posttoday
วิกฤตวิตก

วิกฤตวิตก

15 กันยายน 2555

“น้ำท่วมอยุธยาเมื่อคืนนี้ ชั่วโมงเดียวน้ำพุ่งพรวดขึ้นมากว่า 1 เมตร ชาวบ้านเก็บของไม่ทัน ชอกช้ำระกำใจกันถ้วนทั่ว...”

โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

“น้ำท่วมอยุธยาเมื่อคืนนี้ ชั่วโมงเดียวน้ำพุ่งพรวดขึ้นมากว่า 1 เมตร ชาวบ้านเก็บของไม่ทัน ชอกช้ำระกำใจกันถ้วนทั่ว...”

น้ำเสียงและลีลาการเล่าข่าว (ที่เลี่ยงเป็นว่าเล่าข่าว เพราะบางทีก็ไปลอกข่าวหรือยืมข่าวเขามาอ่าน) ของผู้ประกาศข่าวคนดังฟังแล้วแสนเขย่าขวัญ ภาพข่าวที่ถ่ายมาประกอบก็กระตุกหัวใจเสียเหลือเกิน เพราะพี่ท่านซูมอินเจาะไปที่ลำน้ำที่กำลังพุ่งทะลักเป็นพวยกระแทกออกมาทางหน้าจอ แต่ครั้นซูมเอาต์ออกมาก็ปรากฏเป็นแค่สายน้ำที่บีบตัวออกมาจากซอกหลืบริมถนน ทำให้นึกถึงการนำเสนอข่าวของสื่อเดียวกันนี้เมื่อปลายปีที่ผ่านมาก็เร้าอารมณ์เสียเหลือเกิน

“น้ำทะลักมาถึงแยกเกษตรแล้วครับ ตอนนี้ถึงครึ่งน่องแล้วครับ คาดว่าพรุ่งนี้คงมาถึงแยกลาดพร้าว ส่วนที่วิภาวดีตรงดอนเมืองชาวบ้านรุมฮือรื้อบิ๊กแบ็ก ตอนนี้น้ำกระแทกพุ่งเข้าไปในสนามบิน น้ำท่วมรันเวย์เป็นทะเลไปแล้ว...” ถ้าคนมีสติดีๆ นั่งนับคำว่า “ทะลัก” กับ “กระแทก” คงจะรู้ว่าได้ถูกนำมาใช้อย่างฟุ่มเฟือยเพียงไหน แต่พี่ท่านก็ยังอ่านข่าวต่อไปด้วยท่าทางการอ่านอันดุดันพร้อมเน้นน้ำเสียงและใส่สีหน้าท่าทางอย่างสะใจ เหมือนจะให้ผู้ชมสิ้นสติอยู่ตรงหน้าจอนั้น

บรรยากาศการนำเสนอข่าวมหาอุทกภัยเมื่อปีกลายได้ให้บทเรียนเรามากมาย อย่างแรกคือ การสร้างอารมณ์ข่าวเอาตามใจชอบของผู้สื่อข่าวและผู้นำเสนอข่าว ซึ่งแต่ละช่องและแต่ละสื่อก็พยายามแข่งขันกันกะซวกหัวใจผู้ชมเพื่อฉวยโอกาสบนความทุกข์ยากของชาวบ้านนี้ “กระชากเรตติ้ง” บางช่องก็เอาดาราหรือเซเลบคนดังๆ มาแจมใน “ดรามา” นั้นด้วย เพื่อสร้างรสชาติโหมกระแสความระทมทุกข์ให้หนักหนาสาหัสยิ่งขึ้น

อย่างต่อมา ประชาชนถูกกักเก็บอยู่ในความสับสนที่เกิดจากการเสพสื่อที่กำลังแก่งแย่งชิงดี (?) กันนั้น โดยไม่อาจจะหันหน้าไปปรึกษาใครได้ บางคนที่มีสติ (และสตังค์) มากหน่อย ก็หันเข้าหาสื่อทางเลือก ที่เด่นที่สุดก็คืออินเทอร์เน็ต ที่ถ้าหากได้เข้าไปสืบค้นติดตามข่าวสารดูบ้างก็จะผ่อนคลายความเครียดนั้นได้บ้าง โดยเฉพาะการติดตามข้อมูลน้ำแบบเรียลไทม์จากพื้นที่จริง อย่างบ้านผู้เขียนที่มีคลองสามสายล้อมรอบ ก็ได้เห็นระดับน้ำนั้นเอ่อขึ้นมาในแต่ละนาที

วิกฤตวิตก

 

อีกอย่างหนึ่ง ความไร้ระเบียบในการนำเสนอข่าวน้ำท่วมของสื่อดูเหมือนว่าคนในรัฐบาลจะไม่มีใครสนใจ ความจริงในภาวะวิกฤตอย่างนี้ สมควรอย่างยิ่งที่จะต้องมีการขอความร่วมมือจากสื่อต่างๆ ให้มีจรรยาบรรณที่จะบรรเทาเบาทุกข์ให้กับประชาชนบ้าง พร้อมทั้งการนำเสนอข่าวในทางสร้างสรรค์หรือเป็นหลักที่จะเป็นกำลังใจให้กับสังคม แต่อาจจะเป็นเพราะว่ารัฐบาลก็มีปัญหากับการสื่อสารกับประชาชนเหมือนกัน ดังจะเห็นได้จากการเปลี่ยนคณะโฆษกอยู่หลายชุด จึงไม่มีเวลาที่จะไปประสานหรือจัดการกับสื่ออื่นๆ ที่ดูจะมีอิทธิพลมากกว่าสื่อของรัฐ

มหาอุทกภัยเมื่อปีที่ผ่านมาได้ฝากรอยช้ำที่มหาศาลไว้กับคนไทย นั่นก็คือ รอยช้ำในหัวใจที่ผู้เขียนเรียกว่า “วิตกภัย” ที่อาจจะกลายเป็น “มหาวิตกภัย” ถ้าในปีนี้ยังไม่มีใครที่จะสามารถแก้ไขปัญหาในการสื่อสารหรือทำความเข้าใจกับชาวบ้านได้ รวมถึงความอยู่รอดของรัฐบาลก็อาจจะเป็นอันสิ้นสุด ถ้าหากยังคงทำงานอย่างมะงุมมะงาหราและสับสนอยู่อย่างนี้

วิตกภัย เป็นภัยที่น่ากลัวและส่งผลเสียหายอย่างที่ไม่อาจจะคาดถึง ฝรั่งเรียกว่า Psycho Panic อย่างตอนที่ผู้เขียนเป็นเด็กราว พ.ศ. 2505–2506 มีข่าวลือเรื่องซีอุย (ฆาตกรฆ่าเด็กแล้วล้วงกินตับ) ปรากฏว่าตอนกลางคืนตามตรอกซอกซอยเงียบเหงามาก ไม่มีเด็กๆ ออกไปวิ่งเล่นที่ไหนเลย ทำให้ชีวิตของเด็กๆ ในสมัยนั้นไม่สนุกสนานเท่าที่ควร ตอนปี 2517 ในช่วงวัยรุ่นต้องออกไปเข้าคิวซื้อข้าวสารซื้อน้ำตาล ก็เพราะมีข่าวลือว่าข้าวของจะขาดแคลน อันเนื่องมาจากน้ำมันแพงและขาดแคลน จนถึงขั้นมีการแต่งเพลงขึ้นมาเสียดสีว่า “น้ำมันขาดแคลน คุยกับแฟนก็ต้องดับไฟ” หรืออย่างในคราว พฤษภาคมทมิฬ 2535 ก็มีข่าวร่ำลือว่าทหารจะฆ่าทุกคนที่ออกมาเดินตามท้องถนน ทำให้ทั่วกรุงเทพฯ ตอนนั้นวังเวงเหมือนอยู่ในป่าช้า

วิตกภัยเป็นผลมาจากความบกพร่องในการสื่อสาร โดยเฉพาะ “ข่าวร้าย” ที่เป็นเหยื่ออันโอชะของสื่อต่างๆ มาทุกยุคทุกสมัย จนมีคำกล่าวว่า “Good news is not news” แปลเป็นไทยว่า “เรื่องดีๆ ไม่อาจเรียกว่าข่าว” ตรงกันข้าม ถ้าข่าวนั้นยิ่งเลวยิ่งร้ายยิ่งเสียหายเพียงใด นั่นแหละคือบ่อเงินบ่อทองของธุรกิจสื่อ ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจที่เราจะเห็นสื่อที่มีจรรยาบรรณเบาบางหลายแห่งพยายามสร้างสีสันกดดันอารมณ์และขย่มขวัญผู้เสพสื่อจนเป็นปกติอยู่นี้

น้ำเหนือที่กำลังไหลหลากลงมาในปีนี้ก็เป็นเช่นเคยเหมือนกันกับทุกปี อาจจะมีการบ่าไหล ล้นท่วม หรือท่วมขัง ก็เป็นไปตามฤดูกาล อย่างเพลงลูกทุ่งที่ว่า “เดือนสิบเอ็ดน้ำนอง เดือนสิบสองน้ำทรง พอถึงเดือนอ้ายเดือนยี่ น้ำก็รี่ไหลลง...ไหลลง” กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ เป็นธรรมชาติของน้ำในทำเลตรงที่ตั้งของประเทศไทยที่ต้องไหลลงมาท่วมอย่างนี้มาแล้วเป็นหมื่นๆ แสนๆ ปี เป็นหน้าที่ที่น้ำต้องดำเนินการในการชะล้างซอกซอนและแสดงพลังต่างๆ มาชั่วกัปชั่วกัลป์นั้น

แต่ด้วยพลังของเทคโนโลยีการสื่อสารของโลกสมัยใหม่ เรื่องที่เคยเป็นปกติก็สามารถทำให้ไม่เป็นปกติ ยิ่งมารวมกันกับตัณหาทางธุรกิจที่ครอบครองโลกของสื่อ ร่วมด้วยราคะของผู้คนที่อยู่ในวงการนี้ที่อยากเป็นใหญ่โด่งดัง ภายใต้คำว่า “ผู้ทรงอิทธิพล” ก็ยิ่งทำให้ “อะไรๆ” ก็เกิดขึ้นได้ แม้กระทั่งการ “ดัดจริตสร้าง” ที่เรียกว่า “เรียลิตีโชว์” บ้าง หรือ “แฟนตาเซีย” บ้าง ก็เป็นที่นิยมกันมากในยุคนี้ จึงไม่ต้องแปลกใจที่เราจะเห็นการนำเสนอข่าวในแบบ “Drama” (บีบน้ำตา) หรือ “Horror” (สยดสยอง) กระทั่ง “Terror” (หายนะล้างผลาญ)

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ทราบว่ารัฐบาลกำลังมีการปรับเปลี่ยนการสื่อสารกับประชาชนเพื่อเตรียมรับในเรื่องการบริหารจัดการน้ำ นั่นก็คือ พยายามที่จะลดบทบาทของประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) คือ ปลอดประสพ สุรัสวดี ให้น้อยลง เพราะแกพูดทีไรรัฐบาลก็มีแต่ยิ่งทรุดยิ่งแย่ อย่างล่าสุดก่อนนั้นก็เคยมาบอกว่าน้ำท่วม จ.สุโขทัยและพระนครศรีอยุธยานั้นแกเอาอยู่ แต่พอท่วมขึ้นมาก็โทษว่าเป็นอุปัทวเหตุ แต่พอโดนด่ามากๆ ก็ออกมาทำหน้าเจื่อนๆ ขอโทษ (ที่จริงปัญหานี้แก้ง่ายนิดเดียวคือเอาแกออกเสียจากการดูแลตรงนี้ เว้นแต่รัฐบาลอยากพังไปกับแกด้วย)

นายกรัฐมนตรี “ปูกลัวน้ำ” ได้มอบหมายให้ นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ซุ่มเงียบอยู่นาน ให้ออกมารับหน้าที่เป็นหัวหน้าควบคุมสั่งการที่รัฐบาลเรียกว่า “Single Command” เพื่อบูรณาการเรื่องต่างๆ ไว้ในที่เดียว รวมทั้งการสื่อสารประชาสัมพันธ์ ซึ่งรัฐบาลเชื่อว่าทุกอย่างคงจะดีขึ้น แต่ผู้เขียนไม่เชื่อว่าจะเป็นอย่างนั้น

เหตุผลก็คือ “คุณนิวัฒน์ธำรงเป็นใคร” ก็เป็นแค่คนหน้าใหม่ในทางการเมือง แม้จะเป็นนักบริหารประสบความสำเร็จมาบ้าง แต่จะมาคุมหรือทันเล่ห์เหลี่ยมนักการเมืองได้หรือ คุณนิวัฒน์ธำรงแม้จะเคยเป็นนายสอนงานให้แก่คุณยิ่งลักษณ์มาก่อน แต่แท้จริงแล้วก็เป็นแค่ลูกจ้างที่อาศัยเงินจากครอบครัวชินวัตรหารับประทาน จึงไม่เชื่อว่าแกจะทำงานแบบนี้กับนักการเมืองประเภทนี้ได้ แต่ถ้าทำได้ก็ต้องยอมรับว่าเป็น “ยอดมนุษย์” ที่มีความมหัศจรรย์มากๆ

คนที่ประชาชนอยากให้มาทำหน้าที่นี้น่าจะมีเพียงคนเดียว คือคุณยิ่งลักษณ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรีนั่นแหละ เพราะนอกจากตำแหน่งของท่านจะบ่งบอกความรับผิดชอบต่อคนไทยทั้งประเทศแล้ว คนไทยยังอยากจะเห็นว่าท่านมีความเหมาะสมที่จะอยู่ในตำแหน่งนี้ต่อไปหรือไม่ อย่างแรกก็คือ เข้าควบคุมวิกฤตการนำเสนอข่าวของสื่อที่กำลังจะทำให้คนไทยเสียสตินี้เสียก่อน

ระวังอย่าให้ข่าวสารท่วมทะลักจนเอาไม่อยู่นะคร้า...

 

ข่าวล่าสุด

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน