
ถอดบทเรียนประท้วงน้ำ'54ไร้ระบบจัดการ-ชาวบ้านแก้เอง
ผลพวงจากปัญหามหาอุทกภัยเมื่อปี 2554 ที่ผ่านมา นอกเหนือจากปัญหาเรื่องการจัดการน้ำและการเชื่อมโยงข้อมูลแล้ว
โดย...สุภชาติ เล็บนาค
ผลพวงจากปัญหามหาอุทกภัยเมื่อปี 2554 ที่ผ่านมา นอกเหนือจากปัญหาเรื่องการจัดการน้ำและการเชื่อมโยงข้อมูลแล้ว ปัญหาอีกอย่างหนึ่งที่จะมองข้ามไปไม่ได้คือ “การจัดการความขัดแย้งระดับมวลชน”
ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ไม่ว่าจะในขั้นตอนการระบายน้ำ ปัญหาสองมาตรฐานระดับพื้นที่ หรือการทิ้งให้บางพื้นที่ต้องแช่น้ำอย่างไม่มีอนาคต
ทั้งหมดล้วนเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ และยังไม่มีใครหาคำตอบเพื่อแก้ปัญหาเรื่องเหล่านี้อย่างเป็นรูปธรรม
คณะทำงานยุทธศาสตร์สันติวิธี สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จึงได้ถอดบทเรียนความขัดแย้งดังกล่าวออกเป็นงานวิจัย และได้จัดเวทีนำเสนองานวิจัยเรื่อง “เสียง(เรียก) ร้องและความเปราะบาง การเมืองแห่งการโต้แย้งในมหาอุทกภัยไทยปี 2554” ซึ่งศึกษาความขัดแย้ง การประท้วง ระหว่างเหตุการณ์มหาอุทกภัยปี 2554 เพื่อหาข้อเสนอแนะ รวมถึงแนวทางการบรรเทาความเสียหาย เพื่อหาทางออกให้กับรัฐบาล หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และชุมชน หากเกิดปัญหาอุทกภัยขึ้นในอนาคต
ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะกรรมการคณะทำงานยุทธศาสตร์สันติวิธี กล่าวก่อนเข้าสู่งานเสวนาตอนหนึ่งว่า หน้าที่หลักของคณะทำงานก็คือจับตาเหตุการณ์ต่างๆ แล้วเสนอทางเลือกในแนวทางสันติวิธีให้กับสังคมไทย ซึ่งแน่นอนว่าหากวิธีการแก้ปัญหาการบริหารจัดการน้ำไม่จบในตัวเอง ไม่สามารถทำให้วินวิน ทุกฝ่าย และยังต้องมีผู้ที่ต้องเสียสละมากกว่าคนอื่นในอนาคต ก็ต้องมีทางเลือกให้กับเจ้าหน้าที่รัฐว่าจะจัดการกับความขัดแย้งอย่างไร
“น่าสนใจว่าจากเหตุการณ์ทั้งหมด 126 เหตุการณ์ที่มีการประท้วงนั้น มีนักการเมืองหรือผู้สนับสนุนเข้ามาเกี่ยวข้องเพียง 5% เท่านั้น นอกนั้นเป็นชาวบ้านล้วนๆ ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดี” ชัยวัฒน์ ระบุ
เขาบอกอีกว่า การประท้วงส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นไปด้วยความรุนแรง แต่มีการจัดการด้วยรูปแบบต่างๆ ทั้งจากเจ้าหน้าที่รัฐ จากคนในชุมชน หรือจากเจ้าหน้าที่ในท้องถิ่นอย่างที่ควรจะเป็น
อนุชาติ พวงสำลี อาจารย์ประจำคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัย มหิดล กรรมการยุทธศาสตร์สันติวิธี ในฐานะผู้ทำการวิจัย ให้ภาพว่า งานวิจัยฉบับนี้รวบรวมเหตุการณ์ประท้วงทั้งหมด เพื่อทำความเข้าใจปัญหาการก่อตัวข้อเรียกร้อง วิธีการประท้วง ตัวละครเข้ามาเกี่ยวข้องบ้าง โดยรวบรวมเอาข่าวสื่อมวลชนระหว่างเดือน ก.ย.พ.ย. มาวิเคราะห์หาต้นเหตุ
“จาก 126 เหตุการณ์ เราพบความรุนแรงเพียงแค่ 8 เหตุการณ์ และจากทุกเหตุการณ์เราพบว่าชาวบ้านมีบทบาทในการจัดการความขัดแย้งด้วยตัวเองถึง 74% ซึ่งถือว่ามีนัยสำคัญ โดยอาจจะเกิดจากความเข้มแข็งของชาวบ้านและชุมชนเอง หรือไม่มีระบบอื่นในการจัดการก็เป็นได้” อนุชาติ ให้ข้อมูล
ทั้งนี้ ได้แบ่งการสร้างข้อเรียกร้องเพื่อประท้วงออกเป็น 4 รูปแบบ ได้แก่ 1.ความเปราะบาง ซึ่งอาจมาจากเรื่องการเตรียมรับมือน้ำท่วมที่ไร้ประสิทธิภาพ การสร้างแนวกั้นน้ำท่วม การสร้างแนวน้ำไหลผ่าน และการเปิดปิดประตูระบายน้ำ
2.สภาวะวิกฤต เช่น การเปิดประตูน้ำด้วยตัวเอง หรือการรื้อแนวกั้นน้ำท่วม 3.สภาวะฟื้นฟู เช่น ความต้องการที่พักพิงชั่วคราว ต้องการไฟฟ้า หรือต้องการอาหาร และ 4.การบริหารจัดการภาครัฐ เช่น สองมาตรฐาน การผิดสัญญา หรือการบริหารจัดการที่ไร้ประสิทธิภาพ
“ทั้ง 4 รูปแบบนี้ พบว่าประเภทของข้อเรียกร้องเกิดขึ้นในสภาวะวิกฤตมากที่สุดถึง 46.9% หรือเกือบครึ่งของสภาวะทั้งหมด” อนุชาติ ระบุ
สำหรับรูปแบบการประท้วงส่วนใหญ่ เป็นการเข้าชื่อร่วมกัน การแถลงต่อสื่อมวลชน การประท้วงเชิงสัญลักษณ์ และดำเนินการตามกฎหมายเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งมากกว่าจะปิดถนน ทำลายแนวกั้นน้ำด้วยตัวเอง หรือสร้างความรุนแรงในรูปแบบอื่น
ขณะเดียวกัน พบว่าผู้ที่ถูกประท้วงส่วนใหญ่คือศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ตามมาด้วยจังหวัด อย่างไรก็ตาม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในพื้นที่นั้น ตกเป็นเป้าการประท้วงในลำดับท้ายๆ
อนุชาติ ตั้งข้อสังเกตว่า อาจเป็นเพราะประชาชนตระหนักว่าบทบาทของ อปท. ไม่ได้มีอำนาจในการจัดการปัญหามากขนาดนั้น หรืออาจเป็นได้ว่าประชาชนที่ได้รับผลกระทบนั้นมีความใกล้ชิดกับ อปท.อยู่แล้ว
แม้ว่าชาวบ้านจะประท้วงในรูปแบบใด สิ่งที่น่าสนใจ คือ กว่าครึ่งหนึ่งของการเรียกร้องทั้งหมด หรือกว่า 58.7% บรรลุผลสำเร็จตามข้อเรียกร้อง หรือประนีประนอมกันได้ โดยไม่มีปัญหายืดเยื้อตามมา ซึ่งวิธีที่ได้ผลที่สุดก็คือการจัดการด้วยตัวเอง ส่วนที่ได้ผลน้อยคือการเผชิญหน้าโดยตรง
“ข้อค้นพบหลัก เราพบว่าประชาชนที่ได้รับผลกระทบเลือกประท้วงบนท้องถนน หรือที่ต่างๆ มากกว่าจะใช้สัญลักษณ์ทางการเมือง อย่างรัฐสภา ทำเนียบรัฐบาล หรือที่ทำการหน่วยงานราชการอื่นๆ ขณะเดียวกัน แม้ว่าปัญหาที่ถูกเรียกร้องขึ้นมาคือปัญหาระดับท้องถิ่น หรือชุมชนจริงๆ แต่ยุทธศาสตร์การเรียกร้องมักจะใช้ยุทธศาสตร์ชาติในการเคลื่อนไหว รวมถึงใช้หลักการสันติวิธีแทบทั้งสิ้น” อนุชาติ กล่าว
ในบรรดาพื้นที่ทั้งหมด พบว่าพื้นที่ที่อยู่อาศัยสำคัญอย่างกรุงเทพมหานคร ปทุมธานี ล้วนเป็นพื้นที่สำคัญที่เกิดการประท้วง เพราะพื้นที่เหล่านี้แวดล้อมไปด้วยแนวคันกั้นน้ำถาวร แนวบิ๊กแบ็ก หรือการเปิดปิดประตูระบายน้ำ ซึ่งถือเป็นตัวแปรที่ทำให้เกิดการประท้วง
คณะผู้วิจัยเสนอว่า รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงควรให้ความสำคัญกับการจัดการความขัดแย้งเชิงพื้นที่ ด้วยวิธีการสำรวจพื้นที่เปราะบางที่มีความเสี่ยงเกิดการประท้วงไว้
“หากพื้นที่เหล่านี้ยังไม่ถูกจัดการ นั่นหมายถึงความรุนแรงของการประท้วงจะยกระดับขึ้น และจะกลายเป็นประเด็นเรื่องความเท่าเทียมไม่เท่าเทียม ขยายวงกว้างมากขึ้น” งานวิจัยระบุ
คณะผู้วิจัยยังได้เสนอให้มีการเตรียมความพร้อมเจ้าหน้าที่ในการทำหน้าที่เจรจาต่อรอง หรือฝึกขั้นตอนการสื่อสารกับกลุ่มผู้ประท้วง เพื่อลดความตึงเครียด
นอกจากนี้ การประท้วงยังสะท้อนให้เห็นช่องว่างระหว่างหน่วยงานรัฐด้วยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานรัฐส่วนกลางและหน่วยงานรัฐท้องถิ่น ไปจนถึงเจ้าหน้าที่ส่วนกลางผู้กุมนโยบาย และเจ้าหน้าที่ในระดับปฏิบัติที่ขัดแย้งกันอยู่เสมอ
อนุชาติ แนะนำว่า รัฐบาลต้องสร้างกลไกในการรับมือเพื่อไม่ให้เกิดข้อขัดแย้งในระดับสองมาตรฐานระหว่างชุมชนด้วยกันเอง ยกตัวอย่างเช่นการจัดทำพื้นที่ทางน้ำหลาก (ฟลัดเวย์) นั้น หากมีความแตกต่างระหว่างชุมชนที่ถูกน้ำท่วมและไม่ได้ถูกน้ำท่วมนั้น ถ้าไม่ทำความเข้าใจก็จะเปลี่ยนไปสู่บริบทความขัดแย้งได้ทันที ตรงนี้จึงต้องการแขนขาในระดับ อปท. หรือการทำงานที่ใกล้ชิดระหว่างส่วนกลางและระดับชุมชนเป็นอย่างมาก
“เราพบในงานวิจัยว่าเฉดของข้อเรียกร้องจะหนักขึ้นตามสถานการณ์ ความลึกของระดับน้ำ และความยาวนานที่เขาเผชิญอยู่ เพราะฉะนั้นถ้าชุมชนรู้ว่าจะต้องเจอกับอะไรบ้างในอนาคต โดยรัฐบาลให้เวลาแจ้งกับเขาก่อนเพื่อให้เตรียมตัวได้ ก็จะไม่เกิดการประท้วง” อนุชาติ ระบุ







