
โอกาสมาแล้ว
นโยบายประชานิยมของรัฐบาล ที่ได้สัญญากับประชาชนไว้เมื่อครั้งที่หาเสียงนั้น รัฐบาลได้ดำเนินการเกือบทั้งหมดทุกเรื่องแล้ว โครงการที่ลั่นวาจาไปแล้วสุดท้ายก็ต้องล้มเลิกไป เช่น โครงการกระชากค่าครองชีพของประชาชน ค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ทำได้จริงแค่ 7 จังหวัดนำร่อง เป็นต้น
นโยบายประชานิยมของรัฐบาล ที่ได้สัญญากับประชาชนไว้เมื่อครั้งที่หาเสียงนั้น รัฐบาลได้ดำเนินการเกือบทั้งหมดทุกเรื่องแล้ว โครงการที่ลั่นวาจาไปแล้วสุดท้ายก็ต้องล้มเลิกไป เช่น โครงการกระชากค่าครองชีพของประชาชน ค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ทำได้จริงแค่ 7 จังหวัดนำร่อง เป็นต้น
สำหรับโครงการที่ทำได้และรัฐบาลยืนยันทำต่อเนื่อง คือ โครงการรับจำนำข้าวเปลือกทุกเมล็ด ที่ยืนยันว่าเป็นโครงการที่ดี แม้จะมีเสียงค้านจากผู้ส่งออก จากเอกชน และจากนักวิชาการ ว่าโครงการนี้มีการรั่วไหลมาก มีการโกงได้ทุกขั้นตอน และสร้างภาระให้กับงบประมาณของประเทศจำนวนมาก
ตัวเลขการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาลนั้นดูแล้วไม่รู้จะเชื่อตัวเลขของหน่วยงานใด เพราะกรมวิชาการเกษตรผู้ดูแลสำรวจพื้นที่เพาะปลูก กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ก็มีตัวเลขที่ไม่เหมือนกัน ทางกรมวิชาการเกษตรแจ้งปริมาณข้าวไว้ระดับหนึ่ง แต่เมื่อรับจำนำจริงปริมาณข้าวมีมากกว่าอย่างนึกไม่ถึง ส่งผลให้ใช้งบประมาณรับจำนำสูงมาก
นอกจากนี้ การระบายข้าวก็ทำอย่างไร้ประสิทธิภาพและดูกระบวนการไม่โปร่งใส ซึ่งผู้ค้าข้าวต่างโจมตีว่ารัฐบาลจะขายข้าวให้กับเพื่อนและพวกพ้องของตัวเองเท่านั้น และการใช้งบประมาณจำนำข้าวมากขึ้นทุกที จนทำให้นักวิชาการออกมาล่ารายชื่อกันรวม 146 คน ไปร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญและผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภาว่า โครงการนี้ผูกขาดและทำลายระบบการค้าข้าว แถมทำให้การส่งออกข้าวในตลาดโลกลดน้อยลง จนไทยเสียแชมป์ส่งออกข้าวอันดับหนึ่งของโลกให้กับเวียดนามไปแล้ว
เหล่านักวิชาการเสนอว่า อยากให้รัฐบาลเปลี่ยนเงื่อนไขของโครงการ 3 ประการ คือ 1.ปรับราคาการรับซื้อที่ไม่ขัดกับกลไกการค้าเสรี 2.ทำให้โครงการรับจำนำข้าวเป็นการจำนำข้าวอย่างแท้จริง และ 3.จำกัดจำนวนการรับซื้อข้าว
การล่ารายชื่อขอให้รัฐบาลทบทวนโครงการรับจำนำข้าวนี้ ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี หากโครงการนี้มีข้อบกพร่องก็ควรจะแก้ไข และหากรัฐบาลไม่มีเงินจะรับภาระไหวแล้ว ก็ถือว่านักวิชาการกลุ่มนี้ทำบันไดให้ลง เปิดประตูทางออกให้กับการทบทวนที่จะเลิกโครงการนี้โดยรัฐบาลไม่เสียหน้า และสามารถบอกกับประชาชนได้ว่าเลิกโครงการเพราะอะไร
แต่หากรัฐบาลยังดื้อดึง แถไถทำโครงการนี้ต่อไป ทั้งที่รัฐบาลกำลังมีภาระด้านงบประมาณอย่างหนัก เก็บภาษีไม่เข้าเป้า จนไม่มีเงินจะให้ ธ.ก.ส.ไปใช้รับจำนำข้าวเพิ่มจากที่ใข้เงินไปแล้ว 9 แสนล้านบาท ทำให้คนที่มาจำนำข้าวรอบใหม่ไม่ได้รับเงิน ก็ต้องไปกู้เงินมาทำโครงการนี้ต่อไป
นี่นับเป็นโอกาสดีที่นักวิชาการเข้ามาช่วยผ่าทางตันให้รัฐบาล หากรัฐบาลไม่ถือโอกาสนี้ปรับเปลี่ยน ปล่อยให้นโยบายทำลายเศรษฐกิจและผลาญเงินชาติต่อไป ในที่สุดนี่จะกลายเป็นผลงานชิ้นโบดำที่ติดตัวพรรคเพื่อไทยตลอดไป







