
มะกันคืนถิ่นหวังกระตุ้น ศก.-สกัดว่างงาน
เล่นเอารัฐบาลสหรัฐภายใต้การนำของประธานาธิบดีบารัก โอบามา ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการหาเสียงอย่างเคร่งเครียดเพื่อหวังครองตำแหน่งผู้นำประเทศอีกสมัย
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
เล่นเอารัฐบาลสหรัฐภายใต้การนำของประธานาธิบดีบารัก โอบามา ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการหาเสียงอย่างเคร่งเครียดเพื่อหวังครองตำแหน่งผู้นำประเทศอีกสมัย ตกอยู่ในอาการหนาวๆ ร้อนๆ ทั่วหน้ากัน เมื่อรายงานตัวเลขการว่างงานของสหรัฐในเดือน ส.ค. ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ และยังคงสถานะไว้ที่ระดับสูงกว่า 8%
พร้อมกันนี้ รายงานฉบับเดียวกันยังแสดงให้เห็นว่าอัตราว่างงานของประเทศใน 26 รัฐ ยังปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือน ก.ค. โดยมีรัฐเนวาดาขึ้นแท่นครองตำแหน่งในฐานะรัฐที่มีการว่างงานสูงที่สุด ที่ 12.1% ตามด้วยรัฐโรดไอร์แลนด์ ที่ 10.7% และรัฐแคลิฟอร์เนีย ที่ 10.5%
แถมด้วยการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในช่วงไตรมาส 2 ของปีที่ปรับลดลงเหลือ 1.7% จากที่คาดการณ์ไว้ 2% ในไตรมาสแรก และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือน ส.ค.ที่ลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 60.6 จากเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ราว 65.4
เพราะสถานการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นกลายเป็นหลักฐานยืนยันชัดเจนว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของสหรัฐยังคงเลวร้ายสาหัส และไม่น่าไว้วางใจ โดยทางเดียวที่จะฟื้นความเชื่อมั่นกลับคืนมาได้ก็คือการให้พลเรือนชาวอเมริกันมีอำนาจในการจับจ่ายใช้สอยด้วยการมีงานทำ
หรือพูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือว่า งานหนักต่อจากนี้ของรัฐบาลสหรัฐก็คือการสร้างงานสร้างรายได้ โดยมีกุญแจสำคัญอย่างการกรุยทางปูพรมดึงบรรดาผู้ผลิตทั้งรายใหญ่และรายย่อย ซึ่งขยับขยายฐานการผลิตออกนอกประเทศให้หวนกลับคืนสู่มาตุภูมิบ้านเกิดของตนเองอีกครั้ง
ทั้งนี้ ดูเหมือนว่าประธานาธิบดีโอบามา หรือคู่แข่งชิงตำแหน่งจากพรรครีพับลิกันอย่าง มิตต์ รอมนีย์ จะตระหนักในข้อเท็จจริงดังกล่าวได้เป็นอย่างดี
เห็นได้จากในขณะที่ประธานาธิบดีโอบามาใช้ประเด็นดังกล่าวเป็นนโยบายด้านเศรษฐกิจในการหาเสียงที่สำคัญด้วยการยืนยันว่าเตรียมหนุนภาคอุตสาหกรรมการผลิตที่ผลิตในประเทศเต็มที่ด้วยการลดภาษี เพื่อหวังสร้างงานเพิ่มเติม 1 ล้านตำแหน่งในอีก 4 ปีข้างหน้า มิตต์ รอมนีย์ ก็ไม่น้อยหน้า ด้วยการประกาศจะใช้นโยบายตัดลดภาษีให้กับบรรดาธุรกิจองค์กรทั้งหลายในสหรัฐถึง 25% หากตนได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่านอกจากนโยบายดึงดูดบรรดาภาคการผลิตของสหรัฐกลับคืนมายังประเทศบ้านเกิดเมืองนอนแล้ว ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนและนักกลยุทธ์ชั้นนำส่วนใหญ่ต่างเห็นตรงกันว่าสถานการณ์เศรษฐกิจในขณะนี้ ต่างส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเดินทางกลับบ้านมากขึ้นเรื่อยๆ
ปัจจัยส่งเสริมแรกสุดก็คือเรื่องของต้นทุนค่าจ้าง โดยเป็นความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา สารพัดกิจการ โดยเฉพาะเหล่าขาใหญ่ต่างเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาก่อร่างสร้างโรงงานในแถบประเทศกำลังพัฒนากันอย่างคึกคัก เนื่องจากบริเวณดังกล่าวสมบูรณ์ด้วยแรงงานราคาถูก
ทว่า ขณะนี้ความต่างของค่าจ้างในแถบประเทศกำลังพัฒนากับในประเทศสหรัฐเริ่มหดแคบลงเรื่อยๆ กระทั่งประธานาธิบดีโอบามาต้องชี้ให้เห็นด้วยการกล่าวอย่างชัดเจนเมื่อเดือน พ.ค. ว่า ขณะนี้การทำธุรกิจตามสถานที่ต่างๆ ทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่จีนที่ขึ้นชื่อเรื่องค่าจ้างถูก เริ่มมีต้นทุนแพงขึ้น
ความเห็นข้างต้นได้รับการยืนยันจากรายงานการศึกษาของบอสตัน คอลซัลติง กรุ๊ป (บีซีจี) ซึ่งระบุชัดว่า ต้นทุนการผลิตในสหรัฐ ซึ่งรวมถึงค่าจ้างมีแนวโน้มจะปรับลดลงเรื่อยๆ โดยภายในปี 2558 ต้นทุนการผลิตของสหรัฐจะถูกกว่าอังกฤษ 8% กว่าฝรั่งเศสและเยอรมนี 15% กว่าญี่ปุ่น 21% และกว่าอิตาลี 22%
ขณะที่เมื่อเปรียบเทียบต้นทุนกับประเทศจีนนั้น แม้ว่าจีนจะยังคงถูกกว่าสหรัฐอยู่ราว 7% แต่ต้นทุนค่าจ้างดังกล่าวยังไม่นับรวมแนวโน้มค่าจ้างของจีนที่จะแพงขึ้น เนื่องมาจากการเรียกร้องของแรงงานเอง เห็นได้จากกรณีการประท้วงรุนแรงที่โรงงานฟ็อกคอนน์ ซึ่งผลิตชิ้นส่วนเพื่อป้อนแอปเปิล ผู้ผลิตสมาร์ตโฟนชั้นนำของโลกจนต้องปิดโรงงาน
พร้อมกันนี้ยังไม่นับรวมค่าขนส่งที่นับวันจะมีแต่ปรับตัวแพงขึ้น เนื่องจากราคาน้ำมันและค่าระวางประกันภัยสินค้า ซึ่งปัจจัยประการหลังนับเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้บรรดาบริษัทข้ามชาติทั้งหลายเข็ดขยาดมากที่สุด เพราะมีส่วนทำให้กำไรรายได้ผลประกอบการลดลงได้มากเลยทีเดียว
ทั้งนี้ ประเด็นเรื่องของการขนส่งนับเป็นปัจจัยสำคัญประการต่อมาที่ทำให้หลายๆ บริษัทของสหรัฐเริ่มเดินหน้ากลับมาตุภูมิของตนเองมากขึ้น นับตั้งแต่ปี 2553 โดยรายงานจากบีซีจี ระบุว่า 48% ของผู้บริหารกิจการขนาดใหญ่ ซึ่งมีรายได้มากกว่า 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐขึ้นไป ต่างยอมรับว่ากำลังพิจารณาหรือวางแผนถอนโรงงานจากจีนกลับสหรัฐ
ฮาโรลด์ เซอร์คิน นักวิเคราะห์จากบีซีจี กล่าวว่า บรรดาผู้ผลิตทั้งหลายเริ่มตระหนักได้แล้วว่าการผลิตสินค้าใกล้กับผู้บริโภคและใช้สหรัฐเป็นฐานการส่งออก ถือเป็นผลดีและข้อได้เปรียบทางการแข่งขันในระยะยาว
สำหรับบริษัทที่เริ่มต้นย้ายฐานการผลิตกลับบ้านนี้ ไล่เรียงตั้งแต่ ทีเร็กซ์ ผู้ผลิตอุปกรณ์ก่อสร้าง อักโค ผู้ผลิตเครื่องมือเครื่องจักรทางการเกษตร หรือวินด์สตรีม ผู้ผลิตกังหันเพื่อการผลิตพลังงานไฟฟ้า โดยรายหลังสุดนี้ระบุว่าหลังจากถอนโรงงานออกจากจีนเมื่อปีที่แล้ว บริษัทสามารถลดต้นทุนการขนส่งได้มากถึง 10% ต่อการผลิตกังหันแต่ละชิ้นเลยทีเดียว
ส่วนปัจจัยสำคัญประการสุดท้ายที่เอื้อให้ภาคการผลิตสหรัฐขนของกลับประเทศก็คือความเสี่ยงจากเหตุการณ์ต่างๆ ที่ไม่อาจจะควบคุมได้ ทั้งเรื่องของภัยธรรมชาติหรือเรื่องความตึงเครียดระหว่างประเทศ
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ลงความเห็นว่า ลำพังค่าขนส่งสินค้ายังไม่น่าปวดหัวเท่ากับความเสี่ยงที่จะทำให้ค่าระวางประกันภัย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของค่าขนส่งปรับตัวแพงขึ้น
นอกจากนี้ ความเสี่ยงจากทั้งภัยธรรมชาติหรือภัยอื่นใดก็ดี ยังอาจส่งผลทำให้กระบวนการผลิตทั้งหมดของโรงงานหยุดชะงักกลายเป็นอัมพาตได้เลยทีเดียว
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือกรณีน้ำท่วมกรุงเทพฯ ครั้งใหญ่เมื่อปลายปี 2554 ที่ทำให้โรงงานผลิตซอฟต์แวร์ชั้นนำของโลกต้องหยุดชะงัก เนื่องจากโรงงานผลิตชิ้นส่วนในไทยไม่สามารถขับเคลื่อนได้ หรือกรณีธรณีพิบัติภัยสึนามิที่ญี่ปุ่นเมื่อเดือน มี.ค. 2554 ที่ทำให้โรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์หลายแห่งต้องปิดโรงงาน
ขณะเดียวกัน ยังไม่นับรวมความเสี่ยงที่เริ่มพอกพูนมากขึ้นทุกวันอย่างความตึงเครียดเรื่องพื้นที่พิพาทในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยมีคู่กรณีระหว่างจีนกับญี่ปุ่น ซึ่งอ้างสิทธิเหนือเกาะเตียวหยูหรือเกาะเซนกากุในทะเลจีนตะวันออก และกรณีระหว่างจีนกับฟิลิปปินส์ เวียดนาม และมาเลเซีย ซึ่งอ้างสิทธิเหนือหมู่เกาะสแปรตลีย์ในทะเลจีนใต้
นักวิเคราะห์ต่างลงความเห็นว่า ประเด็นดังกล่าวนอกจากอาจจะส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการขนส่งแล้ว ยังส่งผลถึงค่าระวางประกันภัยสินค้าที่มีแนวโน้มจะพอกพูนเพิ่มสูงมากขึ้นด้วย
ทั้งนี้ รายงานจากบีซีจีระบุชัดว่า บรรดาผู้ผลิตรายใหญ่ของสหรัฐต่างเริ่มตระหนักและตื่นตัวในความเสี่ยงดังกล่าวมากขึ้น โดยเล็งเห็นแล้วว่า หากไม่กระจายฐานการผลิตเสียบ้าง บริษัทอาจเจอวิกฤตซ้ำรอยเดิมได้ ซึ่งสาเหตุดังกล่าวทำให้หลายๆ บริษัทเริ่มคิดขยับขยายในบ้านเกิดแดนลุงแซมมากขึ้น
เริ่มตั้งแต่ผู้ผลิตเครื่องจักรก่อสร้างรายใหญ่อย่างคาเตอร์พิลลาร์ ซึ่งทยอยปรับลดการผลิตของโรงงานในญี่ปุ่น พร้อมกับเดินหน้าสร้างโรงงานแห่งใหม่ในรัฐเทกซัส หรือเจนเนอรัล อิเลคทริค ผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำของสหรัฐที่เพิ่งจะประกาศสร้างโรงงาน 15 แห่งในสหรัฐ ซึ่งจะตามมาด้วยการสร้างงานมากถึง 1.5 หมื่นตำแหน่ง
พร้อมกันนี้ ยังไม่รับรวมข้อดีอย่างการที่สหรัฐจะสามารถเดินหน้าปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาของตนเองไม่ให้โดนล่วงละเมิดได้อย่างเต็มที่
ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่า สถานการณ์ทั้งหมดทั้งมวลที่เกิดขึ้น นับเป็นโอกาสทองที่หาได้ไม่ง่ายนักที่บรรดาผู้ผลิตสัญชาติสหรัฐจะหันหน้ากลับบ้านเกิดของตนเอง ในขณะที่ยังคงสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันไว้ได้อย่างเต็มที่ หรืออาจจะได้เปรียบเหนือคู่แข่ง
และกลายเป็นสถานการณ์ที่นักวิเคราะห์ทั่วโลกต่างพากันจับตามองว่า “เมดอินอเมริกา” ของแท้ จะกลับมาทวงบัลลังก์ตลาดบริโภคโลกอีกครั้ง







