
ปฏิรูประบบความมั่นคงของรัฐ
ความมั่นคงของชาติเป็นเรื่องของอนาคต การบริหารจัดการความมั่นคงของชาติ การมองความมั่นคงในอนาคตนั้น อาจมองได้ทั้งในอนาคตอันใกล้
โดย...ภุมรัตน์ ทักษาดิพงษ์
ความมั่นคงของชาติเป็นเรื่องของอนาคต การบริหารจัดการความมั่นคงของชาติ การมองความมั่นคงในอนาคตนั้น อาจมองได้ทั้งในอนาคตอันใกล้ กลางและยาว มหาอำนาจ เช่น สหรัฐอาจมองไปไกลและวางแผนอนาคตถึง 50-100 ปีก็ได้ สำหรับประเทศไทยนั้นแค่ 20 ปี ก็ถือว่าเต็มกลืนแล้ว
มีหลักการของการประเมินภัยคุกคามในอนาคตต่อความมั่นคงของชาติว่า ต้องพิจารณา 2 ปัจจัยหลัก คือ (1) โอกาสที่จะเกิดขึ้น (2) ผลกระทบหรือความรุนแรงหากเกิดขึ้น โอกาสที่จะเกิดขึ้นนั้น อาจประเมินเป็นเปอร์เซ็นต์ๆ ส่วนผลกระทบอาจประเมินเป็นมูลค่าทรัพย์สิน การสูญเสียชีวิตและผลกระทบด้านจิตใจ สถานการณ์บางอย่างอาจมีโอกาสเกิดขึ้นสูงแต่ผลกระทบน้อย ในขณะที่สถานการณ์อีกอย่างอาจมีโอกาสเกิดขึ้นน้อย แต่ถ้าเกิดขึ้นแล้วอาจมีผลกระทบอย่างรุนแรงอย่างมาก สภาความมั่นคงแห่งชาติต้องระบุให้ได้ และเรียงลำดับความสำคัญเร่งด่วน เผื่อว่ารัฐบาลจะสามารถรู้ว่าอะไรควรทำก่อนทำหลัง
ตัวอย่างที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยว่าด้วยการประเมินภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ ซึ่งถือว่าถูกต้องแม่นยำที่สุดคือ พระราชดำรัสสุดท้ายก่อนสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ในหลวงรัชกาลที่ 3 ที่ว่า
“การศึกสงครามข้างญวน ข้างพม่า ก็เห็นจะไม่มีแล้ว จะมีอยู่แต่ข้างพวกฝรั่ง ให้ระวังให้ดี อย่าให้เสียทีแก่เขาได้ การงานสิ่งใดของเขาที่ควรคิด ควรเรียนเอาไว้ก็ให้เอาอย่างเขา แต่อย่าให้นับถือเลื่อมใสไปทีเดียว”
นอกจากทำนายสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างแม่นยำแล้ว ยังทรงบอกถึงวิธีการที่จะเอาตัวรอดจากภัยคุกคามนั้นด้วย รวมทั้งใช้เป็นแนวทางในการกำหนดตัวบุคคลหรือพระมหากษัตริย์องค์ต่อไปที่มีความรู้ความสามารถ ความเหมาะสม ที่จะพาบ้านเมืองให้อยู่รอดปลอดภัย คนหรือคณะบุคคลที่จะประเมินสถานการณ์ความมั่นคงในอนาคตได้ถูกต้องแม่นยำต้องเป็นคนที่มีความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์และติดตามสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา โดยที่ในหลวงรัชกาลที่ 3 ทรงเกี่ยวข้องกับการค้าขายต่างประเทศ ทรงได้ยินข่าวการล่าอาณานิคมของฝรั่งที่เขม้นมองจะเอาไทยเป็นอาณานิคมต่อไป ภารกิจสำคัญยิ่งที่พระมหากษัตริย์องค์ต่อมาทรงทำคือ “การป้องกัน” ไม่ให้ฝรั่งยึดเอาประเทศไทยเป็นอาณานิคม เช่น เพื่อนบ้านทั้งหลาย ยอมแม้การสละแขนขาเพื่อรักษาชีวิตไว้
สหรัฐอเมริกา มีวิธีทำนายภัยคุกคามเป็น 3 กลุ่ม คือ (1) ภัยคุกคามที่สหรัฐกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน (2) ภัยคุกคามที่จะเกิดในอนาคต และ (3) ภัยคุกคามที่ยังไม่ชัดเจน อาจเกิดขึ้นหรือไม่เกิดก็ได้ ในกลุ่ม 1 นั้น รัฐบาลต้อง “แก้ไข” ให้ลดน้อยลงและหายไปในที่สุด ส่วนกลุ่ม 2 และ 3 นั้นต้อง “ป้องกัน” ไม่ให้เกิดขึ้น
อังกฤษ มีวิธีประเมินภัยคุกคามแยกเป็น 3 กลุ่ม คือ (1) กลุ่ม 1 โอกาสที่จะเกิดขึ้นมากและมีผลกระทบรุนแรงมาก (2) กลุ่ม 2 มีโอกาสเกิดขึ้นมาก แต่ผลกระทบมีน้อย (3) กลุ่ม 3 โอกาสเกิดขึ้นน้อยและมีผลกระทบน้อยหากเกิดขึ้น สิ่งที่รัฐบาลต้องทำก็คือ “การป้องกัน” ไม่ให้เกิดขึ้น และอย่าให้กลุ่ม 3 พัฒนาไปเป็นกลุ่ม 2 หรือกลุ่ม 2 พัฒนาเป็นกลุ่ม 1
สำหรับ ประเทศไทย ใครพอจะบอกได้ไหมว่า ในอนาคตอันใกล้ กลางและไกล เราจะเผชิญกับความเสี่ยงและภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศอะไรบ้าง “โจทย์” ความมั่นคงในอนาคตคืออะไร และอะไรคือ “คำตอบ” ต่อโจทย์นั้น หากตั้งโจทย์ผิด คำตอบก็ผิดอะไรที่ต้องรีบเร่ง “แก้ไข” และอะไรที่ต้องหาทาง “ป้องกัน” ไม่ให้เกิด หรือไม่ให้มันพัฒนารุนแรงขึ้น เครื่องมือที่รัฐบาลจะนำมาใช้บริหารจัดการมีศักยภาพพอที่จะตอบโจทย์นั้นได้หรือไม่อย่างไร หากที่มีอยู่ยังไม่ดีพอ จะพัฒนาให้ดีขึ้นอย่างไร และจะระดมจากที่อื่นได้หรือไม่ โดยเฉพาะความร่วมมือกับมิตรประเทศ
ลองสำรวจดูเครื่องมือที่รัฐจะใช้บริหารจัดการความมั่นคงของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นด้านการทหาร ทูต เศรษฐกิจ ข่าว การบังคับใช้กฎหมาย รวมทั้งหน่วยงานรัฐที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เราไม่แน่ใจว่า เครื่องมือที่มีอยู่นั้นมีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะสู้กับภัยคุกคามในอนาคตได้หรือไม่ หากต้องเผชิญภัยคุกคามในอนาคตที่รุนแรงมากขึ้นไม่ว่าเป็นสงครามระหว่างประเทศ สงครามในประเทศ ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรง การก่อการร้ายในประเทศ วิกฤตเศรษฐกิจ ฯลฯ รัฐจะบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงไร
แค่สถานการณ์ความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัญหาน้ำท่วมใหญ่ การปะทะที่พรมแดนกับกัมพูชา ปัญหายาเสพติด การจลาจลในประเทศ ที่ผ่านมาดูเหมือนว่า เครื่องมือของรัฐด้านการทหาร ทูต ข่าว การบังคับใช้กฎหมาย ยังไม่มีประสิทธิภาพสูงพอที่จะเข้าจัดการกับปัญหาดังกล่าว ถ้าประเทศเกิดเจอกับสถานการณ์ที่รุนแรงกว่านี้ อาทิ แผ่นดินไหวรุนแรง คลื่นยักษ์สึนามิ สงครามกลางเมือง แล้ว รัฐบาล (ไม่ว่ารัฐบาลไหนก็ตาม) จะ “เอาอยู่” หรือ
สถานการณ์ความมั่นคงในหลากหลายรูปแบบที่รุนแรงยิ่งขึ้นในขณะนี้และที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เรามาถึงคำถามสำคัญคือ ถึงเวลาหรือยังที่เราจะทบทวนและปฏิรูปเครื่องมือและระบบในการบริหารจัดการความมั่นคงของชาติ เครื่องมือและระบบที่มีอยู่ในปัจจุบันมีประสิทธิภาพพอที่จะสู้กับภัยคุกคามในอนาคตได้หรือไม่ (แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าเราจะมองภัยคุกคามและความเสี่ยงในอนาคตว่ารุนแรงมากน้อยแค่ไหน) นี่เป็นโจทย์เฉพาะหน้าที่ต้องการคำตอบเร่งด่วน







