posttoday
กีฬาไทยในโอลิมปิก

กีฬาไทยในโอลิมปิก

20 กันยายน 2555

อาทิตย์ก่อนมีโอกาสไปประชุมในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย ทำให้ได้รับทราบสรุปและข้อสังเกตบางประการที่อยากเอามาฝากคนไทย ซึ่งสนใจกีฬามากขึ้นในปัจจุบันได้รับทราบสักหน่อย

อาทิตย์ก่อนมีโอกาสไปประชุมในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย ทำให้ได้รับทราบสรุปและข้อสังเกตบางประการที่อยากเอามาฝากคนไทย ซึ่งสนใจกีฬามากขึ้นในปัจจุบันได้รับทราบสักหน่อย

ประการแรก การแข่งโอลิมปิกลอนดอนเกมส์ที่ผ่านมา มีความเปลี่ยนแปลงด้านสถิติใหม่ของนักกีฬาต่างประเทศเป็นจำนวนมาก รวมทั้งมีนักกีฬาชนะเลิศที่มาจากประเทศไม่ค่อยมีชื่อเสียงโด่งดังในกีฬานั้นมากขึ้น

ภาพรวมในกีฬาโอลิมปิกของไทยตอนนี้อยู่อันดับที่ 57 ของโลก และที่ 10 ของเอเชีย แต่เพื่อให้เกิดสีสันในการกระตุ้นคนที่อยากสนับสนุน ศักดิ์ศรีกีฬาไทย จึงควรบอกว่าลำดับที่ก่อนหน้าเรา คือ มองโกเลีย กับอินเดีย (คือไม่ได้เหรียญทองด้วยกัน) ถ้าไทยได้ทองสักเหรียญจะก้าวขึ้นไปอยู่แถวๆ ลำดับที่ 36 กว่าของโลกทันที

แปลว่า มีเสือซุ่มเกิดใหม่จากประเทศต่างๆ มากมาย ส่วนเจ้าเก่าก็ทำลายสถิติให้ตัวเองเยอะแยะ มีการใช้วิทยาศาสตร์การกีฬาในสาขาต่างๆ แพร่หลายขึ้นมาก ตั๋วทุกนัดขายดี เพราะทุกคนอยากเห็น อยากมีส่วนร่วม

เศรษฐกิจกีฬาช่วงโอลิมปิกและพาราลิมปิก น่าจะชี้นำให้สังคมและธุรกิจไทยเรากล้าลงทุนกับกีฬามากขึ้น

ประการที่สอง ในด้านทีมสนับสนุนกีฬาไทย เราพบว่ายังไม่มีการเตรียมการที่ดี ซึ่งก็เป็นปัญหาที่เคยเจอมาแล้วในอดีต แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไข

เช่น กว่าจะเอาโค้ชประจำตัวนักกีฬาไปถึงนักกีฬาที่เก็บตัวรอแข่งขันอยู่ ก็เหลือเวลาให้ได้ฝึกร่วมกันเพียง 1 สัปดาห์ โค้ชไม่ได้รับบัตรแขวนคอที่จำเป็นสำหรับใช้ผ่านจุดตรวจต่างๆ ทำให้เป็นภาระนักกีฬาต้องวิ่งเทียวไล้เทียวขื่อ รับส่งโค้ชของตัวเองแทบทุกด่านเสียทั้งเวลาพัก เวลาซ้อมไปอย่างน่าเสียอารมณ์ บางรายการนักกีฬาต้องวิ่งหาอาหารมื้อต่างๆ จากโรงอาหารนักกีฬามาแอบแบ่งให้โค้ชตัวเองกินซะอีก เพราะไม่มีบัตร ก็ย่อมไม่มีสิทธิ ถึงมีเงินก็ช่วยไม่ได้

แรงบันดาลใจและความฮึกเหิมในการเป็นนักกีฬา จะเหลือหรือ?

กติกาสากลของการแข่งขัน เขาบังคับใช้กับทุกชาติเท่าเทียมกัน ดังนั้นทุกชาติที่เข้าสู่สนามจึงเคี่ยวเข็ญสมาคมกีฬาต่างๆ ให้แม่นกติกาและเงื่อนไข มีความรู้รอบตัว รักษาวินัยได้ดี ทำอะไรมีแผน มีปฏิทินล่วงหน้านานๆ ฝึกเจ้าหน้าที่แต่ละคนให้เก่งหลายอย่าง ทำได้หลายหน้าที่ เพราะบัตรแขวนคอแต่ละใบได้มายากมาก

ในระบบกีฬาสากลนั้น คณะกรรมการโอลิมปิกสากลไม่สนว่าใครมาจากรัฐบาลไหนหรอกครับ เขาถือว่ากีฬาเป็นกิจกรรมของประชาชนไม่ใช่ของรัฐบาล ดังนั้นรัฐบาลไหนจะส่งเสริมสนับสนุนกิจกรรมกีฬาอะไรก็ว่าไป เจ้าหน้าที่ของรัฐต่อให้ระดับสูงแค่ไหนก็ไปกดดันคณะกรรมการโอลิมปิกไม่ได้ จะจองรถ จองโรงแรม จองร้านอาหารในเมือง เจ้าภาพก็ต้องเบียดแข่งเหมือนชาวบ้านทั่วไป

อย่างไรก็ดี ระบบสนับสนุนด้านแผน ด้านคน และงบประมาณตามแผนพัฒนากีฬาแห่งชาติล่วงหน้า 4 ปีนั้น ควรได้รับการออกแบบและติดตามให้ดี และควรมีระบบประสานงานกับทั้งคณะกรรมการโอลิมปิกไทยและตัวผู้แทนโอลิมปิกสากลประจำประเทศไทยให้ดีล่วงหน้า จะได้รู้กฎระเบียบที่มีขึ้นใหม่อยู่เรื่อยๆ แล้วเอามาแปลความและบอกต่อกับสมาคมกีฬาของไทยโดยเร็ว เพื่อกระจายข้อมูลได้ทันเวลา

ปีหน้า 2013 คณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC) ซึ่งมี 105 คน จะพิจารณาลดชนิดกีฬาที่เข้าโอลิมปิกอย่างน้อย 1 ชนิดกีฬา เพื่อให้เหลือจำนวนกีฬาเพียง 25 ชนิด (ตอนนี้มี 26 ชนิด) แนวโน้มคือ อาจพิจารณาตัดกีฬาที่ต้องให้แต้มให้คะแนนกันด้วยสายตาในขณะแข่งขัน

มวยสากล เทควันโด อยู่ในข่ายที่อาจจะโดนแจ็กพอต ซึ่งวงการทั้งสองทั่วโลกคงไม่ถูกใจแน่ มาเลเซียเขาเอาดีด้านกระโดดน้ำ ทั้งที่ไม่เคยมีชื่อด้านนี้ ประเทศไทยควรสร้างนักกีฬาประเภทอื่นๆ ไว้เพิ่มอีกหน่อยก็ดีนะครับ รอไป 4 ปีข้างหน้าในโอลิมปิกบราซิล เราอาจต้องลุ้นว่าจะเหลือกีฬาอะไรของไทยให้ได้ดูบ้าง

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI