ที่เก็บได้ไม่พอให้เท่ากับงบประมาณรายจ่ายที่ขอต่อรัฐสภา ก็ยิ่งเป็นปัญหาเร่งหนี้สาธารณะให้โตเพิ่มขึ้นไปอีก

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดแสดงให้เห็นว่า ปัญหาหนี้ของประเทศกำลังเป็นภัยคุกคามที่น่ากลัวของระบบเศรษฐกิจไทย เหมือนกับปัญหาหนี้ในยุโรปที่คิดเข้าข้างตัวเองว่าจะเอาอยู่ แต่สุดท้ายก็เอาไม่อยู่

การที่รัฐบาลยังเดินหน้ากู้แหลกโดยไม่คิดหน้าคิดหลังให้รอบคอบ คิดแต่ได้คะแนนเสียงทางการเมือง และหวังให้ผลประโยชน์จากการกู้เงินมาลงทุนในโครงการต่างๆ โดยใช้คำอรรถาธิบายอันหรูหราว่าเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานประเทศ แต่แท้จริงเม็ดเงินกลับหล่นเป็นเบี้ยบ้ายรายทาง 20-30% ตกเข้ากระเป๋าตัวเองและพวกพ้องให้มากที่สุด ถือเป็นการปล้นประเทศแบบสีขาวดีๆ นี่เอง

ข่าวล่าสุด

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา