posttoday
พิพาทจีน-ญี่ปุ่นโอกาศในวิกฤตของอาเซียน

พิพาทจีน-ญี่ปุ่นโอกาศในวิกฤตของอาเซียน

28 กันยายน 2555

เป็นที่รับรู้กันทั่วโลก ว่าขณะนี้ความขัดแย้งเกี่ยวกับการอ้างสิทธิอธิปไตยเหนือดินแดนหมู่เกาะในทะเลที่ชื่อว่า เตียวหยูหรือเซนกากุ

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

เป็นที่รับรู้กันทั่วโลก ว่าขณะนี้ความขัดแย้งเกี่ยวกับการอ้างสิทธิอธิปไตยเหนือดินแดนหมู่เกาะในทะเลที่ชื่อว่า เตียวหยูหรือเซนกากุ ระหว่างจีนกับญี่ปุ่น ได้ขยายวงลุกลามออกไปสู่ผลกระทบเป็นวงกว้างทั้งในทางเศรษฐกิจการค้า ไปจนถึงประชาชนรากหญ้าแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเข้าทำร้ายร่างกายชาวญี่ปุ่นในจีน การบุกทำลายอาคารบริษัทห้างร้านและที่ทำการรัฐบาลของญี่ปุ่น ไปจนถึงการต่อต้านการซื้อสินค้าจากญี่ปุ่นทั้งหมด ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เหล่าบรรดาบริษัทห้างร้านญี่ปุ่นไม่ว่ารายเล็กหรือรายใหญ่ที่ทำธุรกิจในจีน ต้องหันมารับมือกับภาวะดังกล่าวที่เกิดขึ้นด้วยการหยุดกิจการลงชั่วคราว หรือไม่ก็ปรับลดกำลังการผลิตลง อีกทั้งยังเป็นการป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้น หลังจากที่โรงงานและโชว์รูมรถยนต์หลายแห่งถูกทุบทำลาย

ทั้งนี้ ถึงแม้ว่าภาวะที่เกิดขึ้นในขณะนี้จะยังไม่มีบริษัทและเอกชนญี่ปุ่นรายใดป่าวประกาศว่าจะถอนการลงทุนไปจากจีนอย่างเป็นทางการ แต่ก็รุนแรงมากพอที่จะทำให้นักลงทุนชาวญี่ปุ่นที่ลงทุนในจีนเริ่มหันมาตระหนักและทบทวนถึงสิ่งที่เกิดขึ้น รวมทั้งหันมามองหาลู่ทางการทำธุรกิจในที่อื่นๆ นอกจากจีนเพิ่มมากขึ้น

นักวิเคราะห์เห็นว่า หากผู้ประกอบการนักธุรกิจญี่ปุ่นต้องการย้ายออกจากจีนจริงๆ หรือเพิ่มสัดส่วนการลงทุนที่นอกเหนือจากจีน ผู้ที่จะได้รับประโยชน์จากความขัดแย้งนี้ ก็คือบรรดาประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) เนื่องจากภูมิภาคอาเซียนมีความสัมพันธ์ที่ดีกับญี่ปุ่นมาโดยตลอด อีกทั้งความบาดหมางและประเด็นพิพาททั้งจากแง่มุมทางประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ก็แทบจะไม่มี ขณะที่ชาวจีนหรือเกาหลียังคงแค้นเคืองทหารญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่จางหาย

ดังนั้น นักลงทุนชาวญี่ปุ่นจึงมีความอุ่นใจเมื่อเข้ามาลงทุนในอาเซียนระยะยาวมากกว่า แม้ว่าลึกๆ จะยังรู้สึกเสียดายโอกาสทางการค้าในประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกก็ตาม เพราะบาดแผลในอดีตและความขัดแย้งเรื่องพรมแดนยังไม่สามารถหาทางออกร่วมกันได้โดยเร็ว และสามารถจะปะทุขึ้นมาหลอกหลอนได้ทุกเมื่อ

“ไม่มีใครรู้ว่าการประท้วงจะเกิดขึ้นอีกเมื่อไร ซึ่งนั่นจะกลายเป็นความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ ผมจึงคิดว่าบริษัทญี่ปุ่นจะต้องปรับเปลี่ยนหันมาลงทุนในประเทศเอเชียอื่นๆ โดยเฉพาะอาเซียน แทนจีนอย่างแน่นอน” ทาเคชิ ทาคายามา นักเศรษฐศาสตร์จากสถาบันวิจัยเอ็นแอลไอในกรุงโตเกียว กล่าว

ความเห็นของ ทาคายามา ยืนยันได้จากผลสำรวจของสำนักข่าวรอยเตอร์สที่เปิดเผยเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า บริษัทญี่ปุ่นกว่า 400 แห่งที่ลงทุนในจีนกว่า 41% ตอบว่าความขัดแย้งดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อแผนการดำเนินธุรกิจและการลงทุนในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะที่บางรายตอบอย่างตรงไปตรงมาเลยว่า กำลังคิดจะถอนการลงทุนด้วยการย้ายไปยังประเทศอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสาเหตุความรุนแรงจากการประท้วงต่อต้านญี่ปุ่นจะทำให้นักลงทุนชาวญี่ปุ่นเริ่มเข็ดขยาด และระมัดระวังต่อการเพิ่มการลงทุนในจีน แต่ทว่าก็ไม่ใช่สาเหตุเดียวที่ทำให้ความโดดเด่นของจีนเสื่อมคลายลงได้ง่ายๆ หากไม่มีปัจจัยอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งนักวิเคราะห์ได้ชี้ว่า อีกสาเหตุสำคัญที่ทำให้ทุนญี่ปุ่นตีห่างจากจีนมากขึ้นก็คือ ปัญหาการชะลอตัวของเศรษฐกิจ และต้นทุนค่าจ้างที่เคยเป็นจุดเด่นของจีนในอดีตกำลังเพิ่มสูงขึ้น

นอกจากนี้ ยังต้องเสี่ยงเผชิญกับภาวะภัยธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของจีนที่จะเกิดขึ้นในปีหน้าอีก ฉะนั้น 4 ปัจจัยนี้จึงเป็นอีกเหตุผลสำคัญที่ทำให้นักลงทุนต้องคิดหนัก เมื่อจะเข้ามาริเริ่มหรือเพิ่มการลงทุนในแดนมังกรในอนาคต

พิพาทจีน-ญี่ปุ่นโอกาศในวิกฤตของอาเซียน

 

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่า แนวโน้มการลงทุนของบริษัทญี่ปุ่นในภูมิภาคอาเซียนในระยะ 2–3 ปีหลังที่ผ่านมาในฟิลิปปินส์ ไทย เวียดนาม ได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก สาเหตุส่วนหนึ่ง ก็คือประเทศเหล่านี้ล้วนมีแนวนโยบายในการให้การสนับสนุน และต้องการดึงดูดนักลงทุนจากญี่ปุ่นอย่างชัดเจน ดังนั้นจึงไม่แปลกที่จะกลายเป็นที่สนใจของนักลงทุนญี่ปุ่นได้อย่างไม่ยากเย็น

ทว่า แนวโน้มการลงทุนของญี่ปุ่นดูท่าจะไม่หยุดอยู่แค่ประเทศในข้างต้นเท่านั้น เพราะในปัจจุบัน พม่า กำลังกลายเป็นแหล่งดึงดูดทุนจากญี่ปุ่นแห่งใหม่อย่างเต็มตัวแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้นำประเทศมีความตั้งใจและจริงจังต่อแผนการปฏิรูปอย่างต่อเนื่อง

“พม่าเป็นเป้าหมายที่เป็นความหวังของญี่ปุ่น และทัศนคติความชื่นชมต่อชาวญี่ปุ่นที่พม่าก็ใช้ได้ทีเดียว” ยูกิโอะ ซูซูกิ หัวหน้านักวิเคราะห์จากบริษัทด้านการวิจัยทางการลงทุนเบลล์ของญี่ปุ่น กล่าว

ดังเห็นได้จากการที่เหล่าบริษัทเอกชนของญี่ปุ่นได้เข้าไปร่วมดำเนินโครงการพัฒนาและช่วยเหลือรัฐบาลพม่าเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นการที่ 3 บริษัทยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่น มิตซูบิชิ มารูเบนิ และบริษัทซูมิโตโม ได้ทำข้อตกลงกับรัฐบาลพม่าในการร่วมกันพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษติละวา ซึ่งมีพื้นที่ราว 5,900 เอเคอร์ กับบริษัทในประเทศ เมื่อปลายเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา โดย 3 บริษัทญี่ปุ่นจะถือครองหุ้นในสัดส่วน 49% เท่านั้น

นอกจากนี้ ภาคเอกชนญี่ปุ่นรายอื่นๆ เช่น บริษัทหลักทรัพย์ไดวะ ได้ทำข้อตกลงช่วยจัดทำและจัดตั้งตลาดซื้อขายหุ้นในพม่า พร้อมกับวางแผนลงทุนสร้างเครือข่ายข้อมูลสารสนเทศในพม่าอีก 380 ล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะที่ธนาคารซูมิโตโม มิตซุย ได้ทำข้อตกลงช่วยเหลือด้านการบริหารจัดการแก่ธนาคารกันบอซาของพม่า

เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท มารูเบนิ ซึ่งเชี่ยวชาญในธุรกิจการบินและดาวเทียม ก็เปิดเผยว่ากำลังจะร่วมมือกับรัฐบาลพม่าในการศึกษาความเป็นไปได้ถึงการทำดาวเทียมสำรวจพื้นดิน ขั้นตอนทั้งหมดอยู่ระหว่างการพิจารณาความคุ้มค่าของทางการพม่าอยู่

นอกจากนี้ ยังมีรายงานอีกว่าหอการค้าและอุตสาหกรรมญี่ปุ่นกำลังมีแผนที่จะส่งตัวแทนเดินทางมาหารือถึงแนวทางและโอกาสการทำธุรกิจในพม่าในสัปดาห์นี้อีกด้วย

ทั้งนี้ แม้ว่าจะยังเป็นเพียงแค่แนวโน้มอยู่ แต่ด้วยกระแสความขัดแย้งระหว่างจีนกับญี่ปุ่นที่กระพือหนัก อาเซียนเองก็จำเป็นต้องเรียนรู้และเตรียมตัวให้พร้อมกับโอกาสที่จะเข้ามาด้วยเช่นกัน

มิเช่นนั้นโอกาสที่ดีก็ต้องหลุดลอยไปอย่างน่าเสียดาย

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน