
มวยวัดจำนำข้าว
มาตรการอุดหนุนภายในที่รัฐบาลให้แก่สินค้าเกษตร ซึ่ง WTO จัดแบ่งไว้เป็น 3 กล่อง คือ กล่องเขียว (Green Box) กล่องน้ำเงิน (Blue Box) และกล่องเหลือง (Amber Box) หรืออีกนัยหนึ่งก็คือสมาชิก WTO ร่วมกันจัดแบ่งมาตรการต่างๆ ที่ประเทศในโลกนี้ใช้กันอยู่นั่นเอง โดยดูจากผลกระทบที่จะเกิดจากมาตรการที่รัฐบาลให้กับเกษตรกรว่ามีผลไปบิดเบือนกลไกตลาด ทำให้ราคาเพิ่มขึ้นหรือลดลงหรือไม่ ผู้เขียนขอย้ำว่ามาตรการอะไรก็ตามที่มีผลไปบิดเบือนกลไกตลาดมาก ไม่ว่าจะทำให้ราคาเพิ่มขึ้นหรือลดลง WTO ถือว่าเป็นการบิดเบือนการค้าและไม่ให้ทำ เขาจึงแบ่งมาตรการเป็นกล่องๆ ดังข้างต้น และดังที่กล่าวมาในฉบับที่แล้ว
มาตรการอุดหนุนภายในที่รัฐบาลให้แก่สินค้าเกษตร ซึ่ง WTO จัดแบ่งไว้เป็น 3 กล่อง คือ กล่องเขียว (Green Box) กล่องน้ำเงิน (Blue Box) และกล่องเหลือง (Amber Box) หรืออีกนัยหนึ่งก็คือสมาชิก WTO ร่วมกันจัดแบ่งมาตรการต่างๆ ที่ประเทศในโลกนี้ใช้กันอยู่นั่นเอง โดยดูจากผลกระทบที่จะเกิดจากมาตรการที่รัฐบาลให้กับเกษตรกรว่ามีผลไปบิดเบือนกลไกตลาด ทำให้ราคาเพิ่มขึ้นหรือลดลงหรือไม่ ผู้เขียนขอย้ำว่ามาตรการอะไรก็ตามที่มีผลไปบิดเบือนกลไกตลาดมาก ไม่ว่าจะทำให้ราคาเพิ่มขึ้นหรือลดลง WTO ถือว่าเป็นการบิดเบือนการค้าและไม่ให้ทำ เขาจึงแบ่งมาตรการเป็นกล่องๆ ดังข้างต้น และดังที่กล่าวมาในฉบับที่แล้ว
กล่องเขียว หรือ Green Box นั้น ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่ามันมีสีเขียว ก็เหมือนไฟเขียว ฉลุยผ่านตลอด ถือว่าเป็นมาตรการที่ไม่มีผลบิดเบือนกลไกตลาดหรือการค้า หรือถ้ามีก็น้อยมากจริงๆ เช่น การให้อุดหนุนด้านวิจัยพัฒนา การฝึกอบรม การให้บริการตรวจสอบคุณภาพสินค้า พูดง่ายๆ ว่าเป็นประเภทของมาตรการที่ประชาไม่นิยม ที่จริงการจ่ายเงินเกษตรกรโดยตรงหรือการประกันรายได้ก็ทำได้ แต่ต้องไม่จำกัดว่าเกษตรกรต้องปลูกพืชชนิดใด รายละเอียดถ้าท่านผู้อ่านสนใจและไม่ได้อ่านในฉบับที่ผ่านๆ มา ก็ลองกลับไปย้อนอ่านฉบับที่แล้วดู
กล่องสีน้ำเงิน (Blue Box) เป็นการอุดหนุนที่ให้กับเกษตรกรไปแล้วมีผลทำให้กลไกตลาดบิดเบือน มีผลทำให้เกษตรกรผลิตมากขึ้น ยกเว้นถ้ามีเงื่อนไขเพื่อจำกัดผลกระทบที่ว่านี้ โดยการจำกัดเนื้อที่เพาะปลูก หรือจ่ายเงินให้เกษตรกรเพียง 85% ของระดับการผลิต และถ้าเป็นปศุสัตว์ก็จ่ายเพิ่มตามหัวที่กำหนดไว้ ซึ่งที่จริงประเทศไทยก็ทำแบบนี้ได้ เงินก็ถึงมือเกษตรกร คุณภาพข้าวก็ไม่เสีย เพราะไม่มีการปลูกกัน 3–4 Crop เพื่อมารับเงินจนทำให้คุณภาพข้าวตก และไม่ต้องมีการขนกันไปมาจากไหนต่อไหนให้ยุ่งวุ่นวายกันไปหมด นอกจากนี้ที่สำคัญมากๆ คือ ไม่ต้องนำไปคำนวณลดการอุดหนุนลง หรือถ้าพูดตอนนี้ก็คือ ไม่ไปทำให้การอุดหนุนภายในของไทยสูงกว่าเพดานที่ไทยให้สัญญาระหว่างประเทศไว้ภายใต้ WTO (ไทยมีเพดานการอุดหนุนภายในอยู่ที่ 19,208 ล้านบาท)
คราวนี้ลองมาดูมาตรการอุดหนุนกล่องเหลือง (Amber Box) กันต่อ ที่จริงสี Amber ก็เป็นสีอำพัน น่าจะเป็นมงคล แต่สมาชิก WTO ทำความตกลงกันไว้ว่า มาตรการอุดหนุนอะไรก็ตามที่ไม่ได้อยู่ในกล่องเขียวและกล่องน้ำเงิน จะมาจัดไว้ในกล่องนี้ โดยถือว่ามีผลบิดเบือนกลไกตลาดหรือการค้าสินค้าเกษตรอย่างมาก กล่าวคือ บิดเบือนในแง่ราคาหรือปริมาณการผลิต ไม่ว่าจะทำให้ราคาสูงขึ้นหรือต่ำลง หรือทำให้เกษตรกรปลูกมากขึ้นมาก ก็ถือว่าไม่ได้ทั้งนั้น เช่น การประกันราคาขั้นต่ำ การแทรกแซงราคาและการรับจำนำ โดยสมาชิก WTO ที่ได้ผูกพันยอดการอุดหนุนภายในที่บิดเบือนตลาดนี้ไว้ในการเจรจารอบอุรุกวัย มีพันธกรณีที่จะต้องควบคุมมิให้การอุดหนุนภายในที่บิดเบือนตลาดเหล่านี้ขึ้นสูงเกินกว่าระดับที่ผูกพันไว้
นอกจากนี้ WTO เขาก็มีวิธีการคำนวณในรายละเอียดลงไปในแต่ละสินค้าเกษตรอีก โดยเห็นว่าหากให้การอุดหนุนไม่มาก แม้จะเป็นมาตรการที่บิดเบือนกลไกตลาดก็จะไม่มีผลกระทบมากนัก ผู้เขียนขอย้ำอีกครั้งว่าให้ไม่มาก หรือที่จริงก็คือน้อยมากจนเรียกได้ว่าเป็น De Menimis Level และในการคำนวณยอดรวมการอุดหนุนที่บิดเบือนตลาด หากประเทศสมาชิก WTO ให้การอุดหนุนกับสินค้าใดก็ตามเกินกว่าการอุดหนุนขั้นต่ำที่เรียกว่า De Minimis Level ซึ่งสำหรับประเทศพัฒนาแล้ว ใช้เกณฑ์ร้อยละ 5 ของมูลค่าการผลิตของสินค้านั้น ในขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาใช้เกณฑ์ร้อยละ 10 ของมูลค่าการผลิตของสินค้านั้น ก็จะต้องนำมารวมไว้ในการคำนวณยอดการอุดหนุนประเภทนี้ด้วย ส่วนประเทศสมาชิก WTO ที่ไม่มีการผูกพันเพดานการอุดหนุนประเภทนี้ ก็จะสามารถให้การอุดหนุนประเภทนี้ได้เพียง De Minimis Level เท่านั้น ท่านผู้อ่านอ่านตรงนี้แล้วก็ไม่แน่ใจว่าจะงงงันกันมากหรือเปล่า สรุปง่ายๆ ก็คือ ไม่ว่าจะเป็นการประกันราคา แทรกแซงราคา หรือการจำนำ ถือว่าผิดทั้งนั้น ทำไม่ได้ แต่เขาก็ยังอุตส่าห์เปิดช่องไว้ว่า เอาล่ะ เมื่อเคยทำอยู่แล้วก็อนุโลมให้ทำได้บ้าง แต่ต้องลดลงแล้วก็กำหนดเพดานเอาไว้ว่าไม่ใช่ให้กันจนเกินเพดาน และยังดูลงไปในสินค้าเกษตรที่สำคัญแต่ละตัวด้วย โดยมีช่องให้หายใจอีกว่า ถ้าให้นิดๆ หน่อยๆ ก็ไม่เป็นไร หยวนๆ กันไป ถือว่ากระทบน้อยพอจะรับกันได้ ประเทศไหนๆ ก็ต้องมีเครื่องมือทางการเมืองกันทั้งนั้น โดยเฉพาะกับสินค้าเกษตรที่เป็นหัวใจของประเทศ แต่ก็ให้แค่นิดๆ หน่อยๆ นะ เรียกว่า De Minimis Level ถ้าเป็นประเทศกำลังพัฒนาอย่างไทยเราก็ให้ 10% ของมูลค่าผลผลิตสินค้านั้น
ที่จริงถ้าไม่เล่นมวยวัดกันแบบที่เป็นอยู่นี้ ก็มีวิธีเล่นภายใต้กฎเกณฑ์ของ WTO อยู่มาก ประกาศเป็นเขตภัยพิบัติแล้วให้เงินช่วยเหลือก็ได้ เพราะปีที่แล้วเราก็เจอน้ำท่วมกันมาทั้งประเทศ ผลประโยชน์ก็ถึงมือเกษตรกรโดยตรง อุดหนุนด้านการลงทุนก็ได้ ส่วนไอ้ที่เขาว่าบิดเบือนก็ให้อยู่ในกรอบซะ จะได้ไม่ต้องมานั่งหน้าทนให้เขาฟ้อง ต้องสู้คดีกันให้เสียเงินอีก
ยิ่งตอนนี้เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำ WTO ก็กำลังจะเกษียณอายุเดือน ก.ย.นี้ กระทรวงพาณิชย์จะตั้งใครไปใหม่ก็ต้องดูให้ทันเขา ต้องเข้าใจกฎระเบียบ WTO และเข้ากับระดับเอกอัครราชทูตประเทศอื่นๆ ให้ดี ให้เป็นที่เชื่อถือ เพราะคงต้องเหนื่อยในการ Lobby จะไปนั่งหน้าทนอยู่ในที่ประชุมอย่างเดียวไม่ได้ หรือจะใช้วิธีหลบไปเลยให้ลูกน้องเข้าอย่างเดียวก็ไม่ได้ อย่างไรเสียเขาก็ต้องตามตัว ตำแหน่งนี้ไม่ใช่ตำแหน่งที่ปรึกษาฝ่ายการพาณิชย์นะอย่าลืม หรือใครก็ตามที่คิดว่าจะวิ่งเอาแต่ซีอย่างเดียว ก็ต้องคิดให้ดี เพราะไปคราวนี้รับศึกหนักแน่ๆ
ผู้เขียนยังไม่อาจจบในตอนนี้ได้ คราวหน้าจะยกตารางการผูกพัน หรือเพดานการอุดหนุนให้อ่านกันว่ามีรายละเอียดอย่างไร ตัวเลขนั้นยกไปแล้วว่า 19,208 ล้านบาท ซึ่งก็คงเห็นๆ กันอยู่ว่าคราวนี้การอุดหนุนภายในของไทยเกินไปมาก







