
ศาลปล่อยเจ๋งแลกปิดปาก
“เจ๋ง ดอกจิก” พ้นคุก ยื่นประกัน 6 แสน สัญญาศาลจะไม่ขึ้นเวทีปราศรัยและแสดงความเห็นทางการเมือง
“เจ๋ง ดอกจิก” พ้นคุก ยื่นประกัน 6 แสน สัญญาศาลจะไม่ขึ้นเวทีปราศรัยและแสดงความเห็นทางการเมือง
ศาลอาญาอ่านคำสั่งที่นางกรุณา มอริส ภรรยาของนายยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก ผู้ช่วยเลขานุการ รมช.มหาดไทย และแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) จำเลยคดีก่อการร้าย ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวนายยศวริศ เป็นครั้งที่ 2 พร้อมหลักทรัพย์เป็นเงินสด 6 แสนบาท
ศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า นายยศวริศ ได้สำนึกในความผิดของตัวเอง ซึ่งจำเลยได้ทำหนังสือขอโทษต่อคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งเจ็ด โดยลงเนื้อหาในหนังสือพิมพ์มติชนและข่าวสดติดต่อกัน 3 วัน และยังให้คำมั่นสัญญาต่อศาลว่า จะไม่กล่าวร้ายละเมิดสิทธิส่วนบุคคลผู้อื่นให้เกิดความเสียหาย โดยเฉพาะองค์กรศาลอีก รวมทั้งแสดงเจตนาว่าจะไม่ขึ้นปราศรัยบนเวทีและแถลงข่าวว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยว ไม่ปราศรัยแสดงความเห็นทางการเมืองใดๆ อีกต่อไป
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาถึงระยะเวลาที่นายยศวริศ ถูกศาลเพิกถอนปล่อยชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 22 ส.ค. เป็นเวลาเดือนเศษแล้ว เชื่อว่าเพียงพอที่จะทำให้จำเลยหลาบจำที่จะไม่ฝ่าฝืนเงื่อนไขของศาลอีก ดังนั้นเพื่อให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นจำเลยที่ดี จึงมีเหตุสมควรให้ปล่อย โดยตีราคาประกัน 6 แสนบาท
ศาลยังได้กำหนดเงื่อนไขการปล่อยตัวชั่วคราวใหม่ รวม 2 ประการ 1.ห้ามจำเลยกระทำการใดๆ อันมีลักษณะดูหมิ่น ยั่วยุ ปลุกปั่น เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง หรือก่อให้เกิดอันตรายกระทบต่อเกียรติยศ ชื่อเสียง และความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคลอื่น หรือกระทำการใดๆ เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดต่อกฎหมาย และห้ามจำเลยเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่จะได้รับการอนุญาตจากศาล 2.ให้ถือคำแถลงของจำเลยต่อศาลที่ยินยอมจะสละสิทธิส่วนตัวตามรัฐธรรมนูญ ที่จำเลยจะไม่ขึ้นปราศรัยบนเวทีและจะไม่ยุ่งเกี่ยว ไม่ปราศรัยแสดงความคิดเห็นใดๆ ทางการเมืองอีกต่อไป
หลังฟังคำสั่งศาล นายยศวริศ ได้ยกมือท่วมหัวไหว้ศาล ส่วนนางกรุณา ภรรยา ซึ่งดีใจถึงกับน้ำตาไหล เข้าสวมกอดและหอมแก้มนายยศวริศ
วันเดียวกัน ศาลพิพากษายกฟ้องคดีที่ผู้เช่าร้านค้าย่านราชปรารภและบริษัทเอกชนรวม 4 ราย เป็นโจทก์ ฟ้องแกนนำ นปช. อาทิ นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.เกษตรและสหกรณ์ รวมถึงกรุงเทพมหานคร (กทม.) กระทรวงกลาโหม กองทัพบก และกระทรวงการคลัง เป็นจำเลยในความผิดเรื่องละเมิด เรียกค่าเสียหายจำนวน 300 ล้านบาท จากเหตุความรุนแรงปี 2553
ศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ในช่วงเกิดเหตุเจ้าหน้าที่รัฐได้ปิดกั้นพื้นที่ไม่ให้บุคคลเข้าไปในพื้นที่ชุมนุม จึงไม่สามารถสืบหาผู้กระทำผิดได้ว่าเกิดจากการกระทำของฝ่ายใด แต่เมื่อพวกโจทก์ต้องได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐอย่างสุดวิสัย จึงเห็นควรให้พวกโจทก์ได้รับการเยียวยาจากรัฐบาล







