
จับตาทางแพร่งสุขภาพล้มกฏหมาย-เปิดช่องเอกชน
ความล้าหลังของกฎหมาย 37 ฉบับ คือ อุปสรรคต่อการพัฒนา
โดย...ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน
ความล้าหลังของกฎหมาย 37 ฉบับ คือ อุปสรรคต่อการพัฒนา
คณะกรรมการร่วม 3 สถาบันภาคเอกชน (กกร.) เห็นว่า หากต้องการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลก จำเป็นต้องแก้ไข
วันที่ 12 ก.ย.นี้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เรียกประชุมเพื่อรับฟังข้อเสนอ
ข้อเสนอหนึ่งที่ต้องจับตามองเกี่ยวข้องกับธุรกิจด้านบริการสุขภาพ
สมาคมโรงพยาบาลเอกชน เห็นควรให้ปรับปรุงใน 3 ฉบับ ได้แก่ 1.พ.ร.บ.สถานพยาบาล 2.พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ 3.พ.ร.บ.เครื่องมือแพทย์
โฟกัสเฉพาะ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ ชัดเจนว่าเสริมแรงต่อศักยภาพในการแข่งขันได้จริง
ทว่าอีกหนึ่งข้อเท็จจริงที่ไม่อาจเพิกเฉย คือ ผลกระทบที่ประชาชนผู้ใช้บริการจะต้องแบกรับ
หมวด 5 มาตรา 4648 ของ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ กำหนดให้คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ จัดทำ “ธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ”
เสมือนหนึ่งกรอบที่ผู้กำหนดนโยบายด้านสุขภาพห้ามละเมิด
ข้อที่ 51 ... รัฐไม่พึงให้การสนับสนุนหรือสิทธิพิเศษทางภาษีและการลงทุนกับการบริการสาธารณสุขที่มุ่งเน้นผลประโยชน์ เชิงธุรกิจ
ข้อที่ 106 ... ให้รัฐจัดระบบการเงินการคลังรวมหมู่จากแหล่งเงินซึ่งมีการจัดเก็บในอัตราก้าวหน้าเพิ่มมากขึ้น รวมถึงการเพิ่มการจัดเก็บภาษีจากบริการสาธารณสุขที่มุ่งเน้นผลประโยชน์เชิงธุรกิจ และสินค้าที่ทำลายสุขภาพ
ข้อที่ 109 ... ให้รัฐพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารจัดการการเงินการคลัง สำหรับการจัดบริการสาธารณสุขให้สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้ โดยใช้การเงินการคลังแบบปลายปิดที่กำหนดค่าใช้จ่ายไว้ล่วงหน้า
ทั้ง 3 ข้อนี้ ถูกเสนอให้ยกเลิก เพราะล้าหลังและเป็นอุปสรรคต่อการแข่งขัน
นอกจากนี้ สมาคมโรงพยาบาลเอกชนเสนอให้รัฐบาลปรับทิศทางเพื่อส่งเสริมการลงทุน
รัฐบาลควรส่งเสริมสถานพยาบาลปรับโครงสร้างที่ขาดประสิทธิภาพ ได้แก่ เครื่องมือแพทย์เก่า เครื่องจักรที่ไม่ประหยัดพลังงาน และให้รัฐบาลใช้นโยบายที่จูงใจในการลงทุนและสร้างเสริมศูนย์การแพทย์ เฉพาะทาง เพื่อให้สามารถแข่งขันกับชาติอื่นได้
เช่นเดียวกับการประกาศส่งเสริมในอุตสาหกรรมหมวดอื่น
“คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ ได้เตรียมเรื่องการส่งเสริมภาคเอกชนให้ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม เครื่องจักร เครื่องมือแพทย์ให้สามารถแข่งขันและทำรายได้ จากโครงการเมดิคัลฮับไว้แล้ว แต่ติดขัดที่อดีตนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่ลงนามในประกาศ” คือ ความพร้อม หากนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ตัดสินใจเดินหน้าต่อ
ขณะเดียวกัน เครือข่ายภาคประชาสังคม 14 องค์กร ได้ทำหนังสือลงวันที่ 10 ก.ย. เสนอต่อ คณิต ณ นคร ประธาน คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย เรียกร้องให้ติดตามและพิจารณาการข้อแก้กฎหมายทั้ง 37 ฉบับ ของ กกร.และสมาคมโรงพยาบาลเอกชน
เอกสาร ระบุว่า ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอให้ยกเลิกธรรมนูญสุขภาพ 3 ข้อ เนื่องจากการทำธุรกิจจะต้องเสียภาษีให้รัฐและตอบแทนแผ่นดิน
นอกจากนี้ ธุรกิจการแพทย์เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาสมองไหลของบุคลากรทางการแพทย์ จึงเป็นธุรกิจที่ควรควบคุม
กรรณิการ์ กิจติเวชกุล กรรมการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังมีปัญหาด้านการเข้าถึงทรัพยากรและการขาดแคลนบุคลากรด้านสาธารณสุข หากรัฐบาลยิ่งส่งเสริมการลงทุนมากขึ้นจะยิ่งเพิ่มปัญหา
ที่สำคัญไม่ใช่หน้าที่ของรัฐบาลที่จะให้การสนับสนุนธุรกิจทางการแพทย์ โดยเฉพาะการให้สิทธิพิเศษทางภาษีและการลงทุน
ข้อเท็จจริงมี 2 ชุด อยู่ที่จะคิดบนพื้นฐานใด







